สารคดีที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของไต้หวัน
A Chip Odyssey - การเดิมพันแห่งศตวรรษ
เนื้อเรื่อง‧ หวังห้วนจู ภาพ‧จวงคุนหร แปล‧ เจนนรี ตันตารา
กุมภาพันธ์ 2026
ในช่วงฤดูร้อนปี 2025 ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง A Chip Odyssey - การเดิมพันแห่งศตวรรษ ได้เข้าฉายในไต้หวัน ภายในไม่ถึงสามเดือนหลังเข้าฉาย ภาพยนตร์ทำรายได้ทะลุ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน ขึ้นแท่นหนึ่งในห้าสารคดีที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ไต้หวัน สารคดีเรื่องนี้เชื่อมโยงผู้ชมทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งกระตุ้นความผูกพันที่ผู้คนมีต่อผืนแผ่นดินนี้
เซียวจวี๋เจิน ผู้กำกับเจ้าของรางวัล ม้าทองคำ เธอใช้เวลาในการถ่ายทำ A Chip Odyssey นานถึง 5 ปี และสัมภาษณ์บุคคลระดับตำนานในวงการเทคโนโลยีของไต้หวัน พร้อมกับออกสำรวจร่องรอยการพัฒนาของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันจากมุมมองทางประวัติศาสตร์

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กลยุทธ์การบริหาร และการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ผลักดันร่วมกัน ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเติบโตจากศูนย์ จนกลายเป็นผู้นำระดับโลก

เซียวจวี๋เจิน ผู้กำกับที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ภาพยนตร์สารคดีประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเรื่องหนึ่ง จะกลายเป็นจุดสนใจ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก (ภาพจาก CNEX)
ฟื้นคืนประวัติศาสตร์ จุดกระแสไต้หวัน
สารคดีเรื่องนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางอันน่าอัศจรรย์ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ที่เริ่มต้นจากศูนย์จนก้าวสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของการแบ่งงานใน ยุคโลกาภิวัตน์ ตลอดจนความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวันต้องเผชิญ
เซียวจวี๋เจิน (蕭菊貞) ย้ำว่า เธอไม่ได้สร้างตำนานแห่งวีรบุรุษ แต่มุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นประวัติศาสตร์ และนำเสนอภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด
ก่อนการฉายรอบปฐมทัศน์ของ A Chip Odyssey ไม่มีผู้ให้สัมภาษณ์คนใดได้ชมสารคดีเรื่องนี้ล่วงหน้า แม้แต่หนึ่งในตัวละครหลักของสารคดีอย่าง สื่อชินไท่ (史欽泰) ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัวและอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมของไต้หวัน (ITRI) ก็ได้รับชมเป็นครั้งแรกในวันฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2024 พร้อมกับทุกคนเช่นกัน นายมอร์ริส จาง อดีตประธานบริษัท TSMC เป็นอีกคนที่ซื้อตั๋วด้วยเงินส่วนตัวเพื่อเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ในภายหลัง การยืนหยัดของเซียวจวี๋เจิน ช่วยให้ A Chip Odyssey อยู่เหนือความซับซ้อนของผลประโยชน์รอบด้าน และรักษาความเป็นอิสระอันล้ำค่าไว้ได้

ในปี 1976 สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไต้หวัน (ITRI) ส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมที่ RCA ในสหรัฐฯ จากซ้ายไปขวา ได้แก่ เฉาซิงเฉิง, หนีฉีเหลียง, เจิงฝันเฉิง, ไต้เป่าทง, หลิวยิอิงต๋า, เฉินปี้วาน และสื่อชินไท่ (ภาพจาก ITRI)
เรียนรู้จากตะวันตกผ่านโครงการ RCA
สื่อชินไท่เป็นหนึ่งใน 19 คนแรกที่รัฐบาลไต้หวันส่งไปฝึกอบรมที่บริษัท Radio Corporation of America หรือ RCA ในสหรัฐอเมริกา ในตอนนั้น เขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายกระบวนการผลิต และยังเป็นคนขับรถของทีมด้วย เพราะมีเพียงเขาและสมาชิกอีกสองสามคนเท่านั้นที่เคยเยือนสหรัฐฯ และมีใบขับขี่ ขณะที่สมาชิกคนอื่น ๆ เพิ่งเคยเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก
เมื่อเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา พวกเขาพากันตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เช่น โครงสร้างทางด่วน หรือแสงไฟบนถนนที่ เปิดสว่างแม้ในยามค่ำคืน ท่ามกลางความแตกต่างที่เห็นได้ ชัดเหล่านี้ ทำให้พวกเขารับรู้ถึงสิ่งที่ไต้หวันขาด และรับรู้ว่าต้องเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อไล่ตามให้ทัน
