เมืองเยวี่ยนหลี่ ความสนุกในไร่ของเมืองแห่งต้นข้าวกับต้นกก
เนื้อเรื่อง‧JU Li-chyun ภาพ‧CHUANG Kung-ju
ธันวาคม 2015
來到位處台灣西岸平原地的苑裡,你會感受到這個稻藺之鄉的田園野趣。為了延續在地的產業文化,他們找回了1970年代之後,幾乎消失的藺草編織文化,並發展出別具「苑裡特色」的鴨、稻共生田間有機耕作。
กล่าวถึงเมืองเหมียวลี่ คนส่วนใหญ่จะคิดถึงแต่ดอกโหยวถง (สีขาว )ของเมืองซานอี้ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าต้นกกก็เป็นพืชที่โดดเด่นของเหมียวลี่ โดยจะปลูกได้เฉพาะเฉพาะแถบที่ติดทะเลในแถบเมืองเยวี่ยนหลี่เท่านั้น
ชนเผ่าต้าวข่าซือ และชนเผ่าผิงผู่ในเยวี่ยนหลี่ี่ มีการนำต้นกกมาถักสานเป็นเสื่อมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งเคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ต้าเจี่ยที่ไถจงก็มีชื่อเสียงเรื่องการถักสานเสื่อจากต้นกก แต่ที่ต้าเจี่ยไม่ได้ผลิตต้นกก ดังนั้น เสื่อต้าเจี่ยนั้น ที่แท้จริงเป็น "เสื้อต้าวข่า (ซือ)" (ความหมายคือเสื่อของชาวต้าวข่าซือ) เพราะการออกเสียงของภาษาไต้หวันใกล้เคียง จึงทำให้เข้าใจผิด
หลังผ่านการหักร้างถางพงและพัฒนาที่ดินโดยชาวฮั่น เยวี่ยนหลี่ได้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการปลูกข้าวเป็นจำนวนมาก การเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เมืองเล็กแห่งนี้ได้ชื่อว่า ยุ้งข้าวของเหมียวลี่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เยวี่ยนหลี่ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรมการทอเสื่อกกที่เกือบสูญหายไปในช่วงปลายค.ศ. 1970 ทั้งยังพัฒนาการเลี้ยงเป็ดในนาแบบออร์แกนิกอันเป็น "เอกลักษณ์ของเยวี่ยนหล" ทำให้เมืองเล็กๆที่อยู่ชายทะเลนี้ เปลี่ยนไปอย่างไม่ธรรมดาทีเดียว
เนื้อต้นกกของหญ้ากกที่เยวี่ยนหลี่นุ่มเหนียว ดูดความชื้นได้ดี มีกลิ่นหอมของหญ้ากกแพร่ออกมา เป็นวัสดุที่เหมาะที่นำมาถักสานได้ดี สมัยญี่ปุ่นปกครอง ผลิตภัณฑ์จากต้นกกเป็นสินค้าที่ส่งออกเป็นอันดับที่ 3 ลำพังหมวกที่สานจากต้นกกปีหนึ่งๆ ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนมากถึง 15,000ใบ เป็นบ่อเงินบ่อทองของเยวี่ยนหลี่ ในสมัยนั้นในห้องรับแขกของแต่ละบ้าน ก็คือสถานที่ถักเสื่อดีๆนี้เอง ผู้หญิงทุกคนต่างก็คือยอดฝีมือผู้มีความชำนาญถักเสื่อ
แต่แล้ว ความนิยมของพลาสติกที่แพร่หลาย และการผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติก็เข้ามาแทนที่ งานการฝีมือแบบดั้งเดิมของไต้หวันแทบจะต้องพ่ายแพ้ไปทั้งหมด ไม่พ้นแม้แต่การถักเสื่อที่เยวี่ยนหลี่ จนไม่มีร่องรอยหายไปเกือบ 30 ปี สภาพหลังบ้านที่เคยปลูกต้นกกของแต่ละครัวเรือนก็ได้หายไปโดยปริยาย
หลังจากเกิดแผ่นดินไหว 921 เมื่อเดือนกันยายน (ปี ค.ศ.1999) เพื่อฟื้นฟูุให้ธุรกิจในท้องถิ่นกลับคืนมา ชมรมพัฒนาหมู่บ้าน ซานแจ่ว ของเยวี่ยนหลี่ได้สำรวจทรัพยากรการถักกกแล้วจึงได้ตัดสินใจที่จะให้ไข่มุกที่ถูกฝุ่นคุมปิด ฟื้นฟูให้ไข่มุกเม็ดงามที่ถูกบดบังด้วยฝุ่นดินนั้นได้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง
ต้นกกเยวี่ยนหลี่ กันตัวไร ดูดความชื้นดี เป็นที่โปรดปรานของชาวญี่ปุ่น
ไม่มีต้นกก ก็คือไม่มีการถักสานกก หญ้ากกที่หายไป "ไม่นึกเลยว่าต้นกกที่หายไป กลับมากลายเป็นเชือกมัดกระดองปูเสียนี่!" นายเย่ เหวินฮุยประธานการพัฒนาหมู่บ้านซานแจ่ว และกลุ่มศึกษาต้นกกไต้หวัน กล่าวด้วยเสียงหัวเราะ
เดิมที ปี 2003 ได้ผลักดันการฟื้นฟูศิลปะการถักสาน ในขณะที่ตามหาต้นกกเยวี่ยนหลี่ไม่เจอ เพื่อนของนายเย่ เหวินฮุยที่ทำการค้าคนหนึ่งได้บอกเขาว่า ซัพพลายเออร์ปูขนที่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ใช้เชือกพลาสติกมัด เมื่อนำเข้ามาไต้หวันแล้ว นักธุรกิจท้องถิ่นเห็นว่าถึงเชือกพลาสติกเมื่อนำไปต้มแล้วจะปล่อยสารพิษออกมา จึงเปลี่ยนมาใช้เชือกหญ้ากก นายเย่ เหวินฮุย ได้สอบถามอย่างละเอียด พบว่าเชือกที่นำมามัดนั้น แหล่งที่มาคือต้นกกที่เยวี่ยนหลี่นี่เอง นอกจากนี้เมืองจู๋หนานที่มีลักษณะติดชายทะเลเหมือนเหมียวลี่ เป็นแหล่งการผลิตกระดาษทองไหว้เจ้าที่สำคัญ เชือกที่นำมาใช้มัดกระดาษทองเหล่านี้ ก็เอามาจากเยวี่ยนหลี่เช่นกัน
หญ้ากกเหล่านี้ เมื่อตัดตามแนวขวาง จะเห็นเป็นสามเหลี่ยม ดังนั้น็เรียกเป็นกกสามเหลี่ยม ปัจจุบันสามารถพบเห็นในเมืองไถหนาน จางฮว่า อี๋หลาน แตคุณภาพและการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ต้นกกที่เมืองเสวียเจี่ย และตำบลโห้วปี้ ต้นกกที่นั่นเมื่อตากแห้ง จะแข็งและกรอบ ยากที่จะนำมาสานเป็นลายดอก ส่วนใหญ่จะนำมาทำเสื่อปูพื้นห้องแบบญี่ปุ่น (ทาทามิ) หรือนำมาทำกระเป๋าถือแบบที่เรียกกันทั่วไปว่า "กากี่" นายเย่เหวินฮุยกล่าวว่า เนื้อต้นกกนุ่มเหนียว สามารถดูดความชื้นดีกว่าหญ้าอื่น 2-3 เท่า กลิ่นหญ้ารถไล่ตัวไร หมัดได้ เหมาะกับการถักสานมาก เมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นปกครอง การสานเสื่อ หมอนหญ้ากก เกือกหญ้าที่ใช้ในบ้าน ได้รับความความนิยมอย่างมาก
Yaichi Shimada นักพฤกษาศาสตร์ญี่ปุ่นเคยทำการสำรวจเมืองชี้ให้เห็นว่า กกเยวี่ยนหลี่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำต้าอัน ด้านใต้ของแม่น้ำเยวี่ยนหลี่ มพื้นที่เจริญเติบโต ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร กว้างราว 8 กิโลเมตร โดยปัจจุบันมี จุดศูนย์กลางอยู่ในหมู่บ้านซานเจี่ยว แต่ทว่าความเข้าใจของชาวบ้านรู้จักต้นกกเยวี่ยนหลี่เพียงแค่นี้เอง เหตุใดถึงมีคุณสมบัตินุ่มเหนียว กลิ่นหอม ดูดความชื้นเหล่านี้ ไม่ทราบกันเลย เหตุนี้เอง ชมรมพัฒนาหมู่บ้านซานเจี่ยวได้จัดตั้งสวนที่มีสภาวะสิ่งแวดล้อมของต้นกกในปี ค.ศ.2014 ร่วมมือกับผู้ชำนาญศึกษาวิจัย พยายามแกะปริศนาต้นกกเยวี่ยนหลี่ออกมาให้ได้
