โลกยุคใหม่แห่ง การเกษตรปลอดสารพิษ
เนื้อเรื่อง‧ จางฉงฟาง ภาพ‧หลินเก๋อลี่ แปล‧แสงชัย กิตติภูมิวงศ์ และมณฑิรา ไชยวุฒิ
กุมภาพันธ์ 2016
素有「美食王國」之稱的台灣,一向以美食林立自豪。但吃飽,更要吃好,近來台灣民眾追求「舌尖上的幸福」,轉而以安全、無毒為準則。
台灣有機農業耕地約6,000 公頃,約占總耕地面積0.6%,與歐洲有機農業的領頭羊法國16%、奧地利20% 相較,相去甚遠,但環境變遷加上食安危機,加速了台灣無毒農業的腳步,不僅各地小農市集暢旺,就連百貨超市、量販店也紛紛加入有機蔬果販售的行列,無毒的美麗新世界已然在望。
ไต้หวันได้รับฉายา “ดินแดนแห่งอาหารเลิศรส” มีร้านอาหาร ภัตตาคารตั้งเรียงรายเต็มไปหมด แต่การรับประทานไม่เพียง คำนึงถึงความอิ่มเท่านั้น จะต้องมีคุณภาพดีด้วย ปัจจุบันชาว ไต้หวันนอกจากแสวงหาความสุขบนปลายลิ้นแล้ว ยังให้ความ สำคัญเรื่องความปลอดภัยและปลอดสารพิษ
ไต้หวันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 6,000 เฮกตาร์ คิดเป็น 0.6% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด เทียบกับยุโรปซึ่งเป็นประเทศแนว หน้าด้านเกษตรอินทรีย์ เช่น ฝรั่งเศส 16% ออสเตรีย 20% ถือว่า ยังห่างไกลกันมาก แต่สภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป ประกอบ กับวิกฤติอาหารเกิดที่ขึ้นหลายครั้ง ทำให้ไต้หวันเร่งฝีเท้าด้าน การเกษตรปลอดสารพิษ การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ แพร่หลายมากขึ้น มีการตั้งตลาดนัดเกษตรกร ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต โลกใบใหม่อันงดงามปลอดสารพิษกำลังทอแสง แห่งความหวัง
ปัญหาความปลอดภัยทางอาหารปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผล ใหก้ ารจำหนา่ ยสนิ คา้ เกษตรปลอดสารพษิ ทเี่ ปน็ มติ รต่อผบู้ รโิ ภค ขยายตัวรวดเร็ว นายหยางหรูเหมิน (楊儒門) ผู้ก่อตั้งตลาดนัด เกษตร 248 บอกว่า “ปัจจุบันหากทำการเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ ไม่ต้องกลัวขายไม่ออก”
เกษตรอินทรีย์ กำลังมาแรง !
การเกษตรอินทรีย์ของไต้หวันอนาคตสดใสจริงหรือไม่?
สถิติระบุว่า ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไต้หวันมี จำนวนกว่า 1,600 ร้าน นอกจาก LeeZen, Yogi House, Cotton Lang ซึ่งเป็นร้านแฟรนไชส์ ยังมีซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้แก่ PX Mart, Wellcome, Matsusei, Carrefour, RT Mart, a.mart ต่างกระโจนเข้าสู่ ตลาด จัดตั้งโซนหรือชั้นวางเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือแม้กระทั่งร้านสินค้าเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ Eslite ซึ่งตั้งอยู่ในเขต อุทยานวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ซงซันในกรุงไทเป (Songshan Cultural and Creative Park) ก็เริ่มขายผักผลไม้อินทรีย์ด้วย แต่ในความเป็นจริง ตลาดนัดเกษตรกรถือเป็นตลาดซื้อขาย อันดับแรกที่เกษตรกรรายเล็กพบกับผู้บริโภค
ตามสถิติในแผงผังตลาดนัดเกษตรกรของมูลนิธิ Frontier ระบุว่า ปัจจุบันทั่วไต้หวันมีตลาดนัดเกษตรกร 63 แห่ง สำหรับ ตลาดแห่งแรกที่ชูป้าย “เกษตรกรที่เป็นมิตร” เพิ่งจัดตั้งขึ้นในช่วง เวลาสั้นๆ ไม่ถึง 8 ปี
ย้อนเวลากลับไปเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 คุณเฉินเมิ่งไข่ (陳孟凱) แห่งสวนเกษตรตงหลี (東籬) ศ.เถาฟันอิ๋ง (陶蕃瀛) คณะสวัสดิการเด็ก มหาวิทยาลัยจิ้งอี๋ (Providence University) คุณฝงเสี่ยวเฟย (馮小非) แห่งสวนเกษตรซีตี่ เหยา (溪底遙) ทั้งหมดร่วมมือกัน จึงได้มีการจัดตั้งตลาดนัด เกษตรเหอผู่หรือโฮปมาร์เก็ต (合樸) นับเป็นแห่งแรกของตลาด นัดแนวใหม่
เดือนกันยายน พ.ศ. 2550 ศ.ต่งสือรุ่ย (董時叡) คณะส่งเสริม การผลิตเทคโลยีชีวภาพและการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัย แห่งชาติจงซิง (National Chung Hsing University) รับ สืบทอดหน้าท่ใี นการจัดต้งั ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์มหาวิทยาลัย จงซิง โดยเชิญเกษตรกรอินทรีย์ 20 กว่าคนร่วมกลุ่ม นับเป็น องค์กรแห่งที่ 2 ที่มีอุดมการณ์ในการตั้งตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2551 คุณหยางหรูเหมิน เกษตรกรจาก ตำบลเอ้อหลิน เมืองจางฮั่ว (彰化二林) เลียนแบบตลาดนัด เกษตรเหอผู่ เขาได้จัดตั้ง “ตลาดนัดเกษตร 248” ทางภาคเหนือ โดยชูนโยบาย “การเกษตรยั่งยืน พัฒนาการเกษตร เกษตรกรมี ความผาสุก” ตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จทำให้ เกษตรกรรายย่อยยืนหยัดได้ในกรุงไทเป และยังได้แตกกิ่งก้าน ขยายสาขาออกไปจุดอื่นๆ ด้วย
แสวงหาอนาคตจากตลาดนัด
คุณหยางหรูเหมินบอกว่า ข้อเรียกร้องของ “ตลาดนัดเกษตร 248” ง่ายมากคือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืช ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา มีสมาชิกเกษตรกรรายเล็กกว่า 200 ราย ประสบความ สำเร็จในการสร้างแบรนด์ของเกษตรกรกว่า 20 แบรนด์ เช่น ไอศครีมชุนอีจือ (春一枝) แยมผลไม้ไจ้ฉงหง (在欉紅) น้ำ ตาลมอลต์ไหลชุนม่า (來春嬤) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำอาเหอซือ ( 阿禾師) ข้าวปลอดสารพิษหลงเต๋อหมี่จวง (龍德米庄) เป็นต้น
แม้การเกษตรปลอดสารพิษมีแนวโน้มที่ดี แต่การจัดตั้ง “ตลาด นัดเกษตร 248” ในช่วงแรกเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในช่วง 2 ปีแรกเกษตรกรจำนวนมากถอนตัวเพราะยอดขายไม่ดี ตลาด นัดเกือบจะล้ม ต่อมาเกษตรกรจัดกิจกรรมสาธิตปรุงอาหาร มี การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้น ค่อยๆ สร้างสัมพันธภาพที่ดี เกษตรกรกับผู้บริโภคมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
ตลาดนัดเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค คุณหยางหรูเหมินบอกให้เกษตรกรใช้ความตั้งใจ 5% ในการขาย สินค้า แต่ใช้ความตั้งใจ 95% ในการพูดคุยสื่อสารกับลูกค้า แต่ ก็มีเกษตรกรสูงอายุที่บ่นว่า “ปลูกพืชง่ายกว่า คุยกับลูกค้ายาก มาก” คุณหยางพยายามอธิบายว่า การเปลี่ยนแนวความคิดของ ผู้บริโภคจะต้องอาศัยการพูดคุยจึงจะสำเร็จ
“ผู้คนมักจะมีความเข้าใจผิดว่า เกษตรอินทรีย์ก็คือราคาแพง คนมีเงินเท่านั้นจึงจะกินได้ แต่ในความเป็นจริง บางคนซื้อของ มากมาย แตโ่ ยนทงิ้ มากถงึ 1 ใน 3 สว่ น เชน่ ในตเู้ ยน็ อาจจะยงั มขี นมตรษุ จนี ขนมไหวพ้ ระจนั ทรเ์ หลอื จากปที แี่ ลว้ ... อาหารอื่นๆ ที่หมดอายุแล้ว เหล่านี้ล้วนเป็นความสิ้นเปลือง มิสู้ซื้อของดี หน่อย แต่กินให้หมดจะดีกว่า”
“ดังนั้น เกษตรกรจะต้องสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านตลาดนัด หวัง ว่าภายใน 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี พวกเขาจะขยายตลาดได้อย่างราบ รื่น” คุณหยางบอกด้วยว่า ผู้ประกอบการโรงแรม ภัตตาคาร ร้าน ค้าอาหารอินทรีย์มักจะมาเดินหาสินค้าและพันธมิตรการค้าใน ตลาดนัด ผู้ที่สร้างสินค้าจนมีชื่อเสียง เพียงแค่รออยู่ที่ฟาร์มก็จะ มีลูกค้ามาหาถึงที่
“ตลาดนัดเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร และเป็น ช่องทางประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจ” เกษตรกรหญิง “อา เป่า” ปลูกผลไม้อยู่ที่ภูเขาหลีซันในนครไถจง เนื่องจากมารดา ชราภาพแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถขึ้นดอยทำสวนผลไม้ได้ เธอจึง ตัดสินใจกลับบ้านเดิมที่อี๋หลานเพื่อปลูกข้าวและธัญพืชอื่นๆ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เธอได้จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรกรเพาะปลูกเป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม” และได้จัดตลาดนัดเดือนละ 2 ครั้ง มีเกษตรกรเข้าร่วม 10 – 20 คน หลังจัดตลาดนัดผ่านมา 4-5 ปี เธอได้หยุดภาระกิจ ดังกล่าว และโอนงานให้แก่ตลาดนัดเกษตรกรของเทศบาลเมือง อี๋หลาน อาเป่าบอกว่าหน้าที่ของเธอในขั้นตอนนี้จบลงแล้ว ต่อ ไปเธอจะจัดตั้ง “ห้องทำงานอนุรักษ์คุ้มครองอี๋หลาน” จะเริ่มใส่ใจ ดูแลแก้ปัญหาระบบนิเวศ เช่น ปัญหาน้ำเสีย และสิ่งแวดล้อมใน ไร่นา