ในปี ค.ศ. 1976 คนหนุ่มสาวที่ถูกส่งไปเรียนที่สหรัฐอเมริกากลุ่มนี้ แม้อายุเฉลี่ยยังไม่ถึง 30 ปี แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าตนเองกำลังแบกรับภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การเดินทางไปศึกษาดูงานที่สหรัฐฯ ครั้งนั้น จะส่งอิทธิพลต่อการอยู่รอดและการพัฒนาของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันในเวลาต่อมา
เคยมีเสียงวิจารณ์จากภายนอกมองว่านี่เป็นการขโมยรูปแบบหนึ่ง แต่สื่อชินไท่ชี้แจงว่า สมาชิกในทีมเกือบทุกคนล้วนมีวุฒิปริญญาโทหรือปริญญาเอก อีกทั้งการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่การคัดลอกเนื้อหาในคู่มืออย่างเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง และในช่วงท้ายของการอบรม พวกเขายังช่วยโรงงานของ RCA แก้ไขปัญหาทางเทคนิคด้วย หลังเดินทางกลับไต้หวันได้เพียงไม่กี่เดือน พวกเขาก่อตั้งโรงงานสาธิตภายในสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และภายในครึ่งปี ก็สามารถบรรลุอัตราผลผลิตสูงถึง 70% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่า RCA ที่มีเพียง 50% เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในท้องถิ่นอย่างราบรื่น วางรากฐานให้แก่อุตสาหกรรมวงจรรวมของไต้หวันอย่างมั่นคง
สื่อชินไท่กล่าวว่า ประการแรก เราตั้งใจศึกษาเป็นอย่างมาก ประการที่สอง เรารู้ว่ามีวิธีใหม่ ๆ ที่สามารถทำได้ หลังจากที่โรงงานสาธิตมีการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของอุปกรณ์และกระบวนการผลิต ทุกอย่างก็แตกต่างไปจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1980 สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจึงถ่ายทอดเทคโนโลยีเวเฟอร์และทีมวิจัยให้แก่ภาคเอกชนเพื่อก่อตั้งบริษัท United Microelectronics Corporation (UMC) กลายเป็นบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายแรกของไต้หวัน ความสำเร็จของ TSMC ในเวลาต่อมา ก็เติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เหล่านี้เช่นกัน
ไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่คือการเอาตัวรอด
จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมไม่เคยราบรื่น A Chip Odyssey พาผู้ชมย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ของไต้หวัน ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความปั่นป่วน
ปี ค.ศ. 1965 ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดลง ปี ค.ศ. 1971 ไต้หวันถูกบังคับให้ถอนตัวออกจากองค์การสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 1972 ความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่นถูกตัดขาด และปี ค.ศ. 1973 เกิดวิกฤตน้ำมันครั้งแรก ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เศรษฐกิจของไต้หวันได้รับความ เสียหายอย่างหนักและตกอยู่ในภาวะคับขัน เจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นต่างวิตกกังวลอย่างมาก ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ ไต้หวันตัดสินใจเดิมพันกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมองว่ามันคือฟางเส้นสุดท้ายของชาติ เซียวจวี๋เจินถอนหายใจและกล่าวว่า หากในตอนนั้นประเทศอยู่ในสภาพที่สะดวกสบาย ไต้หวันคงไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้
ทุกครั้งที่นึกถึงคำกำชับก่อนออกเดินทางของซุนยุ่นเสวียน (孫運璿) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการที่กล่าวว่า ต้องสำเร็จเท่านั้น ห้ามล้มเหลว คุณหยางติงหยวน (楊丁元) ในวัยเกือบ 80 ปีที่ปรากฏตัวในสารคดี ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าทีม RCA ที่เดินทางไปสหรัฐฯ ในตอนนั้น ยังคงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ อันที่จริง ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่ผู้อาวุโสในแวดวงเทคโนโลยีอีกหลายคน เมื่อหวนนึกถึงภารกิจสำคัญของชาติในวันนั้น ก็ยากที่จะซ่อนความตื้นตันและซาบซึ้งใจไว้ได้

ในช่วงวัยหนุ่ม สื่อชินไท่ได้เห็นภาพยานอวกาศอพอลโลลงจอดบนดวงจันทร์และรู้สึกตื่นตะลึงอย่างยิ่ง ในช่วงที่ไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ เขายิ่งรับรู้ถึงช่องว่างความแตกต่างนี้อย่างชัดเจน จึงตั้งปณิธานว่าจะเรียนให้สำเร็จและนำความรู้กลับไปพัฒนาไต้หวัน
ความมุ่งมั่นและการสืบสานร่วมกัน
ทุกความพยายามไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Vanguard International Semiconductor Corporation ที่พยายามใช้ไมโครเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา DRAM แต่สุดท้ายก็ต้องถอนตัวไปอย่างเงียบ ๆ เซียวจวี๋เจินเปิดเผยว่า เธอเคยคิดจะตัดช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ออกหลายครั้งระหว่างการตัดต่อ แต่สุดท้ายเลือกจะเก็บไว้ เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้ประกอบด้วยแต่ความสำเร็จเท่านั้น ความล้มเหลวเองก็ทำให้ ผู้ชมเข้าใจได้ว่า ความเจริญรุ่งเรืองของอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันได้มาอย่างยากลำบากเพียงใด
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่ได้เกิดจากตำนานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นร่วมกันของผู้คนจำนวนมาก ในทุกช่วงเวลาสำคัญ มีคนกลุ่มหนึ่งทุ่มเททำงานอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้คนรุ่นถัดไปสืบสานต่อ
สื่อชินไท่ชี้ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน เป็นผลมาจากการประสานกันระหว่างนโยบายด้านเทคโนโลยี การจัดวางบุคลากร กลยุทธ์ทางอุตสาหกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลินหงเหวิน (林宏文) นักเขียนอาวุโสด้านการเงินและเศรษฐกิจมองว่า สาเหตุที่ TSMC สามารถกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเวเฟอร์ชิประดับโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือและความไว้วางใจ การสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก จนเกิดเป็นระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกันและเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่โฟกัสไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน A Chip Odyssey ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม (ภาพจาก CNEX)
สักขีพยานแห่งการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
ผู้กำกับยอมรับว่า เมื่อเริ่มต้นถ่ายทำในปี ค.ศ. 2019 พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมา
ในปี ค.ศ. 2019 มูลค่าตลาดของซัมซุง TSMC และ Intel อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมกับวิกฤตขาดแคลนชิปทั่วโลก ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตอย่างรวดเร็ว ความนิยมของ ChatGPT พุ่งสูง รวมถึงการพัฒนาที่สำคัญอื่น ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ ส่งผลให้ความสามารถในการผลิตชิปของ TSMC กลายเป็นข่าวในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชาวต่างชาติที่มาเยือนไต้หวัน ต่างพูดคุยถึงเรื่องชิปอย่างคึกคัก หลายคนอยากแบ่งปันหรือมีส่วนร่วมในความสำเร็จของ TSMC
เซียวจวี๋เจินเล่าว่า เธอไม่เคยทำสารคดีที่มีประเด็นใหม่ ๆ ผุดขึ้นไม่หยุดเช่นนี้มาก่อน ทุกเรื่องล้วนเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนโลก จำนวนผู้ให้สัมภาษณ์เพิ่มขึ้นกว่า 80 คน ขนาดโครงการก็ใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้ แม้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2025 หลังภาพยนตร์สารคดีตัดต่อเสร็จแล้ว แต่เมื่อเธอเห็นภาพเว่ยเจ๋อเจีย (魏哲家) ประธานบริษัท TSMC เดินเข้าสู่ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ และต่อมาเยือนทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน เธอรู้ทันทีว่าช่วงเวลานี้ไม่ควรถูกมองข้าม ดังนั้น แม้วันฉายรอบปฐมทัศน์ใกล้เข้ามา เธอก็ยังปรับแก้เพิ่มเติม เพื่อให้สารคดีเรื่องนี้ไม่เพียงทบทวนอดีต แต่ยังเตือนผู้คนว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และเราไม่ควรหลงติดอยู่กับความสำเร็จเดิม
พันธกิจทางวัฒนธรรมของผู้ทำงานภาพยนตร์
เซียวจวี๋เจินกล่าวว่า เดิมทีเธอแทบไม่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลย จนกระทั่งไปเข้าร่วมพิธีรำลึกหูติ้งหัว (胡定華) ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน เมื่อได้ฟังผู้ใหญ่ในวงการรำลึกถึงอุดมการณ์ในวัยหนุ่ม เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ สารคดีดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการว่าจ้างของรัฐบาลหรือบริษัทใด ๆ แต่เป็นพันธกิจในการบันทึกวัฒนธรรม เพื่อรักษาความทรงจำอันล้ำค่าของการเปลี่ยนผ่านไต้หวันในช่วงทศวรรษ 1970–1980 ซึ่งเป็นยุคบุกเบิกเทคโนโลยี และช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางวัฒนธรรม ปัจจุบันผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ช่วงนั้นหลายคนก็มีอายุเกินเจ็ดสิบปี และทยอยล้มหายไป การบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เซียวจวี๋เจินกล่าวว่า พลังทางวัฒนธรรมที่สารคดีสะท้อนออกมา เป็นสิ่งที่คนทำงานสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไม่ควรมองข้าม อีกทั้งยังเป็นคุณค่าที่ผู้ทำงานด้านวัฒนธรรมควรหวงแหนอย่างแท้จริง
จิตวิญญาณของนักสร้างขุนเขา
เธออธิบายว่า สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเห็นเพียงความสำเร็จของไต้หวันเท่านั้น แต่ยังต้องการถ่ายทอดจิตวิญญาณของเหล่านักสร้างขุนเขา หากคนรอบข้างไม่มั่นใจในตัวคุณ หรือแม้กระทั่งดูถูกคุณ คุณยังพร้อมจะใช้ความสามารถทั้งหมดปกป้องความเชื่อมั่นเพื่อประเทศชาติ องค์กร หรือครอบครัวหรือไม่? ถ้าคุณพร้อมต่อสู้จนสุดกำลังเพื่อสิ่งเหล่านี้ นั่นแหละคือจิตวิญญาณของนักสร้างขุนเขา
ขณะเดียวกัน สื่อชินไท่หวังว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมเพิ่มการลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ไต้หวันมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง TSMC ที่น่าภาคภูมิใจ แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเองก็เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังความยืดหยุ่น ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้
ขุนเขาลูกต่อไปอยู่ที่ไหน? ไต้หวันพร้อมหรือยังที่จะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ที่ยากยิ่งกว่า และไล่ตามความฝันสูงและไกลกว่าเดิม?
เสียงสะท้อนของพลังทางวัฒนธรรม
แม้ว่าสารคดี A Chip Odyssey จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างเฉพาะทางและเข้าถึงยาก แต่กลับได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม อีกทั้งยังปลุกความทรงจำร่วมและความรู้สึกผูกพันต่อสังคมที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของคนไต้หวัน
วิศวกรคนหนึ่งดูสารคดีเรื่องนี้ถึงสามครั้ง ครั้งแรกเขาพาพ่อกับแม่ไปดู เพราะช่วงทศวรรษ 1970–1980 คือยุคที่พ่อแม่ของเขาต่อสู้ดิ้นรน ครั้งที่สองเขาพาลูกไปดู เพราะงานของเขายุ่งมากและทำโอทีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาอยากให้ครอบครัวเข้าใจความทุ่มเทเบื้องหลังการทำงานของเขา เมื่อภาพยนตร์จบลง ผู้กำกับเซียวจวี๋เจินถามลูกเขาว่า หนูรู้ไหมว่าพ่อทำงานหนักมาก? เด็กพยักหน้า ส่วนผู้เป็นพ่อมองลูกด้วยสายตาปลื้มปิติ ทำให้ผู้กำกับรู้สึกซาบซึ้งใจไปด้วย
เธอกล่าวว่า หลายคนวิจารณ์ว่าคนไต้หวันเป็นพวกบ้างาน มีวัฒนธรรมทำงานล่วงเวลาเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม แต่เราควรมองประวัติศาสตร์ในบริบทที่กว้างกว่า คนไต้หวันหลากหลายสาขามักทำงานด้วยจิตวิญญาณของผู้ทุ่มเทสุดตัว ซึ่งเป็นความเข้าใจร่วมของสังคมว่า ฉันต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น จึงจะมีทางรอด ในยุคนั้น ไต้หวันไม่มีทางให้ถอย หากไม่ทุ่มสุดตัว ก็อาจไม่เหลืออะไรเลย
เซียวจวี๋เจินกล่าวทิ้งท้ายว่า นี่แหละคือพลังของวัฒนธรรม ที่ปลุกให้ชาวไต้หวันเกิดสำนึกร่วมต่ออัตลักษณ์และความภาคภูมิใจ ดีเอ็นเอและศักดิ์ศรีแห่งการเอาตัวรอดได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของไต้หวันมานานแล้ว

โรงงานผลิตเวเฟอร์ชิปขนาด 6 นิ้ว แห่งแรกที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการวงจรรวมขนาดใหญ่ ในปี ค.ศ. 1984 ต่อมากลายเป็นโรงงานผลิตแห่งแรกของ TSMC และได้รับขนานนามว่า บ้านหลังแรกของ TSMC

สสื่อชินไท่ (ซ้าย) และเจิงฝันเฉิง (ขวา) อดีตรองประธาน TSMC ต่างก็เป็นวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์รุ่นแรกของไต้หวัน รับหน้าที่ด้วยพันธกิจและจิตวิญญาณของผู้บุกเบิก (ภาพจาก CNEX)