เนื้อวัสดุนุ่มเหนียวและใช้ทน มีความทันสมัย สวยอย่างศิลปะมาเสริมเติม
มาถึงชุมรมพัฒนาหมู่บ้านซานเจี่ยว เหมือนกับเดินเข้าโรงถักสาน หรือเปิดให้ผู้คนทั่วไปมาสัมผัสโรงงานแบบทัศนาจร ผู้หญิงวัยกลางคนสิบกว่าคนกำลังนั่งบนเสื่อ ใช้มือทั้งสองถักสานเส้นหญ้ากกที่สานเป็นชั้นๆ ด้วยความชำนิชำนาญและคล่องแคล่วอย่างยิ่ง เมื่อ 40 ปีก่อน อาชีพถักสานหญ้ากก เป็นดาวรุ่งของกิจการทั้งหลาย ในเวลานั้นห้องรับแขกของแต่ละบ้านก็คือโรงจักสานหมวก เสื่อที่ทำจากต้นกก ผู้หญิงในครอบครัวแทบจะเข้าไปทำหมดทุกคน
ต่อมาไต้หวันด้วยความชำนิชำนาญและคล่องแคล่วอย่างยิ่ง มีการผลิตทางอุตสาหกรรมเป็นหลัก การถักสานจึงถดถอยด้อยลงไปมาก เด็กผู้หญิงที่โตเป็นสาวส่วนใหญ่จะไปหางานทำในโรงงานต่างถิ่น และถึงช่วงเวลานั้นพวกเธอก็อายุ 50-60 ปี พอดีถึงอายุที่จะเกษียณแล้ว นายเย่ เหวินฮุย ก็ไปเชิญผู้หญิงเหล่านี้กลับมาที่หมู่บ้าน ช่วยกันถ่ายทอดวิชาถักสานด้วยหญ้ากกนี้ ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ หวังรอคอยคืนความทรงจำเมื่อยังเป็นเด็กๆ ที่ได้ถักสานตามคุณแม่
เสน่ห์ของงานฝีมือถักสานที่เยวี่ยนหลี่ ก็คือวิธีแนวการถัก คุณเย่ เหวิน ฮุยกล่าวว่า การสานไม้ไผ่และการทอ สายใยที่ถักจะเป็นแนวประสานกัน ส่วนที่ถักง่ายๆ จะใช้เครื่องจักรทำแทนได้ แต่หญ้ากกเยวี่ยนหลี่ สามารถถักเป็นสองชั้นบนล่างประสานกัน ลายถักจะมิดชิดกว่า เนื้อแน่นกว่า รับแรงได้มาก แต่ก็ไม่ทำให้เสียความอ่อนนุ่ม
ผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาสามารถใช้ได้เป็นหลายสิบปี เพื่อทำให้ศิลปะการถักเพิ่มความสมัยใหม่ขึ้น ชมรมพัฒนาหมู่บ้านซานแจ่ว ได้ทำการเปิดอบรมฝึกถักสานขึ้นมา ด้านหนึ่งเร่งให้หาวิธีเทคนิค อีกด้านหนึ่งก็เชิญอาจารย์ มหาวิทยาลัยคณะออกแบบมาร่วมแนะนำความสมัยใหม่ คิดสินค้าที่มีแนวสร้างสรรค์ ได้ผลดีมาก เช่น การนำชิ้นงานถักสานกก 5 ชิ้นเข้าร่วมงานแสดงการออกแบบนานาชาติที่ญี่ปุ่น หนึ่งในนี้ได้รับเหรียญทองแดง 1 ชิ้น เปิดโอกาสให้ชาวญี่ปุ่นและวงการออกแบบเห็นคุณค่าของหญ้ากกเยวี่ยนหลี่อีกครั้งหนึ่ง
ชมรมก็เคยจัดงานแข่งขันการออกแบบสานหญ้ากกในประเทศ ผลงานของผู้ร่วมทำให้ผู้คนตกตะลึงในความสวยงามทีเดียว ผลงานมีทั้งกระโปรง เสื้อชั้นในผู้หญิง ที่ครอบไฟ กระเป๋าคอมพิวเตอร์ กระเป๋ากล้องถ่ายรูป ที่รองนั่งแบบรักษาสุขภาพ สายรัดเอว เป็นต้น ผลงานพวกนี้ใช้ได้ดีและทันสมัยด้วย การถักสานหญ้ากกของเยวี่ยนหลี่ที่เรียกว่า “โส่วลู่” (ศิลปะที่ปราณีต) ยังคงอยู่ตลอดไม่ได้หายไปไหน คุณเย่ เหวินฮุยย้ำว่า นอกจากการถักสานแล้ว เยวี่ยนหลี่ยังมีจุดที่น่าไปลองสัมผัสอีกที่หนึ่ง คือหมู่บ้านซั่งก่วน ถูกเรียกเป็นหมู่บ้านเกษตรแบบออร์แกนิคที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน
การอยู่ร่วมกันของเป็ดกับต้นข้าวในนา คุณค่าของหมู่บ้านเกษตรใหม่
ออกเดินทางจากหมู่บ้านซานแจ่ว ใต้ฟ้าอันปลอดโปร่งในเดือนเมษายน ข้าวที่เขียวไปทั่วทั้งสองข้างทางของทางหลวงสาย 140 มองไปสุดลูกหูลูกตา เมื่อพบภาพที่ปรากฎแบบนี้ที่ทำให้จิตใจโล่งสบาย แสดงว่าได้มาถึงหมู่บ้านซั่งก่วนแล้ว
ในหมู่บ้านมีครัวเรือนเกษตรอยู่ 200 ครัวเรือน ได้ปลูกนาไว้ 330 กงฉิ่ง( 1 กงฉิ่ง = 6.25 ไร่ไทย ) โดยมีพื้นที่ 125 กงฉิ่งที่ได้รับการรับรองว่าเป็นพื้นที่เกษตรออร์แกนิกเป็นการปลูกข้าวสายพันธุ์เบอร์ 9 ไถเกิ่ง นอกจากไม่พ่นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าแล้ว ยังใช้การเลี้ยงเป็ดในนา เพื่อให้เป็ดกินแมลงศัตรูพืช ใช้วิธีการเลี้ยงเป็ดอยู่ร่วมกับต้นข้าวในนาได้ดี เป็นลักษณะพิเศษ “ออร์แกนิค” หนึ่งของหมู่บ้านซั่งก่วน ็เพราะเหตุนี้เองที่บึงน้ำการปนเปื้อนจากสารเคมี ในค่ำคืนที่มีอากาศดี ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงตุลาคม ข้างไร่นาจะเห็นหิ่งห้อยบินส่องแสงอ่อนๆ ระยิบระยับอยู่กลางอากาศ
"การเกษตรเป็นความภาคภูมิใจที่เราอยากนำเสนอ" ประธานชมรมพัฒนาหมู่บ้านซั่งกวนกล่าว ชาวบ้านที่นี่อายุโดยเฉลี่ยก็ย่างเข้า 65 ปีแล้ว ส่วนมากจะเป็นเกษตรกรที่อายุมากกว่า 80 ปี เหตุนี้การจะจัดกิจกรรมเพื่อนำเสนอความภาคภูมิใจของหมู่บ้านนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายี้ แต่ดูแล้วไม่ง่าย โชคดีที่มีพี่น้องอย่าง เคอปี้เจินกับเคอโสงเหนิงคนหนุ่มคู่นี้ กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเก่า ได้นำเอาความรู้ ความคิดใหม่ๆ มาแบ่งปันกับเกษตรกรรุ่นก่อน พลิกโฉมหน้าของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสการท่องเที่ยวตามเมืองเล็กๆ เพื่อแสวงหาความสุขแบบเรียบง่าย ด้วยเหตุนี้ ชมรมได้เริ่มคิดหาวิธีสร้างเสน่ห์ให้กับหมู่บ้านเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส ที่น่าสนุกก็คือ ที่นี่ไม่มีการจัดเดินทางที่เป็นตาราง งานที่นาทำถึงไหนก็พานักท่องเที่ยวดูถึงนั่น ได้รับการสัมผัสถึงนั่น พวกเราปักต้นกล้าพวกคุณก็ลงนามา เมื่อพวกเราเก็บเกี่ยวพวกคุณก็เดินสำรวจไร่นา นก็คือตามเราไปสัมผัสกิจกรรมของการเกษตรด้วยกัน เคอปี้เจินบอกว่า หากนักท่องเที่ยวต้องการสั่งจองอาหาร อาหารที่ได้รับจะเหมือนกับอาหารที่เกษตรกรรับประทาน รวมทั้งเผือก กับข้าว ฝู๋ช่ายฮักกา ไช่โป๊ เป็นต้น ซึ่งเป็นกับข้าวที่ไม่แน่ว่าจะหาทานได้ในร้านอาหารในเมือง
