แต่ละย่างก้าวแห่งความมุ่งมั่น
แม้จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นครั้งแรก หากแต่เราแทบไม่เห็นความกระดากหรือเขินอายของหลินลี่ฉันเลย สิ่งที่เธอแสดงให้เห็นช่างเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นในทุกๆ เรื่อง จริงๆ แล้ว เรื่องธรรมดาๆ ที่เธอทำให้เราเห็นเหมือนเป็นไปตามธรรมชาตินี้ มันคือผลสำเร็จที่เธอได้จากการต่อสู้เอาชนะอุปสรรคมามากมายอย่างไม่ย่อท้อ
หลินลี่ฉันถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวันที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไป เธอรู้จักกับสามีผ่านการแนะนำของบริษัทนายหน้าจัดหาคู่ รู้จักกันเพียง 2 ชั่วโมงก็ตัดสินใจแต่งงานแล้ว จากนั้นเธอก็นั่งเครื่องบินจากพนมเปญมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวธรรมดาๆ ในตำบลฮัวถันเซียง เมืองจางฮั่ว (٩|$ئ*ف>آ٦m) สามีของเธอคือ เซี่ยสุ่ยจิน (ءآ$ٹ*ڤ) มีอาชีพแปรรูปโลหะ ในครอบครัวของเธอนอกจากสามีแล้ว ก็ยังมีคุณพ่อและคุณแม่ของสามีที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เธอเล่าให้เราฟังว่า ตอนที่มาไต้หวันใหม่ๆ แปลกที่แปลกถิ่น คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง ชีวิตเปี่ยมไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ทุกอย่างต่างไปจากวิถีชีวิตเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอเกิดความกดดันและความเครียดขึ้นไม่น้อย
ชีวิตที่พนมเปญ ด้วยความที่เธอเกิดมาเป็นรุ่นที่ 3 ในครอบครัวของคนเชื้อสายจีน คุณพ่อทำการค้าฐานะความเป็นอยู่ถือว่าดีพอสมควร เติบโตมาท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของครอบครัว แต่ขณะที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย จู่ๆ ก็ต้องเสียคุณพ่อไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เกิดความผันผวนในชีวิตอย่างหนัก เพราะสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปอย่างกะทันหัน จนแม้แต่ค่าเล่าเรียนก็ยังไม่สามารถหามาชำระได้ หลินลี่ฉันเธอทำใจไม่ได้อยู่นานกับการจากไปของคุณพ่อ เพราะเหมือนเธอสูญเสียที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
ทุกครั้งที่หลินลี่ฉันต้องพบกับปัญหาหรืออุปสรรค เธอมักจะนึกถึงคุณพ่อที่อยู่บนสรวงสวรรค์เสมอๆ และพยายามจะพูดคุยกับท่านเพื่อค้นหาพลังใจและสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต เธอบอกว่าชีวิตในไต้หวันในช่วง 10 ปีแรกของเธอนั้น ช่วงกลางวันราวกับอยู่ในความฝัน มีเพียงแต่ยามค่ำคืนถึงจะรู้สึกได้ว่าเหมือนมีชีวิตอยู่จริงๆ
และหลังจากที่บุตรสาวและบุตรชายของเธอต่างก็ทยอยกันออกมาลืมตาดูโลก ลูกๆ จึงเป็นเสมือนกับแหล่งกำเนิดของพลังใหม่ๆ ในชีวิตของเธอ คุณแม่ผู้ไม่ยอมแพ้ผู้นี้ จึงหันมาตั้งใจเรียนภาษาจีน และเริ่มการเป็นอาสาสมัครออกไปทำงานรับใช้สังคม พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไต้หวันให้ได้ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่พ้นเพื่อปกป้องดูแลลูกๆ และหวังว่าจะสามารถลบภาพพจน์ไม่ดีที่ติดอยู่กับตัวเธอออกไปให้ได้
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับตัวเอง และเพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้มากที่สุด หลินลี่ฉันตัดสินใจเข้าเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Department of Beauty Science ของมหาวิทยาลัย Chienkou Technology University ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจางฮั่ว และเข้าเรียนต่อในคอร์สพิเศษเพื่อเก็บหน่วยกิตสำหรับนักสังคมสงเคราะห์ที่มหาวิทยาลัย Providence University ก่อนจะสามารถจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการบริหารจัดการองค์กรไม่แสวงกำไร จากมหาวิทยาลัย National Chinan University และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงของปีนี้ เธอจะเข้าเป็นนักศึกษาในระดับปริญญาเอกในภาควิชาอาเซียนศึกษาของมหาวิทยาลัย National Chinan University ด้วย โดยเธอหวังว่าจะสามารถเป็นกลไกเล็กๆ ที่คอยให้ความช่วยเหลือในการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และชาวไต้หวันได้
เมื่อใดก็ตามที่เธอได้เห็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เฉกเช่นตัวเธอเองแล้ว ก็จะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเกิดขึ้น หลินลี่ฉันจึงพยายามให้ความช่วยเหลือพวกเธอและเขาเหล่านั้นในการเรียนรู้และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงได้ร่วมก่อตั้งสมาคมเพื่อการพัฒนาและแลกเปลี่ยนของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่แห่งไต้หวันขึ้น โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหล่านี้ ให้สามารถอาศัยอยู่ในไต้หวันได้อย่างมีความสุข อีกทั้งบุตรหลานต่างก็สามารถเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ หลินลี่ฉันจึงมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาถึงหน้าที่สำคัญของเธอ ในการผลักดันด้านการศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มบุตรหลานของผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ เพราะเธอเชื่อมั่นว่าพวกเขาเหล่านี้ จะกลายมาเป็นพลังสำคัญแห่งอนาคตของไต้หวันอย่างแน่นอน
หลังจากมาอยู่ในไต้หวัน 20 ปี โดยเริ่มจากที่พูดไม่ได้ทั้งภาษาไต้หวันและไม่รู้จักตัวหนังสือจีน ทุกวันนี้ เธอกลายมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ เรายังไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าของเธอจะก้าวไปได้ไกลสักเพียงใด หากแต่เรื่องราวที่เหมือนกับเป็นตำนานของหลินลี่ฉันนี้ ก็สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้กำลังใจแก่เหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด แก่ทั้งไต้หวันและทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ได้เป็นอย่างดี
-50.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉันเป็นอาสาสมัครไกด์ประจำสถานีรถไฟจางฮั่วมาเป็นเวลายาวนาน และมีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการยกระดับความปลอดภัยของรถไฟด้วย (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)
-35.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉัน (ที่ 2 จากขวา) ร่วมเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับคู่สมรสชาวจีนแผ่นดินใหญ่ (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)