繼使用化肥、農藥增加生產量的「綠色革命」(Green),以及生物科技基因改造工程的「基因科技」(Gene)兩個G之後,農業第3 個G 的革命已然展開。這場包括友善生產方式、銷售公平與消費者飲食態度改變的「草根革命」(Grassroots),看似寧靜,卻攸關農業與人類的未來。
หลงั จากทกี่ ารเกษตรไดพ้ ฒั นาการจาก 2 G ไดแ้ ก่ "การปฏวิ ตั ิสีเขียว" (Green) ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการใช้ "เทคโนโลยีพันธุกรรม" (Gene) ซึ่งก็คือเทคโนโลยีชีวภาพตัดต่อพันธุกรรมแล้ว ปัจจุบันการปฏิวัติ G ตัวที่ 3 ก็ได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ศาสตราจารย์กัวหัวเหริน (郭華仁) อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National TaiwanUniversity) กล่าวว่า "การปฏิวัติรากหญ้า" (Grassroots) ซึ่งเป็น G ที่ 3 นี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การค้าขายอย่างเป็นธรรมและพฤติกรรมการ บริโภคของผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าจะเป็นไปอย่าง เงียบๆ แต่มี
ความสำคัญต่อ อนาคตของเกษตรกรรมและมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวงทีเดียว
ผู้ที่ปลูกพืชผักผลไม้หรือแม้กระทั่งไม้ดอกย่อมรู้ดีว่า หากไม่ ใส่ปุ๋ย ไม่พ่นยาฆ่าแมลง คงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สมบูรณ์ได้ยาก ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินระบุว่า การเกษตรในยุคนี้เหมือนคน ป่วยเกินเยียวยาที่ต้องเข้า "ห้องไอซียู" ต้องต่อ "ท่อปุ๋ย" และ "ท่อ ยาฆ่าแมลง" ทั้งสองท่อนี้เพื่อช่วยพยุงชีวิตต่อไปได้ หากดึงท่อใด ท่อหนึ่งออกก็คงไม่รอดแน่
คุณปู่แอปเปิลสอนเราว่า...
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว ในยุคที่ยังไม่มีปุ๋ย เคมีและยาฆ่าแมลง การเพาะปลูกของไต้หวันอยู่มาได้อย่างไร? "ถ้าได้ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงแล้วล่ะก็ ความหลากหลายทาง ชีวภาพก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไป" ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินอธิบาย หลังจากความสมดุลของระบบนิเวศถูกทำลายลง ตัวช่วยในการ ผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้เราโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย (เช่น จุลินทรีย์ที่ ดี, แมลงที่มีประโยชน์) ก็จะสลายไปด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะ เปล่ยี นรูปแบบเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์หรือท่เี รียก กันว่าออร์แกนิก ก็ไม่ใช่ว่าจุลินทรีย์ดีๆ จะสามารถกลับมาได้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ สภาพดินยังคงไม่อุดมสมบูรณ์
สภาพดินที่กำลังป่วยเหล่านี้จะมีทางฟื้นคืนสภาพได้หรือ ไม่? เกษตรกรรมจะต้องใช้ยาฆ่าแมลงต่อไปเป็นทางเลือกเดียว กระนั้นหรือ? "ต้องค่อยๆ ใช้เวลา สภาพดินถึงจะฟื้นคืนสู่สภาพ เดิมได้" ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินบอก เมื่อเลขาธิการสมาคม เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ของญี่ปุ่นมาเยือนไต้หวัน เขาได้กล่าว ว่า จากประสบการณ์ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ดินที่ถูกทำลายไป แล้ว ต้องใช้เวลานาน 7-8 ปี กว่าจะฟื้นคืนสภาพขึ้นมาได้ จาก เรื่อง "คุณปู่แอปเปิล" อันเลื่องชื่อถือเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุด
เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 คุณปู่แอปเปิลซึ่งมีชื่อจริงว่า คิ มุระ อากิโนริ (Kimura Akinori) ชาวญี่ปุ่นได้มาเยือนไต้หวัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรไต้หวัน ที่เมืองฮิโรซากิ จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกแอปเปิลที่ใหญ่ที่สุดของ ญี่ปุ่น (ครองสัดส่วน 20%) เนื่องจากแอปเปิลเป็นพืชที่เกิดโรค และถูกแมลงทำลายได้ง่าย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงถูกเรียก ขานว่าเป็นพืชผลทางการเกษตรที่ต้องพึ่งพายาฆ่าแมลงอย่าง เดียว ภรรยาของคุณคิมุระแพ้ยาฆ่าแมลง ทุกครั้งหลังจากพ่นยา ฆ่าแมลงจะมีอาการป่วยหนัก เขาจึงเริ่มทดลองไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกแอปเปิลในปีพ.ศ. 2521 หลังใช้เวลา ทดลองนานถึง 11 ปี ในที่สุดสภาพดินจึงฟื้นกลับมาเป็นเกษตร อินทรีย์อย่างแท้จริง สวนแอปเปิลออกดอกออกผลได้อย่างอุดม สมบูรณ์
เป้าหมาย : อาณาจักรแห่งเกษตรอินทรีย์
การทำเกษตรปลอดสารพิษ นอกจากจะช่วยกอบกู้สิ่ง แวดล้อมและสุขภาพของคนเราแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับประเด็น เรอื่ งความปลอดภยั ของพชื พนั ธธุ์ ญั ญาหารและความมนั่ คงของ ชาติอีกด้วย เป็นเวลานานมาแล้วที่ราคาของพืชพันธุ์ธัญญาหาร กับราคาน้ำมัน มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันเสมือนเงาตามตัว ศาสตรา จารย์กัวหัวเหรินอธิบายว่า เนื่องจากการขนส่งนำเข้า-ส่งออก ผลผลิตและเครื่องจักรทางการเกษตรจำเป็นต้องใช้น้ำมัน พอ นำ้มันขึ้นราคาก็ทำให้ราคาของพืชพันธ์ุธัญญาหารขึ้นตามไป ด้วย วันใดวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรก็จะซื้อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงไม่ไหว เมื่อนั้นเราคงเข้า สู่วิกฤตการณ์ขาดแคลนพืชพันธุ์ธัญญาหาร
บทเรียนจากวิกฤตการณ์อาหารก่อให้เกิดความไม่สงบใน สังคมพึ่งผ่านไปได้ไม่นาน เช่น เมื่อปีพ.ศ. 2551 ความวิปริตของ อากาศทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารทั่วโลกมีผลผลิตลดลง ส่งผลให้ ประเทศผู้ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร เช่นรัสเซียและอินเดียเป็นต้น 18 ประเทศ ต่างจำกัดปริมาณการส่งออกจนส่งผลให้ใน 13 พื้นที่ ทั่วโลกเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ รวมถึงรัฐบาลใน 2 ประเทศต้อง ลาออก
ไต้หวันเนื่องจากนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพดและข้าวสาลี ปริมาณมาก จนเป็นเหตุให้การผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารได้เองลด เหลือเพียง 30% เท่านั้น เดือนมิถุนายนในปีนั้น ราคาอาหารใน ไต้หวันพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 12% ดัชนีราคสินค้านำเข้าสูง ขึ้น 26% ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องเปิดประชุมความมั่นคงแห่งชาติ ศาตราจารยก์ วั หวั เหรนิ กลา่ วดว้ ยนำ้ เสยี งทหี่ นกั แนน่ จรงิ ใจวา่ "เราต้องใช้เวลา 20-30 ปี ในการเพิ่มอัตราส่วนความสามารถใน การผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารด้วยตนเองและค่อยๆ ลดการใช้ยา ฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีให้น้อยลง ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศ เกษตรอินทรีย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นหนทางการแก้ไข ปัญหาอย่างสิ้นเชิง" แม้ไต้หวันจะผลักดันเรื่องเกษตรอินทรีย์มา นานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ยังมีประสิทธิผลค่อนข้างจำกัด
"ต้องปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ เกษตรกรจึงจะปฏิรูป ตนเองตามไปด้วย" ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินกล่าวว่า นโยบาย บางส่วนในปัจจุบันกับการเผยแพร่เกษตรอินทรีย์ยังขัดแย้งกันอยู่ เช่น รัฐบาลให้งบอุดหนุนบริษัทปุ๋ยเพื่อตรึงราคา นี่เป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนที่สุด "ถ้าไม่อยากให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี ทำไมถึงไม่ให้เงิน อุดหนุนปุ๋ยอินทรีย์ แล้วปล่อยให้ปุ๋ยเคมีขึ้นราคาไปเล่า?" นอกจากนี้ "ร่างกฎหมายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์" ยังคงติดค้าง อยู่ในสภานิติบัญญัติ อุดมการณ์แห่งการพัฒนาไปสู่ "ประเทศเกษตรอินทรีย์" ให้ได้ นั้น คงต้องลงแรงกัน มากกว่านี้อีกเยอะ
G ที่ 3 ในเกษตรกรรม มี คนตั้ ง คำ ถ า ม ว่ า ไต้หวันเป็นประเทศเล็ก และมปี ระชากรอาศยั อยู่ อย่างหนาแน่น แล้วจะ มีเงื่อนไขในการพัฒนา เกษตรอินทรีย์หรือไม่? เกษตรอินทรีย์จะเลี้ยง ประชากร 23 ล้านคนได้อย่างพอเพียงได้หรือไม่?
หยางหรูเหมิน (楊儒門) ผู้ก่อตั้งตลาดนัดเกษตร 248 กล่าว ว่า ไต้หวันมีพื้นที่เกษตรถึง 800,000 เฮกตาร์ (100 เฮกตาร์ เท่ากับ 1 ตารางกิโลเมตร) แต่มีประมาณ 230,000-250,000 เฮกตาร์ ที่หยุดพักการเพาะปลูก เมื่อคำนวณจากจำนวน เกษตรกรกว่า 500,000 คน แต่ละคนเป็นเกษตรกรรายเล็กที่มี พื้นที่เพาะปลูกเพียง 1-2 เฮกตาร์เท่านั้น
นาผนื เลก็ แคน่ จี้ ะเพาะปลกู แบบปลอดสารพษิ และไมแ่ สวงหา วิธีการเพิ่มปริมาณผลผลิต จะอิ่มท้องได้อย่างไร?
ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินบอกว่า "ที่พูดกันว่าเพาะปลูกแบบ ปลอดสารพิษให้ผลผลิตน้อย เป็นเพียงช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่าน" ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปริมาณผลผลิตจากการเพาะปลูกแบบ เกษตรอินทรีย์เท่ากับประมาณ 80% ของปริมาณผลผลิตจาก การเพาะปลูกด้วยวิธีที่คุ้นเคย เฉพาะนาข้าวอย่างเดียว ปริมาณ ผลผลิตจากการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์กับวิธีดั้งเดิมนั้น แทบไม่ต่างกันเลย ส่วนประเทศด้อยพัฒนา ปริมาณผลผลิตจาก เกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าปริมาณผลผลิตจากวิธีที่คุ้นเคยเสียอีก สาเหตุเป็นเพราะประเทศด้อยพัฒนามีงบประมาณจำกัด ทำให้ ใส่ปริมาณยาฆ่าแมลงไม่พอ ฆ่าได้แต่เฉพาะจุลินทรีย์ดีๆ กับ แมลงที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่สามารถฆ่าแมลงศัตรูพืชได้ทั้งหมด ดังนั้น ปริมาณผลผลิตจึงน้อยกว่าการไม่ใส่ยาฆ่าแมลง จะเห็น ได้ว่า การเพาะปลูก แบบเกษตรอินทรีย์ จ ะ ล ด ป ริม า ณ ผ ล ผ ลิต ล ง อ ย่า ง มากนั้นจึงเป็นเพียง มายาคติเท่านั้น
สำ ห รับ ร ะ บ บ เกษตรขนาดเล็ก กำลังจะกลายเป็น ก ร ะ แ ส ห ลัก ข อ ง เ ก ษ ต ร ก ร ร ม ใ น อนาคต
ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินระบุว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี เป็น วันอาหารโลก ซึ่งในปีพ.ศ. 2556 ได้เน้นความสำคัญของบทบาท เกษตรกรรมครัวเรือน
ที่เรียกว่าการเกษตรกรรมครัวเรือน หมายถึง ครอบครัวเป็น หน่วยการผลิต ทำการเพาะปลูกเลี้ยงปศุสัตว์แบบครบวงจร มูล ไก่ มูลเป็ดเป็นแหล่งกำเนิดโปรตีนในปุ๋ยที่ดีที่สุดสำหรับการเพาะ ปลูก ส่วนวัชพืชในนาข้าว เศษอาหารต่างๆ สามารถนำมาใช้ เลี้ยงหมูได้ ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินย้ำว่า“การเลี้ยงสัตว์ด้วยวิธี นี้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเกษตรกรรมครัวเรือน ถือเป็นวิธีการ ผลิตเพื่อสุขภาพมากที่สุดและก็เป็นโอกาสให้เกษตรกรรายเล็ก เงยหน้าอ้าปากได้อีกด้วย”
การเกษตรแบบครัวเรือนเคยเป็นวิถีชีวิตชนบทของไต้หวันใน สมัยก่อน ต้องขอบคุณเทคโนโลยีในสมัยนี้ที่ทำให้เรามีเครื่องจักร อัตโนมัติและเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรมากมายคอยช่วย เหลือ ในอนาคตหากการเกษตรของไต้หวันสามารถดำเนินการ ในรูปแบบเหล่านี้ได้จริง ศาสตราจารย์กัวหัวเหรินเชื่อว่า การฟื้น คืนชีพของเกษตรกรรมครัวเรือนก็จะเป็นกระแสในอนาคต และ ทำให้ชีวิตเปี่ยมสุขและร่ำรวยเป็นแน่แท้