นักเขียนมาเลเซีย เชื้อสายจีนในไต้หวัน
กับวรรณกรรมเมืองร้อนของพวกเขา
เนื้อเรื่อง‧หลินลี่อิ่ง ภาพ‧หลินหมินซวน แปล‧ ธีระ หยาง
ธันวาคม 2022
จางกุ้ยซิง ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่ของวงการวรรณกรรมไต้หวันมามากมาย ทั้ง Grand Literary Award ของ United Daily News รางวัล Golden Tripod Award รางวัล Taiwan Literature Award และรางวัล Taipei International Book Exhibition Book Prize เป็นนักเขียนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน และเป็นนักเขียนนวนิยายที่สำคัญของไต้หวันในปัจจุบัน
他們是文壇中的一支「外來兵團」,擁有撒豆成兵的能力,筆下的文字奇譎又魔魅,意象恢弘富麗。雖然來自南洋,卻在台灣落地生根,寫作出版,相繼成名,擁有讀者支持,甚至以台灣作家的身分引介、發揚到海外。這群人,我們稱呼他們:「馬華作家」。
พวกเขามีฉายาในวงการวรรณกรรมไต้หวันว่า “ทหารต่างชาติ” ที่สามารถเสกทหารขึ้นจากเมล็ดถั่วได้ ตัวอักษรจากปลายปากกาของพวกเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์และความมหัศจรรย์ จนสามารถสร้างจินตภาพที่เปี่ยมไปด้วยความงดงาม แม้ว่าพวกเขาจะมาจากประเทศในแถบทะเลใต้ แต่กลับมาลงหลักปักฐานในไต้หวัน เขียนหนังสือ ตีพิมพ์ ก่อนจะโด่งดังจนมีผู้อ่านให้ความสนับสนุนเป็นจำนวนมาก และถูกกล่าวถึงในฐานะที่เป็นนักเขียนไต้หวัน และโด่งดังในระดับนานาชาติ พวกเขาเหล่านี้ถูกเราเรียกว่า “นักเขียนมาเลเซียเชื้อสายจีน”
เหล่านักเขียนมาเลเซียเชื้อสายจีนจะมีผู้ที่มีความสามารถออกมาสืบทอดอย่างไม่ขาดสาย ทำให้วรรณกรรมในสาขาต่าง ๆ ของพวกเขาต่างก็มีผลงานที่ถือเป็นงานเขียนที่เป็นตัวแทนของนักเขียนในแต่ละรุ่น กลุ่มนักเขียนที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองกลุ่มนี้ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
สไตล์การเขียนและประเด็นในการเขียนของนักเขียนมาเลเซียเชื้อสายจีนจะแตกต่างกับนักเขียนไต้หวัน ถือเป็นหนึ่งในความต่างที่สำคัญของวงการวรรณกรรม
เหล่านักวรรณกรรมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาไต้หวันด้วยความศรัทธา
คาสึโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro) นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายญี่ปุ่น เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เคยกล่าวไว้ว่า “มนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรบางอย่างจำนวน 2 ใน 3 ส่วน มาผสมกับสิ่งอื่น ๆ ที่เหลือ โดยที่อารมณ์ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ มิได้คงอยู่แต่เพียงลำพัง คุณไม่สามารถแบ่งแยกมันออกมาได้อย่างชัดเจน สุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณเห็น คือ ส่วนผสมที่น่าสนใจของความเป็นมนุษย์ โดยการที่ผู้คนมีการผสมผสานทางภูมิหลังและวัฒนธรรม ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ และนี่ก็คือแนวโน้มแห่งพัฒนาการของโลก”
นักเขียนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนในไต้หวัน เป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดนี้ได้ดีที่สุด โดยเมื่อย้อนเวลากลับไปในยุค 1960 ด้วยข้อจำกัดทางนโยบายด้านการศึกษาในมาเลเซีย ประกอบกับแรงดึงดูดจากนโยบายในการส่งเสริมการศึกษาของนักศึกษาจีนโพ้นทะเล ทำให้คนรุ่นใหม่ของมาเลเซียที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์ เกิดความรู้สึกชื่นชอบในบรรยากาศด้านวรรณกรรมและศิลปะของไต้หวัน จึงเลือกเดินทางมาศึกษาต่อในไต้หวัน ที่ถือเป็นโลกของความเป็นคนเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน ก่อนจะใช้เวลาว่างจากการเรียนหนังสือ ก่อตั้งชมรมวรรณกรรมและเผยแพร่ผลงานของพวกเขา
ในช่วงปี 1980 เป็นยุคที่เหล่านักวิจารณ์เรียกว่าเป็น “จุดสูงสุดของวรรณกรรมไต้หวัน” ซึ่งเริ่มเปิดฉากขึ้นจากรางวัลด้านวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์ China Times และ United Daily News (UDN) รางวัลที่ถือเป็นตัวแทนแห่งเกียรติยศ เงินรางวัลที่สูงนับล้านเหรียญไต้หวัน และโอกาสในการเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ต่างๆ หลังจากได้รับรางวัล กลายเป็นสิ่งที่เหล่าหนุ่มสาวในวงการวรรณกรรมและศิลปะต่างก็ใฝ่ฝันที่จะไขว่คว้าเพื่อเป็นกุญแจที่จะเปิดประตูสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ นักเขียนมาเลเซียเชื้อสายจีนหลายคน ก็ได้รับโอกาสจากกระแสความนิยมนี้เช่นกัน นำโดยซังหวั่นหยุน (商晚筠) ซึ่งเป็นคนแรกในกลุ่มที่สามารถคว้ารางวัลด้านนวนิยายจาก UDN และหลีหย่งผิง (李永平) ที่ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐฯ ก็ส่งผลงานข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมการประกวดด้วย รวมถึงจางกุ้ยซิง (張貴興) ซึ่งในตอนนั้นยังเรียนอยู่ในภาควิชาภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย National Taiwan Normal University (NTNU)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
เกาเจียเชียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ร่วมมือกับหวงอิงเจ๋อ นักวิชาการของญี่ปุ่น ในการรวบรวมผลงานของเหล่านักเขียนมาเลเซียเชื้อสายจีน มาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ในชื่อชุดว่า “วรรณกรรมเมืองร้อนของไต้หวัน”
การก่อตัวของวรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีน
“วรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีน” ที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นอกจากจะมีการสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ยังต้องอาศัยการประคับประคองซึ่งกันและกันกับผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยทางวิชาการ จึงจะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจริญงอกงามของงานวรรณกรรมได้ โดยหลังยุคปีทศวรรษที่ 1990 นักเขียนและนักวิจารณ์ที่สวมบทบาทเป็นทั้งนักประพันธ์และนักวิชาการหลายคน เช่น หวงจิ่นซู่ (黃錦樹) จงอี๋เหวิน (鍾怡雯) และเฉินต้าเหวย (陳大為) ถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ผลักดันให้เรื่องราวเกี่ยวกับ “วรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีน” กลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา
ทั้งสามคนนี้ต่างก็มีความถนัดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเขียนนวนิยาย ร้อยแก้ว หรือบทกวีร่วมสมัย แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนต่างก็เริ่มมาศึกษาต่อในไต้หวันตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ก่อนจะเรียนจบถึงระดับปริญญาเอก อีกทั้งยังมีชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลด้านวรรณกรรมได้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา และหลังจบการศึกษาแล้วก็ยังทำงานเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาอีก พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานไปด้วยและเป็นนักวิจารณ์ไปพร้อมกัน เพื่อนำเสนอแนวคิดจากมุมมองของนักวิชาการ โดยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ละคนต่างก็ได้ออกหนังสือที่ถือเป็นวรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีนมากมายหลายชุด
“งานเขียนที่ถูกประพันธ์ขึ้นมา จะถูกนำไปศึกษาค้นคว้าในเชิงวิชาการ ก่อนจะถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนในโรงเรียน ในขณะเดียวกัน ก็ถูกนักวิจารณ์รวบรวมเป็นหนังสือชุดหรือกวีนิพนธ์ ผลงานที่ถูกนำไปศึกษาและนำมารวบรวมไว้ ก็จะเป็นที่ยอมรับในวงการวรรณกรรม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกาเจียเชียน (高嘉謙) จากภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันกล่าว
วงการศิลปะและวรรณกรรมของไต้หวันซึ่งมีความเพียบพร้อมทั้งในด้านการสร้างสรรค์ผลงาน การตีพิมพ์ การวิจารณ์ และการค้นคว้าวิจัย ทำให้ไต้หวันมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกแห่งภาษาจีน จึงไม่น่าแปลกใจที่เฉินต้าเหวยเคยพูดไว้ว่า แหล่งสำคัญของวรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีนมีอยู่ใน 3 พื้นที่ คือ มาเลเซียตะวันออก มาเลเซียตะวันตก และไต้หวัน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของไต้หวันมีความเป็นอิสระสูง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เหล่านักเขียนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนจึงสามารถสร้างสีสันให้กับวงการวรรณกรรมของไต้หวันได้ไม่น้อย (ภาพโดย จวงคุนหรู)
ไต้หวันคือสถานที่ถ่ายทอดผลงานที่ดีที่สุด
ตลาดผู้อ่านภาษาจีนกลางที่มีจำนวนประชากรมากเพียงพอ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไต้หวันมีความสำคัญในโลกแห่งภาษาจีน
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาเลเซียแล้ว เนื่องจากมาเลเซียมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีภาษามลายูเป็นภาษาหลัก แม้ว่าในมาเลเซียจะมีโรงเรียนเอกชนที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลักในการเรียนการสอน ซึ่งทำให้สามารถสร้างบุคลากรที่อ่านเขียนภาษาจีนได้ รวมถึงสามารถสร้างสรรค์วรรณกรรมภาษาจีนได้ แต่เนื่องจากผู้อ่านมีจำนวนไม่มากพอ ทำให้ไม่สามารถยกระดับขึ้นเป็นตลาดที่เลี้ยงตัวเองได้
เมื่อเทียบกับฮ่องกงที่อยู่ใกล้กันแล้ว แม้ว่าต่างก็เป็นตลาดที่ใช้ภาษาจีนเหมือนกัน หากแต่จำนวนประชากรกลับน้อยกว่า ทำให้มีเพียงนักเขียนที่ประสบความสำเร็จในระดับกิมย้งหรืออี้ซูเท่านั้น ที่สามารถจะเอาตัวรอดได้ ส่วนนักเขียนที่เน้นการสร้างสรรค์ผลงานในแบบวรรณศิลป์ เช่น ซีซี ต่งอินจาง และหวงปี้หยุน ต่างก็พากันมาตีพิมพ์ผลงานในไต้หวันเป็นหลัก ทำให้ผลงานที่วางจำหน่ายในฮ่องกง มีจำนวนน้อยกว่าไต้หวัน ซึ่งเกาเจียเชียนอธิบายว่า “พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาใช้ไต้หวันเป็นฐานสำคัญสำหรับการบุกเบิกตลาดวรรณกรรม”
นอกจากนี้ รางวัลในด้านวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน ก็มีจำนวนประเภทที่หลากหลายกว่ามาก โดยจะมีการแบ่งเป็นรางวัลสำหรับบทกวีร่วมสมัย กวีนิพนธ์ นวนิยาย และการรายงานข่าว เป็นต้น ประกอบกับตลาดหนังสือในไต้หวันมีความคึกคักเป็นอย่างมาก แต่ละปีจะมีหนังสือใหม่ ๆ ออกวางตลาดประมาณเกือบ 4 หมื่นเล่ม “อัตราส่วนระหว่างจำนวนประชากรต่อจำนวนหนังสือออกใหม่” สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศอังกฤษเท่านั้น อีกทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ก็ค่อนข้างผ่อนคลาย แทบไม่มีข้อห้ามใด ๆ ประเภทของหนังสือก็มีความหลากหลายมาก ๆ ในจำนวนนี้ หนังสือออกใหม่เกี่ยวกับประเด็นด้านเพศสภาพและการเคลื่อนไหวทางสังคม มีจำนวนมากกว่าตลาดหนังสือภาษาจีนในประเทศอื่นมาก ซึ่งเหตุผลทั้ง 4 ประการข้างต้น ต่างก็ถือเป็นจุดเด่นของสภาพแวดล้อมในการสร้างสรรค์ผลงานของไต้หวัน “การแต่งหนังสือถือเป็นกิจกรรมส่วนบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ แต่ไต้หวันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก หากอยากจะให้ผลงานของตนได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างต่อเนื่อง” หลีหยิ่วเฉิง (李有成) นักวิจารณ์วรรณกรรมและอดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุโรปและสหรัฐฯ ของสภาวิจัยแห่งชาติของไต้หวัน กล่าว

หลีหยิ่วเฉิง อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุโรปและสหรัฐฯ ของสภาวิจัยแห่งชาติ เนื่องจากภูมิหลังของตัวเองที่ถือเป็นผู้พลัดถิ่น ทำให้มีความสนใจต่อชนกลุ่มน้อยในสังคมเป็นอย่างมาก งานวิจัยส่วนใหญ่จึงเน้นการศึกษาเกี่ยวกับผลงานของนักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายเอเชีย และชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา
การคงอยู่ร่วมกันของความหลากหลายที่ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หากเหล่านักเขียนวรรณกรรมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน สร้างสรรค์ผลงานอยู่ที่บ้านเกิด จะสามารถทำผลงานที่มีคุณภาพในระดับเดียวกันได้หรือไม่?
จางกุ้ยซิง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันมานานกว่า 40 ปีจนได้รับสัญชาติไต้หวันแล้วเห็นว่า “ทำไม่ได้” สภาพแวดล้อมทางวรรณกรรมอันคึกคักของไต้หวัน คือหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้กับเหล่านักเขียน โดยสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมไปด้วยอิสรภาพและเสรีภาพในการประพันธ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ จางกุ้ยซิงยังเห็นว่า การจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในที่ห่างไกลก็ถือเป็นกุญแจสำคัญเช่นกัน “การแต่งหนังสืออยู่ที่บ้านเกิดกับการแต่งหนังสือในสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจะไม่เหมือนกัน มีหลายเรื่องที่ต้องมองอยู่ห่าง ๆ จึงจะเห็นได้อย่างชัดเจน”
แม้ว่า “ความรู้สึกห่างไกล” แบบนี้ บางครั้งก็ทำให้ผู้อ่านที่เป็นชาวไต้หวันเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ว่า ทำไมถึงเขียนแต่เรื่องราวที่บ้านเกิดอย่างซาราวัก ทำไมไม่เขียนเรื่องของไต้หวันบ้าง? หลีหยิ่วเฉิง ได้วิเคราะห์ความคิดของเหล่านักเขียนด้วยมุมมองในเชิงวรรณกรรมว่า “เมื่อความทรงจำในวัยเด็กและวัยรุ่นถูกตกผลึกหลังจากผ่านวันเวลาที่ยาวนาน จะทำให้เกิดความรู้สึกอันห่างไกลต่อทั้งพื้นที่และเวลา ทำให้นักประพันธ์ได้ครุ่นคิดถึงความทรงจำและประสบการณ์ที่ผ่านมา ก่อนจะนำมาใช้เป็นแรงกระตุ้นในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง”
นักเขียนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ต่างก็มีแนวโน้มในการประพันธ์ผลงานของตัวเองไปในแนวทางนี้ “หากไม่นับเซอร์ คาซิโอะ อิชิงุโระ และเซอร์ อาเหม็ด ซัลมัน รัชดีแล้ว วงการวรรณกรรมร่วมสมัยของอังกฤษคงจะขาดสีสันเป็นอย่างมาก ก็เหมือนในไต้หวัน ถ้าไม่มีหลีหย่งผิง จางกุ้ยซิง หวงจิ่นซู่ ซึ่งถือเป็นนักเขียนที่มีภูมิหลังเป็นผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศ รวมไปจนถึงกลุ่มที่ย้ายมาจากแถบทะเลใต้ตั้งแต่รุ่นพ่อ เช่น ฝังหุ้ยเจิน เฉินยิ่วจิน วรรณกรรมไต้หวันก็ยังคงเป็นวรรณกรรมไต้หวัน แต่เชื่อว่าจะขาดสีสันไปไม่น้อยเช่นกัน” หลีหยิ่วเฉิงกล่าว

ไต้หวันในมุมมองจากภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในการอ่านวรรณกรรมมาเลเซียเชื้อสายจีน หรือวรรณกรรมอื่น ๆ ของนักเขียนที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในไต้หวัน เราควรจะใช้เนื้อความและเทคนิคในการเขียน มาเป็นตัวตัดสินว่าผลงานดีหรือไม่ดี ไม่ใช่ตัดสินจากหัวข้อหรือประเด็นที่ใช้ในการเขียน ก็เหมือนกับการมีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมา และเป็นสังคมซึ่งอ้าแขนยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย จึงจะทำให้ผู้อื่นมีความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านของตัวเอง
ในระหว่างให้สัมภาษณ์จางกุ้ยซิงยังบอกกับเราอีกว่า กำลังจะลงมือเขียนหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหลินวั่ง ช้างชื่อดังที่เป็นดาวเด่นของสวนสัตว์ไทเป ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นช้างจากเมียนมาที่เคยถูกใช้สำหรับทำสงคราม และผ่านความเป็นความตายมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้นวนิยายของจางกุ้ยซิงจะพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างกว้างและซับซ้อนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกลุ่มชาติพันธุ์ แต่เขามีความมั่นใจมากว่า “คิดโครงเรื่องไว้นานแล้ว พอลงมือเขียนก็จะเร็วมาก”
หลีหยิ่วเฉิงเพิ่งจะเกษียณอายุจากการทำงานที่สภาวิจัยแห่งชาติเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็ได้กลับมาหยิบปากกาแต่งบทกวีอีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม บทกวีของเขาในชุด “กลับสู่หมู่บ้านชาวประมงยามราตรี” กล่าวไว้ว่า ความรักของบุพการีกับบุตร ก็เหมือนกับหนังสือเก่า ๆ ที่ถูกอ่านซ้ำไปซ้ำมา แต่กลับทำให้ฉันค้นพบความหมายใหม่ ๆ เหมือนกับใบชาที่ถูกเด็ดจากกิ่งแก่ ๆ แต่เมื่อถูกนำไปอบก็จะเกิดกลิ่นหอมที่ห่างหายไปนาน
บางที สำหรับเหล่านักเขียนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนที่ถือว่ามีบ้านเกิดสองแห่งแล้ว ไต้หวันก็คงจะเหมือนกับ “หนังสือเก่า” เล่มนั้น และก็เป็นอะไรที่สอดคล้องกับนวนิยายเรื่องใหม่ที่จางกุ้ยซิงกำลังจะเริ่มเขียน “คุณปู่หลินวั่ง” ก็พาเราให้พ้นจากสวนสัตว์ไทเปอันแสนสงบในยุคปัจจุบัน กลับไปสู่สงครามแห่งทะเลใต้ที่แทบจะถูกลืมไปแล้วอีกครั้ง การเปิดหนังสือขึ้นอ่านใหม่อีกครั้งจากมุมมองของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ทำให้ความหมายใหม่ ๆ ของไต้หวันถูกค้นพบและเสริมสร้างให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยมีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้ว่าจะถูกเด็ดมาจากกิ่งแก่ ๆ เหมือนกัน แต่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอันหอมหวน ซึ่งแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยจางหายไป
