พบกันบนเส้นทางแห่งความฝัน
สำหรับหวังฉีหลินแล้ว แบดมินตันก็เปรียบเสมือนยีนที่ฝังลึกลงไปในกระดูก เพราะมีพ่อแม่เป็นคนรักในกีฬาแบดมินตัน ทั้งคู่พบกันและตกหลุมรักกันที่สนามแบด แม้กระทั่งตอนที่มีหวังฉีหลินอยู่ในครรภ์ก็ยังไปตีแบดอยู่เรื่อยๆ หวังเหว่ยเจี้ยน (王偉建) ผู้เป็นพ่อพูดพลางหัวเราะไปว่า ตนเองใช้แบดมินตันสอนลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนั้นหวังฉีหลินผู้มีอายุ 26 ปี จึงมีประสบการณ์เล่นแบดมินตันมาแล้วถึง 27 ปี
หวังฉีหลินตามพ่อแม่ไปสนามแบดมินตันตั้งแต่เด็กๆ การวิ่งเล่นอยู่ข้างสนามแกว่งไม้แบดไปมา ทำให้เขาเกิดความสนใจในกีฬาแบดมินตันและมีเป้าหมายมาตั้งแต่นั้นว่าจะเป็นนักกีฬาทีมชาติให้ได้ เมื่อหวังเหว่ยเจี้ยนเห็นว่าหวังฉีหลินมีความสนใจในกีฬาแบดมินตัน จึงตัดสินใจย้ายเขามาเรียนที่โรงเรียนประถมหมินเฉวียน ซึ่งมีทีมแบดมินตันที่แข็งแกร่ง จากนั้นก็จ้างโค้ชแบดมินตันระดับโอลิมปิกมาช่วยฝึกสอนหวังฉีหลินในช่วงวันหยุด เพื่อสนับสนุนความฝันของเขาอย่างเต็มที่
ยังมีคุณพ่ออีกท่านที่เป็นผู้หลงใหลในกีฬาแบดมินตันเช่นกัน แต่หลี่หยางพูดพลางหัวเราะว่า เพราะตอนเด็กๆ ตนเองอ้วนเกินไป จึงถูกพ่อจับไปออกกำลังกาย และความที่จังหวะในการเล่นแบดมินตันนั้นต้องเร็ว ต้องวิ่ง และแกว่งไม้แบด ทำให้หลี่หยางที่ตัวอ้วนต้องพบกับความยากลำบากเมื่อต้องวิ่งในสนามช่วงแรก และไม่อยากจะเล่นแบดมินตัน จนกระทั่งขึ้นระดับชั้นมัธยมต้น หลี่หยางจึงค่อยๆ ตระหนักว่าเขาชอบแบดมินตัน และไม่ต้องถูกพ่อบังคับให้เล่นแบดมินตันอีกต่อไป
เพื่อเป็นการสนับสนุนความสนใจของลูก ตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลี่จวิ้นอวี้ (李峻淯) ผู้เป็นพ่อจึงให้หลี่หยางย้ายไปเรียนสายพลศึกษาที่โรงเรียนมัธยมจงซาน นี่เป็นครั้งแรกที่หวังฉีหลินกับหลี่หยางได้พบกัน เมื่อย้อนนึกไปถึงภาพของหลี่หยางจากความทรงจำในตอนนั้น หวังฉีหลินกล่าวว่า เริ่มแรกรู้สึกเพียงว่าเพื่อนนักเรียนอ้วนๆ คนนี้น่ารักดี แต่คิดไม่ถึงว่าพอลงสนามหลี่หยางก็วาดลวดลายการตีแบดอย่างหลากหลาย ซึ่งไม่ใช่สไตล์การเล่นที่จะรับมือได้ง่ายๆ “ตอนนั้นผมรู้สึกว่าการตีแบดของเขามีความพิเศษมาก และต้องทำผลงานดีๆ ได้อย่างแน่นอน”
หวังฉีหลินที่เริ่มเข้าสู่วงการก่อน โดยมีผลงานที่ดีตั้งแต่ระดับชั้นประถม พอขึ้นระดับมัธยมต้นก็เป็นชายคู่มือ 1 ของทีมโรงเรียน และคว้าชัยชนะจากการลงแข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนั้นหลี่หยางที่พ่ายแพ้มาโดยตลอด เมื่อเห็นสไตล์การเล่นของหวังฉีหลินที่ยากจะต่อกร เขาจึงทำได้เพียงพยายามฝึกฝนฝีมือเพื่อเร่งตามให้ทัน

ความเข้าใจซึ่งกันและกันคือบททดสอบของแบดมินตันประเภทคู่ หากหลี่หยาง (ขวา) ทำการป้องกันได้สำเร็จ หวังฉีหลินก็สามารถตัดสินใจใช้กลยุทธ์ถัดไปในการต่อสู้ได้ทันที (ภาพจาก กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน)