ซินเดอเรลล่าจากกัมพูชา “หลินลี่ฉัน” ผู้ก้าวเข้าสู่สภาอย่างภาคภูมิ
เนื้อเรื่อง‧เหยียนซือฉี ภาพ‧หลินเก๋อล แปล‧ธีระ หยาง
สิงหาคม 2016
來自柬埔寨的林麗蟬是台灣第一位新住民立法委員,她操著流利中文和台語,為新住民和移工發聲。林麗蟬1997年嫁來台灣,從平凡主婦、志工、十大傑出青年、碩士到出任國會議員,一步一腳印,寫下動人的新住民奮鬥故事。
-50.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉัน (คนแรกจากขวา) ห่วงใยบุตรหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน และพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)
หลินลี่ฉันซึ่งมาจากกัมพูชา เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติคนแรกของไต้หวันที่มีพื้นเพมาจากการเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เธอใช้ภาษาจีนกลางและภาษาไต้หวันที่คล่องแคล่ว เป็นสื่อกลางในการเป็นปากเสียงให้เหล่าแรงงานข้ามชาติและผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ หลินลี่ฉันแต่งงานและย้ายมาพำนักในไต้หวันตั้งแต่ปี 1997 จากแม่บ้านธรรมดาๆ กลายมาเป็นอาสาสมัคร ได้รับรางวัลเป็น 1 ใน 10 บุคคลรุ่นใหม่ดีเด่นประจำปีของรัฐบาล จบการศึกษาระดับมหาบัณฑิต และกลายมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในปัจจุบัน เพื่อเป็นปากเสียงให้กับประชาชน แต่ละก้าวย่างแห่งชีวิตที่เปี่ยมไปทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา คือเรื่องราวการต่อสู้อันสุดแสนจะภาคภูมิของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ผู้นี้
หลินลี่ฉัน ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่จิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยจิตอาสา และต้องการจะทำงานเพื่อสังคม จนทำให้ในปี 2015 ที่ผ่านมา เธอได้รับการเชื้อเชิญนายจูลี่หลุน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งในขณะนั้น ให้กลายเป็นผู้สมัครสมาชิกสภานิติบัญญัติในนามพรรคก๊กมินตั๋งในส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งชื่อของเธอถูกใส่ไว้ในรายชื่อเป็นลำดับที่ 4 ทำให้สามารถได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติสมัยที่ 9 ได้สำเร็จ และกลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศภายในพริบตา
เมื่อ 3 ปีก่อน หลินลี่ฉันได้รับรางวัลให้เป็น 1 ใน 10 บุคคลรุ่นใหม่ดีเด่นประจำปีของรัฐบาล ด้วยความทุ่มเทที่เธอมีให้กับการทำงานเพื่อสังคม จนทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ซึ่งในตอนนั้นเธอยังดูขวยเขินและมีความประหม่าอยู่ไม่น้อย หากแต่ในวันนี้ ในวันที่เธอกลายเป็นปากเสียงให้กับประชาชนในที่ประชุมสภานิติบัญญัติ เธอสามารถซักถามข้อสงสัยต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลได้อย่างฉะฉานและชัดเจน จนกลายเป็นที่สนใจของผู้คนอีกครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ ในครั้งนี้เธอเปี่ยมไปด้วยความสามารถและความเชื่อมั่นอันเกิดจากการฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ
-path.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ซักถามข้อสงสัยต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลได้อย่างฉะฉานไม่มีร่องรอยของคนหน้าใหม่เลย (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)
ห่วงใยพี่น้องแรงงานข้ามชาติและผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่
หากพิจารณาจากการตกแต่งห้องทำงานของส.ส.หลินลี่ฉันแล้ว เห็นได้ชัดว่าเธอคำนึงถึงพี่น้องแรงงานข้ามชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ไม่น้อย บนฉากกั้นในห้องมีงอบและผ้าพันคอแขวนอยู่ ที่ผนังก็มีที่แขวนภาพแบบไทยคู่หนึ่ง บนโต๊ะน้ำชาประดับด้วยธนบัตรของประเทศต่างๆ ในอาเซียน และที่หน้าต่างก็มีตุ๊กตาช้างที่ทำจากผ้าวางอยู่ บนราวแขวนเสื้อก็มีกระเป๋าผ้าแบบเวียดนาม ของแต่ละอย่างต่างก็มีกลิ่นอายของความเป็นอาเซียนอยู่อย่างเปี่ยมล้น
ตั้งแต่รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นต้นมา เธอยังคงไว้ซึ่งจิตอาสาที่จะรับใช้สังคม เป็นกระบอกเสียงให้กับเหล่าผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ ซึ่งหลินลี่ฉันพบว่า แม้จะเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหมือนกัน หากแต่ผู้ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกับผู้ที่มาจากประเทศอาเซียน ทำให้เธอตัดสินใจที่จะช่วยพวกเขาเหล่านี้ให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงจะมี หลินลี่ฉันยืนหยัดในแนวคิดที่ว่า ทุกคนมีความเสมอภาค จึงช่วยเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ในการเรียกร้องให้รัฐบาลลดระยะเวลาในการรอคอยเพื่อสามารถยื่นขอสัญชาติไต้หวันจาก 6 ปี ให้เหลือ 4 ปี เช่นเดียวกับเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากประเทศอื่น
ในส่วนของเหล่าแรงงานต่างชาติที่มีอยู่ไม่น้อยในไต้หวัน ก็ถือเป็นกลุ่มที่หลินลี่ฉันให้ความห่วงใย โดยในขณะนี้มีแรงงานข้ามชาติอยู่ในไต้หวันเกือบ 6 แสนคนแล้ว แต่มีมากถึง 51,000 คน ที่หลบหนีจากนายจ้างเดิมและไม่สามารถติดต่อได้ หลินลี่ฉันเห็นว่า กระทรวงแรงงานของไต้หวัน จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาของแรงงานข้ามชาติให้มากกว่านี้ เพื่อความปลอดภัยของสังคมและเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยใช้ประโยชน์จากกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงาน มาใช้แก้ปัญหาตั้งแต่ที่ต้นตอ ในเรื่องของบริการให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตและรักษาสิทธิของตัวเอง อันจะเป็นการช่วยลดปัญหาแรงงานข้ามชาติหลบหนีให้น้อยลงได้
-40.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉันศึกษาข้อมูลและกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อความพร้อมในการเผชิญกับปัญหาต่างๆ เพราะทุกๆการตัดสินใจต่างก็มีส่วนสำคัญต่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนทุกคน (ภาพโดย หลินเก๋อลี่)
ส่งเสริมด้านการศึกษาแก่บุตรหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
หลินลี่ฉันให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในการผลักดันเพื่อการแลกเปลี่ยนและสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างไต้หวันกับประเทศอาเซียน โดยปัจจุบันนี้ ในบรรดาประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มีเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้วีซ่าในการเดินทางเข้าไต้หวัน โดยบรูไนสามารถขอวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์และขอวีซ่าหน้าช่องตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival) ส่วนอีก 7 ประเทศที่เหลือ จะต้องยื่นขอวีซ่าตามปกติก่อนการเดินทาง แต่ในทุกวันนี้ สภาบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ของไต้หวันได้มีมติให้ลดขั้นตอนและผ่อนคลายความเข้มงวดในการอนุมัติวีซ่าให้กับประชาชนจากกัมพูชาและประเทศอาเซียนอื่นทั้ง 7 ประเทศแล้ว ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จเบื้องต้น ที่เป็นผลจากความพยายามของหลินลี่ฉัน แน่นอนว่าเธอจะยังคงทำงานหนักเพื่อผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและประเทศอาเซียนเป็นไปในเชิงลึกมากขึ้น
สำหรับในส่วนของนโยบายมุ่งสู่ใต้ครั้งใหม่ของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินนั้น หลินลี่ฉันให้ความเห็นว่า ปัญหาใหญ่ในการผลักดันนโยบายมุ่งใต้ของรัฐบาลคือขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเธอชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไต้หวันมีประชากรที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มากกว่า 510,000 คน บุตรหลานของคนกลุ่มนี้ก็มีมากกว่า 360,000 คน ในจำนวนนี้ มีอยู่ไม่น้อยที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศอาเซียน ทำให้มีข้อได้เปรียบทั้งในส่วนของสายเลือด วัฒนธรรมและภาษา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนกลุ่มนี้จะถือเป็นบุคลากรที่ล้ำค่าของไต้หวันในการมุ่งสู่อาเซียน รัฐบาลใหม่จึงควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาของเหล่าบุตรหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างให้พวกเขาเหล่านี้ กลายมาเป็นกำลังสำคัญของไต้หวันในการเปิดตลาดอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจการค้าและการทูต
ตามแนวคิดของหลินลี่ฉันแล้ว เธอเห็นว่าการส่งเสริมด้านการศึกษาให้แก่บุตรหลานของเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างกำลังสำคัญทางการต่างประเทศ แต่ยังเป็นการช่วยยกระดับสถานะทางสังคมของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวันให้ดีขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้เธอได้ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
(National Immigration Agency) ในการผลักดัน °ßโครงการส่งเสริมเพื่อพัฒนาบุตรหลานของผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่°® ด้วยการ
ให้บุตรหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ได้ใช้โอกาสช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน กลับไปหาคุณตาคุณยายในต่างประเทศ ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน เรียนรู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรม เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งโครงการนี้ก็ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก
ในขณะเดียวกัน หลินลี่ฉันก็ให้ความห่วงใยต่อปัญหาการยอมรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รวมไปจนถึงการเรียนรู้และการสร้างเสริมบุคลากรด้านภาษาอาเซียน เธอเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วย
เพิ่มความเข้าใจและให้ความเคารพซึ่งกันและกัน โดยที่โครงสร้างแบบเรียนใหม่ของรัฐบาลในการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2018 นั้น จะมีการเพิ่มในส่วนของการเรียนภาษาของกลุ่มผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ด้วย (เน้นภาษาของประเทศอาเซียนเป็นหลัก) ซึ่งหลินลี่ฉันชี้ว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาในส่วนของบุคลากรครูอาจารย์ไม่พอเพียง โดยเฉพาะภาษากัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้การผลักดันด้านการศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉัน (ที่ 4 จากซ้าย) ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 บุคคลรุ่นใหม่ดีเด่นประจำปี 2013 และเป็นผู้ตั้งถิ่นใหม่ในไต้หวันคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)
แต่ละย่างก้าวแห่งความมุ่งมั่น
แม้จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นครั้งแรก หากแต่เราแทบไม่เห็นความกระดากหรือเขินอายของหลินลี่ฉันเลย สิ่งที่เธอแสดงให้เห็นช่างเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นในทุกๆ เรื่อง จริงๆ แล้ว เรื่องธรรมดาๆ ที่เธอทำให้เราเห็นเหมือนเป็นไปตามธรรมชาตินี้ มันคือผลสำเร็จที่เธอได้จากการต่อสู้เอาชนะอุปสรรคมามากมายอย่างไม่ย่อท้อ
หลินลี่ฉันถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวันที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไป เธอรู้จักกับสามีผ่านการแนะนำของบริษัทนายหน้าจัดหาคู่ รู้จักกันเพียง 2 ชั่วโมงก็ตัดสินใจแต่งงานแล้ว จากนั้นเธอก็นั่งเครื่องบินจากพนมเปญมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวธรรมดาๆ ในตำบลฮัวถันเซียง เมืองจางฮั่ว (٩|$ئ*ف>آ٦m) สามีของเธอคือ เซี่ยสุ่ยจิน (ءآ$ٹ*ڤ) มีอาชีพแปรรูปโลหะ ในครอบครัวของเธอนอกจากสามีแล้ว ก็ยังมีคุณพ่อและคุณแม่ของสามีที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เธอเล่าให้เราฟังว่า ตอนที่มาไต้หวันใหม่ๆ แปลกที่แปลกถิ่น คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง ชีวิตเปี่ยมไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ทุกอย่างต่างไปจากวิถีชีวิตเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอเกิดความกดดันและความเครียดขึ้นไม่น้อย
ชีวิตที่พนมเปญ ด้วยความที่เธอเกิดมาเป็นรุ่นที่ 3 ในครอบครัวของคนเชื้อสายจีน คุณพ่อทำการค้าฐานะความเป็นอยู่ถือว่าดีพอสมควร เติบโตมาท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของครอบครัว แต่ขณะที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย จู่ๆ ก็ต้องเสียคุณพ่อไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เกิดความผันผวนในชีวิตอย่างหนัก เพราะสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปอย่างกะทันหัน จนแม้แต่ค่าเล่าเรียนก็ยังไม่สามารถหามาชำระได้ หลินลี่ฉันเธอทำใจไม่ได้อยู่นานกับการจากไปของคุณพ่อ เพราะเหมือนเธอสูญเสียที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