ผักผลไม้อินทรีย์ราคาย่อมเยาในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ลไม้อินทรีย์ราคาย่อมเยาในซุปเปอร์มาร์เก็ตโภคมีโอกาสพูดคุยกันโดยตรงในตลาดนัด สร้าง ความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุน ทำให้มีผู้ยอมจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อ แลกกับสุขภาพที่ดีขึ้น และให้การสนับสนุนการเกษตรปลอดสาร พิษ
ศ. กัวหัวเหริน (郭華仁) คณะศิลปการเกษตร มหาวิทยาลัย แห่งชาติไต้หวันซึ่งทุ่มเทเรื่องเกษตรอินทรีย์กว่า 20 ปีเล่าว่า ทุก วันเสาร์เขาจะไปซื้อผักที่ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ ข้างพิพิธภัณฑ์ การประปา ถนนสุ่ยหยวน กรุงไทเปเพื่อการบริโภค 1 สัปดาห์ เขาสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ด้วยการปฏิบัติจริง “ผู้ปลูกผัก อินทรีย์มีความยากลำบาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ที่ดีควรจะเป็นผู้นำในการช่วยอุดหนุน เพื่อจะได้แพร่หลายมาก ขึ้น” ศ.กัวหัวเหรินกล่าว
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่จะใช้รูป แบบเกษตรพันธสัญญา ทำสัญญาระยะยาวกับเกษตรกรอินทรีย์ ที่ปลูกผักผลไม้ ทำให้ราคาผักผลไม้อินทรีย์ต่ำลง เช่น ผักอินทรีย์ จำหน่ายใน PX Mart ราคาถุงละ 29 เหรียญไต้หวัน เป็นราคา ต่ำสุดเมื่อเทียบกับซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ
ปัจจุบัน PX Mart ยังคงจำหน่ายผักอินทรีย์ในราคาเท่าเดิม เนื่องจากพวกเขาได้ทำสัญญารับซื้อระยะยาวจากเกษตรกร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาด จึงมุ่งหน้าผลิตอย่าง เดียว
“หากไม่มีช่องทางจำหน่าย ผู้ปลูกผักอินทรีย์ซึ่งมีระบบบันทึก ประวัติการผลิต จะรู้สึกมีความยากลำบาก” คุณหลี่เหวินจง (李文宗) หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของ PX Mart กล่าว ซึ่งในการ ทำสัญญากับเกษตรกรนั้น PX Mart จะเลือกเกษตรกรที่ผ่าน การขึ้นทะเบียนรับรองเกษตรอินทรีย์ มีระบบบันทึกประวัติการ ผลิต จะต้องส่งตัวอย่างสินค้าตรวจสอบสารตกค้าง 251 รายการ สอดคล้องกับมาตรฐานจึงจะวางจำหน่ายได้
ในขณะเดียวกัน PX Mart บวกกำไรในอัตราต่ำ ถือหลักกำไร น้อยขายปริมาณมาก คุณหลี่เหวินจงกล่าวว่า ผักอินทรีย์ใน PX Mart แต่ละถุงขายต่ำกว่าผู้ค้ารายอื่น 10 เหรียญขึ้นไป สาเหตุ เพราะผู้ค้าอื่นๆ บวกกำไรอัตรา 30 – 40% แต่ PX Mart บวก กำไรเพียง 10 – 20% เท่านั้น
คุณชูกุ้ยหมิน (初貴民) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ PX Mart กล่าวว่า ณ สิ้นปี 2556 PX Mart ได้เกษตรพันธ สัญญากับเกษตรกรที่มีระบบบันทึกประวัติการผลิตแล้ว คิดเป็น พื้นที่เพาะปลูก 400 เฮกตาร์ ปริมาณการผลิตผักผลไม้ปีละ 67 ล้านถุง และยังคงขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า หมายผลิตผักผลไม้ปลอดภัยไว้ที่ 100 ล้านถุงต่อปี
คุณหลี่เหวินจงบอกด้วยว่า ผักสวนครัวที่มีความเสี่ยงถูกตรวจ พบสารตกค้างบ่อยๆ ได้แก่ ผักจำพวกถั่ว ถั่วลันเตา พริกหวาน แตงกวา ผักกาด ผักกวางตุ้ง ฯลฯ PX Mart มีนโยบายซื้อจาก ผู้ผลิตที่มีระบบบันทึกประวัติการผลิตเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความ เสี่ยง
เชียนเจี่ย แหล่งผลิตและจำหน่ายโดยตรง
เมื่อปีที่แล้วคณะกรรมการเกษตรของไต้หวันกำหนด มาตรฐานการรับรอง “เกษตรอินทรีย์” ให้มีความเข้มงวดมาก ขึ้น ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจรับรองจะไม่สามารถใช้คำว่า “เกษตร อินทรีย์” ได้ จึงทำให้เกษตรกรจำนวนมากที่เพาะปลูกในระบบ อินทรีย์ แต่ไม่ผ่านการรับรอง เปลี่ยนมาใช้คำว่า “เกษตรปลอด สารพิษ” แทน
ศ.กัวหัวเหรินกล่าวว่า หากคุณภาพการผลิตอยู่ในระดับที่มี ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบก็จะไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าการ ผลิตขยายตัวมากขึ้นถึงในระดับหนึ่ง และมีพ่อค้าคนกลางเข้า มาแทรกความน่าเชื่อถือจะขาดสะบั่นลง จึงจำเป็นต้องมีระบบ รับรองมาตรฐานเข้ามาสนับสนุน
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรหญิงอาเป่า ได้จงใจใช้คำว่า “เกษตรเป็นมิตร” แทนคำว่า “เกษตรอินทรีย์” เพื่อกระตุ้นผู้ บริโภคให้กลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริง เธอกล่าวว่า หลังบัญญัติ กฎระเบียบเกษตรอินทรีย์แล้ว ทำให้จิตวิญญานด้านการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมของเกษตรอินทรีย์ขาดหายไป มีการใช้สิ่งอำนวย ความสะดวกที่สิ้นเปลืองพลังงาน ร้านขายพืชผักอินทรีย์ส่วน ใหญ่ขายสินค้านำเข้า เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำที่ละเมิดจิต วิญญาณที่แท้จริงของเกษตรอินทรีย์ทั้งสิ้น
แน่นอนการตรวจสอบถูกนำมาใช้ในสภาพจำยอม การรู้จัก และความเข้าใจระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค จึงจะเป็นพื้นฐาน ความเชื่อมั่นที่แท้จริง และการที่จะได้รู้จักกันเข้าใจกันนั้น หนทาง หนึ่งเดียวที่จะลดช่องว่างระหว่างกันก็คือการไปซื้อโดยตรงที่ แหล่งผลิต
ก า ร ผ ลิ ต แ ล ะ จำ ห น่ า ย ใ น แ ห ล่ ง ผ ลิ ต ที่ เ รี ย ก ว่ า “การเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน (Community Supported Agriculture : CSA)” เป็น ระบบอาศัยการรู้จักแทนการรับรอง ได้มีการนำมาใช้ ในไต้หวันแล้ว เช่น ชมรมกู่ตง (穀東俱樂部) ที่มีชื่อ เสียงของเมืองอี๋หลัน และ ชุมชนเชียนเจี่ย (千甲聚落) ในเมืองซินจู๋ที่จัดตั้งภายหลัง ล้วนเป็นตัวอย่าง CSA ที่ ประสบความสำเร็จ
ชุมชนเชียนเจี่ย ตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ซิน จู๋ ในบริเวณชานเมืองซินจู๋ เกษตรกรปลูกพืชแบบใช้วัสดุ คลุมดิน (sheet mulching) บนพื้นที่บุกเบิกเกือบ 5 ไร่ ปลูกพืชปริมาณน้อยแต่มีหลายชนิด ได้แก่ ถั่ว มะเขือเทศ มันชนิดต่างๆ รวมพืชทั้งหมด 20 กว่าชนิด
“ระยะเวลาในการเพาะปลูกของเรายาวนานกว่า การปลูกทั่วไป 1 สัปดาห์ การปล่อยให้พืชโตเต็มที่ จะ ทำให้มีรสชาติดีกว่า” คุณเฉินเจี้ยนไท (陳建泰) ผู้รับ ผิดชอบโครงการ CSA ชุมชนเชียนเจี๋ยคณะกรรมการ สังคมสงเคราะห์ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Technology Research Institute : ITRI) กล่าว จากการที่พนักงานในอุทยานวิทยาศาสตร์ให้การ สนับสนุน ทำให้เกษตรกรชุมชนเชียนเจี๋ยตั้งหน้าตั้งตา ปลูกพืชอย่างเดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจำหน่าย คุณเฉินเจี้ยนไท่บอกว่า “พลังแห่งมิตรภาพมีอนุภาพ มาก” ที่บริเวณชานเมืองซินจู๋ มีมหาวิทยาลัยและเป็นย่าน โรงงานอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ปริมาณความต้องการสูง มาก การหาผู้สนับสนุนชุมชนเชียนเจี๋ย จึงไม่ใช่เรื่องยาก
เกษตรกรรุ่นใหม่ ขยายตลาดผ่านอินเตอร์เนต
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในไต้หวันเกิดกระแสด๊อกเตอร์หวน กลับไปทำการเกษตร ผู้มีความรู้สูงที่ผันตัวเองมาเป็น เกษตรกร กลายเป็นผู้เผยแพร่เกษตรอินทรีย์ที่ดีเยี่ยม ใน ปี 2547 คุณไล่ชิงซง (賴清松) จัดตั้ง “ชมรมกู่ตง” ที่ ตำบลหยวนซัน(員山鄉) เมืองอี๋หลาน นับเป็นต้นตำรับ “เกษตรกรรุ่นใหม่” ซึ่งต่อมา ได้มีผู้จบปริญญาเอกหันมา ทำการเกษตรไม่ขาดสาย
คุณหยางเหวินฉวน (楊文全) วัย 50 กว่าปี เขา เช่าที่ดิน 9 ไร่ ที่หมู่บ้านเน่ยเฉิงชุน (內城村) บริเวณ พื้นที่ราบหลันหยัง (蘭陽平原) กลายเป็น “เกษตรกร ด๊อกเตอร์” เขาตั้งความหวังขยายพื้นที่ 1,200 ไร่ จัดตั้ง ฟาร์มบ่มเพาะเกษตกร ซึ่งเขาจะเป็นจิตอาสาช่วยเหลือ เกษตรกรร่นุ ใหม่หาพ้นื ท่ที ำการเกษตรและให้คำแนะนำ ด้านเทคนิคต่างๆ
เดิมทีคุณหยางเหวินฉวนทำงานเก่ยี วกับการวางแผน หมู่บ้านเกษตรกรที่มูลนิธิ National Taiwan University Building & Planning Foundation มหาวิทยาลัยแห่ง ชาติไต้หวัน การทำงานบนกระดาษเจออุปสรรคยากต่อ การแก้ไข จึงลาออกไปทำนาตั้งแต่ปีที่แล้ว
คุณหยางเหวินฉวนพูดด้วยความมั่นใจว่า “การเป็น เกษตรกร มีจังหวะในการเพาะปลูก น่าสนุกมาก” พูด จบพร้อมกับหัวเราะ คุณหยางกล่าวด้วยว่า คนส่วนใหญ่ บอกว่าเกษตรกรทำนาต้องข้นึ อย่กู ับสภาพดินฟ้าอากาศ แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว สีหน้าของนายจ้างก็ใช่ว่า จะแปรปรวนน้อยกว่าสภาพดินฟ้าอากาศเลย
การเริ่มต้นมีอุปสรรคมากมาย ขณะนี้เขามีกลุ่ม เกษตรกรที่ช่วยสนับสนุน เขาเชื่อว่าภายใน 20 ปี บริเวณ ที่พื้นราบหลันหยังจะมีพื้นที่เกษตรที่เป็นมิตรเพิ่มเป็น 1,200 ไร่