ในส่วนของกิจกรรมพักผ่อนและนันทนาการ สามารถขี่จักรยานบนทางคอนกรีตที่ปลอดภัย ที่กว้างๆ ที่อยู่ข้างคันนา เพลิดเพลินกับลมที่พัดผ่านมาจากในนา ขณะเดียวกันสามารถมองดูวิวภูเขาที่พิเศษของภูเขาหั่วเยี่ยนซาน
ได้ตากแดดนอกบ้านพอควร เล่นจนเหนื่อยแล้ว กลับเข้ามาที่ห้อง ยังข้าวพองรูปเป็ดน้อยสีเหลือง ที่ชมรมได้ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นแนวความคิดที่นักศิลปินโฮปแมน ชาวฮอลแลนด์เมื่อตอนที่ได้นำเป็ดยางสีเหลืองมาตระเวนแสดง์ที่เกาสง เถาหยวน จีหลง จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว ชมรมจึงฉวยโอกาสใช้กระแสนี้สร้างเป็นโอกาส เอาไม้มาแกะตามแบบทำเป็นแม่พิมพ์เป็ดเหลืองน้อย เพื่อเสนอให้แขกท่องเที่ยว DIY ทำข้าวคั่วหอมเป็ดน้อยด้วยตัวเอง ส่วนหนึ่งเพื่อสนองตามความนิยมเป็ดน้อยสีเหลือง อีกด้านหนึ่งก็เพื่อสร้างเป็นจุดเด่นที่เป็ดกับข้าวในนาอยู่ร่วมกันของหมู่บ้านซั่งก่วน
สำหรับคนส่วนใหญ่ในช่วงที่เป็นเด็กประถม หลังเลิกเรียนจะนั่งยองๆ บนถนนข้างทางกลับบ้านมองดูพ่อค้าขายข้าวพอง เป็นความทรงจำที่ยากจะลืม
เมื่อมาถึงหมู่บ้านซั่งก่วน น่าจะมาลิ้มรสความอร่อยของข้าวออร์แกนิคไถเกิ่งเบอร์ 9 พนักงานของชมรมได้นำเอาข้าวสาร หรือเม็ดข้าวกล้องใส่เข้าหม้อแรงอัดเพิ่มความร้อน เม็ดข้าวเมื่อโดนความร้อนจะขยายตัว และหลังจากเปิดหม้อจะเกิดเสียงโป้ง ที่เหลือก็ยกให้แขกที่มาเที่ยว DIY เอาข้าวคั่วที่หอมมาอัดใส่แม่พิมพ์รูปน้อย รอให้ข้าวคั่วเย็นแล้ว แล้วแกะออกมา ข้าวพองเป็ดน้อยก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
"การมาที่นี่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต และก็เป็นการแบ่งปันที่มีคุณค่ายิ่ง"
คุณเคอโสงเหนิงพูดถึงการจัดกลุ่มท่องเที่ยวแบบเล็กๆ ในหมู่บ้านซั่งก่
วน
มาที่นี่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต และก็เป็นการแบ่งปันที่มีคุณค่า คุณเคอ โสง เหนิง ได้แบ่งแชร์ความหมายการจัดเที่ยวเล็กๆ ที่หมู่บ้านซั่งก่วน
เหมียวลี่ ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองภูเขา" (ซานเฉิง) ความจริงความงดงามของวิวทิวทัศน์ธรรมชาติิและโฉมหน้าวัฒนธรรมของคนเมืองในเขา เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต อาหารรสชาติดั้งเดิม วัฒนธรรมที่หลากหลาย มีมากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้ เมื่อมาถึง เมืองแห่งข้าวและหญ้ากกที่เยวี่ยนหลี่ ภาพอันน่าประทับใจของ "เมืองภูเขา" อันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์