ทุกครั้งที่หลินลี่ฉันต้องพบกับปัญหาหรืออุปสรรค เธอมักจะนึกถึงคุณพ่อที่อยู่บนสรวงสวรรค์เสมอๆ และพยายามจะพูดคุยกับท่านเพื่อค้นหาพลังใจและสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต เธอบอกว่าชีวิตในไต้หวันในช่วง 10 ปีแรกของเธอนั้น ช่วงกลางวันราวกับอยู่ในความฝัน มีเพียงแต่ยามค่ำคืนถึงจะรู้สึกได้ว่าเหมือนมีชีวิตอยู่จริงๆ
และหลังจากที่บุตรสาวและบุตรชายของเธอต่างก็ทยอยกันออกมาลืมตาดูโลก ลูกๆ จึงเป็นเสมือนกับแหล่งกำเนิดของพลังใหม่ๆ ในชีวิตของเธอ คุณแม่ผู้ไม่ยอมแพ้ผู้นี้ จึงหันมาตั้งใจเรียนภาษาจีน และเริ่มการเป็นอาสาสมัครออกไปทำงานรับใช้สังคม พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไต้หวันให้ได้ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่พ้นเพื่อปกป้องดูแลลูกๆ และหวังว่าจะสามารถลบภาพพจน์ไม่ดีที่ติดอยู่กับตัวเธอออกไปให้ได้
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับตัวเอง และเพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้มากที่สุด หลินลี่ฉันตัดสินใจเข้าเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Department of Beauty Science ของมหาวิทยาลัย Chienkou Technology University ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจางฮั่ว และเข้าเรียนต่อในคอร์สพิเศษเพื่อเก็บหน่วยกิตสำหรับนักสังคมสงเคราะห์ที่มหาวิทยาลัย Providence University ก่อนจะสามารถจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการบริหารจัดการองค์กรไม่แสวงกำไร จากมหาวิทยาลัย National Chinan University และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงของปีนี้ เธอจะเข้าเป็นนักศึกษาในระดับปริญญาเอกในภาควิชาอาเซียนศึกษาของมหาวิทยาลัย National Chinan University ด้วย โดยเธอหวังว่าจะสามารถเป็นกลไกเล็กๆ ที่คอยให้ความช่วยเหลือในการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และชาวไต้หวันได้
เมื่อใดก็ตามที่เธอได้เห็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เฉกเช่นตัวเธอเองแล้ว ก็จะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเกิดขึ้น หลินลี่ฉันจึงพยายามให้ความช่วยเหลือพวกเธอและเขาเหล่านั้นในการเรียนรู้และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงได้ร่วมก่อตั้งสมาคมเพื่อการพัฒนาและแลกเปลี่ยนของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่แห่งไต้หวันขึ้น โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหล่านี้ ให้สามารถอาศัยอยู่ในไต้หวันได้อย่างมีความสุข อีกทั้งบุตรหลานต่างก็สามารถเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ หลินลี่ฉันจึงมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาถึงหน้าที่สำคัญของเธอ ในการผลักดันด้านการศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มบุตรหลานของผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ เพราะเธอเชื่อมั่นว่าพวกเขาเหล่านี้ จะกลายมาเป็นพลังสำคัญแห่งอนาคตของไต้หวันอย่างแน่นอน
หลังจากมาอยู่ในไต้หวัน 20 ปี โดยเริ่มจากที่พูดไม่ได้ทั้งภาษาไต้หวันและไม่รู้จักตัวหนังสือจีน ทุกวันนี้ เธอกลายมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ เรายังไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าของเธอจะก้าวไปได้ไกลสักเพียงใด หากแต่เรื่องราวที่เหมือนกับเป็นตำนานของหลินลี่ฉันนี้ ก็สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้กำลังใจแก่เหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด แก่ทั้งไต้หวันและทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ได้เป็นอย่างดี
-50.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉันเป็นอาสาสมัครไกด์ประจำสถานีรถไฟจางฮั่วมาเป็นเวลายาวนาน และมีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการยกระดับความปลอดภัยของรถไฟด้วย (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)
-35.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินลี่ฉัน (ที่ 2 จากขวา) ร่วมเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับคู่สมรสชาวจีนแผ่นดินใหญ่ (ภาพจากสำนักงานส.ส.หลินลี่ฉัน)