คุณอู๋เจียหลิง (吳佳玲) วัย 28 ปี เกิดในครอบครัว เกษตรกรที่เมืองหยุนหลิน ถึงกับตัดสินใจเลิกเรียน ปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคมที่มหาวิทยาลัยซื่อซิน (Shih Hsin University) เพื่อยึดอาชีพเกษตรกรเต็มตัว ที่เมืองอี๋หลาน “ฉันจะเปลี่ยนทัศนคติการเกษตรของคน ทั่วไป” คุณอู๋เจียหลิงจัดตั้ง You Tian You Mi Studio (有田有米工作室) และทำการเช่าที่นา 7 ไร่
“การปลูกข้าวไม่ใช่เรื่องยาก โทรศัพท์ 3 ครั้งก็เสร็จ แล้ว” คุณอู๋เจียหลิงกล่าว การปลูกข้าวใช้เครื่องจักรทุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการพรวนดิน ปักดำ เก็บเกี่ยว โทรศัพท์เรียกคนมา รับจ้างได้ทั้งหมด แต่การเพาะต้นกล้า ถางหญ้า ปลูกซ่อมแซม กำจัดหอยทาก คุณอู๋ทำเองทั้งหมด จะต้องยุ่งจนถึงเดือน กรกฎาคม จึงจะเก็บเกี่ยวได้
ที่เมืองอี๋หลานปกติทำนาปีละครั้งเท่านั้น เวลาครึ่งปี
ที่เหลือเธอจะยุ่งกับการแปรรูปและการจำหน่าย
เทคนิคในการปลูกข้าวของคุณอ๋เู ทียบกับเกษตรกรอาวุโสไม่ได้ แต่ทักษะทางอินเตอร์เน็ต การจำหน่ายและการตลาดเธอทำได้ คล่องไม่ติดขัด เธอมักจะนำเรื่องราวที่น่าสนใจในท้องนาโพสต์ไว้ บนเฟสบุ๊ค แบ่งปันประสบการณ์ สร้างสัมพันธภาพ ทำให้เธอมี แฟนเพจไม่น้อย
ผลผลิตในปีแรกแม้แต่จะกินเองก็ไม่พอ แต่เธอบอกว่า “การ ประกอบอาชีพจะต้องพัฒนาตนให้เป็นมืออาชีพ” คุณอู๋คาดหวัง ปีนี้คุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวสารจะดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายทางตลาดนัด ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ขายตรงจากแหล่งผลิต หรือทางอินเตอร์เน็ต จากการสื่อสาร และความมุ่งมั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้แนวความคิด เกษตรปลอดสารพิษเริ่มแทรกซึมสู่ใจผู้บริโภคมากขึ้น
ก้าวสู่ยุคเกษตรกรรายย่อย
“เพราะความมุ่งมั่น จึงเกิดเป็นผลสำเร็จ” คุณหยางหรูเหมิน กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดนัด 248 เรียกร้องเกษตรกร รายย่อยทุกคน แม้ฝนตกลมแรงทุกคนต้องเปิดร้านที่ตลาดให้ตรง เวลา เพราะนี่คือการให้คำมั่นต่อผู้บริโภค
“ผมเชื่อว่าเกษตรอินทรีย์ของไต้หวันจะขยายตัวเติบโตแข็ง แรงมากขึ้น ขอเพียงมีผู้สนใจเรื่องนี้ในจำนวนที่มากพอ มีแนว ความคิดที่ถูกต้อง ทุ่มเทกายใจอย่างเต็มที่ แม้อุปสรรคขวาง หน้ายังมีอีกมาก เช่น ความเคยชินผู้บริโภค เทคนิคของผู้ผลิต ทัศนคติและแนวความคิดการตลาด ... ยังต้องฝ่าฟันอุปสรรค อีกมาก” สิ่งที่เขียนจากส่วนลึกของหัวใจในหนังสือ “บันทึกชีวิต เกษตรกรหญิง”(女農討山誌) เขียนโดยอาเป่าเมื่อ 14 ปีที่ แล้ว อ่านทีไรก็ยังซาบซึ้งใจ
เส้นทางการเกษตรปลอดสารพิษในไต้หวัน ยังคงเต็มไปด้วย อุปสรรค แต่โชคดีที่ยังมีเกษตรรายย่อยอีกมากมายที่มีความมุ่ง มั่นเช่นเดียวกับ “อาเป่า” ยังคงก้าวเดินต่อไป และยังมีผู้บริโภค เราท่านทั้งหลายที่ให้การสนับสนุน โลกใบใหม่ที่สดใสงดงาม ปลอดสารพิษจึงไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝัน