ไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม
ศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงกับการถักทอเครือข่ายความร่วมมือ
เนื้อเรื่อง‧เฉินฉวินฟาง ภาพ‧จวงคุนหลุน แปล‧รุ่งรัตน์ แซ่หยาง
เมษายน 2026
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 โครงการ Chakto Program เพื่อการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย ได้จัดการประกวดศิลปะการเต้นสมัยใหม่ที่ประเทศกัมพูชา อู๋เหวยเหว่ย (吳維緯) ประธานกรรมการมูลนิธิ We Art Together Foundation จากไต้หวัน ซึ่งได้รับเชิญจากศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง หรือ Mekong Cultural Hub (MCH) ให้ร่วมทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินการประกวดดังกล่าว ได้กล่าวถึงผลงานของนักเต้นที่เข้าร่วมแข่งขันว่า เป็นการเต้นที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวิตราวกับรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งลัดเลาะไปมาตามตรอกซอกซอยในเมือง และสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมอย่างยิ่ง
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 ศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง จัดการประชุมศิลปะและกิจกรรมเพื่อสังคมในเอเชียที่ สปป.ลาว เพื่อรวบรวมบรรดาศิลปินและผู้อยู่ในวงการด้านศิลปวัฒนธรรมจากไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาพบปะและสร้างสะพาน เชื่อมโยงเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมของเอเชียร่วมกัน
ในสัปดาห์หนึ่งของเดือนพฤษภาคมที่อากาศสดใส โรงภาพยนตร์ไม้ขนาดเล็กบรรยากาศแปลกตา ได้ปรากฎขึ้นมาบนทางเดินระหว่างอาคารในมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน (NTUST) และฉายภาพยนตร์เรื่อง Mekong 2030 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากการร่วมทุนข้ามชาติของ Blue Chair ในเทศกาลภาพยนตร์หลวงพระบาง ประเทศลาว ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้แม่น้ำโขงเป็นธีมหลัก (เป็นภาพยนตร์รวมเรื่องสั้นที่ประกอบด้วยหลายเรื่องในธีมเดียวกัน) โดยมีผู้กำกับจาก 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของแม่น้ำโขงและชุมชนริมฝั่งน้ำ เพื่อสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันและการทำลายล้างซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ท่ามกลางบริบทของการพัฒนาเกินขีดจำกัดและการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม
หลี่ฮุ่ยเจิน (李慧珍) ผู้จัดการโครงการของศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (Mekong Cultural Hub: MCH) ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนจัดงาน เสียงแห่งลุ่มน้ำโขง ครั้งนี้ กล่าวว่า การได้นำพลังสร้างสรรค์ด้านศิลปวัฒนธรรมจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาสู่พื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก นับเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงให้บริการแก่ผู้ที่ทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่อุทิศตนเพื่อสังคม ในขณะที่มหาวิทยาลัย NTUST ส่งเสริมการปลูกฝังแนวคิดเรื่องความยั่งยืนให้แก่นักศึกษา ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงร่วมมือและทำงานเข้ากันได้ดี โดยใช้ความยั่งยืนเป็นภาษากลางในการสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การผสมผสานระหว่างโลกศิลปะและเทคโนโลยีบนพื้นที่เดียวกัน
Mr. Hoang Nguyen and Ms. Ngo Tran Phuong Uyen).jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
บรรดาศิลปินจากหลากหลายประเทศในเอเชียร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการผสานเครื่องเทศ ผืนผ้า ดนตรี และการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่หลอมรวมกันราวกับงานเฉลิมฉลองข้ามวัฒนธรรม
(ภาพโดย Mr. Hoang Nguyen และ Ms. Ngo Tran Phuong Uyen)
สร้างพื้นที่แห่งการพบพาน เมื่อศิลปวัฒนธรรมเข้ามาขับเคลื่อนในรั้วมหาวิทยาลัย
Sean Chadwell ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์ Blue Chair แห่งประเทศลาว ได้นำกิจกรรมเวิร์กช็อปหัวข้อ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเรื่องเล่าที่หลอมรวมสู่ลุ่มน้ำโขง มาสู่เวทีการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการฉายภาพยนตร์สั้น ก่อนชวนคณาจารย์และนักศึกษาแบ่งกลุ่มเพื่อเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) ไม่ว่าจะเป็น ผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ หน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการตรวจพิจารณา หรือผู้สนับสนุนจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สวมบทบาทและฝึกการคิดตัดสินใจภายใต้บทบาทและมุมมองที่แตกต่างกัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจประเด็นสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ยังทำให้เห็นถึงความท้าทายที่ศิลปะและวัฒนธรรมในท้องถิ่นกำลังเผชิญอยู่
อีกหนึ่งเวิร์กช็อปที่ได้รับความสนใจคือ เต้นรำไปกับธรรมชาติ: การจินตนาการวิถีชีวิตใหม่ในชนบทไทย ซึ่งนำโดย เวลา อมตธรรมชาติ (Wayla Amatathammachad) ผู้อำนวยการ มูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะประเทศไทย เวิร์กช็อปนี้ถ่ายทอดมุมมองที่เวลาสั่งสมจากการสังเกตและทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ผ่านการใช้แผนที่ความคิด (Mind Map) เพื่อแบ่งปันเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของสังคมไทย ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเชิญชวนให้แต่ละคนเขียน คำค้นหา ที่สะท้อนบริบทชีวิตของตนเอง ก่อนนำคำเหล่านั้นมาจัดเรียงและเชื่อมโยงใหม่เป็นแผนผังความสัมพันธ์ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อม ประเพณี และสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยจุดประกายให้มองหาความเป็นไปได้ของการดำเนินการในขั้นต่อไป

ใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังจุดประกายแห่ง การเปลี่ยนแปลง
บางทีการเยียวยาที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดนี้เอง อาจเป็นหนึ่งในเจตนารมณ์สำคัญที่ศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ตั้งใจจะส่งมอบให้แก่สังคม หลี่ฮุ่ยเจินอธิบายว่า MCH เป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ริเริ่มโดยองค์กรศิลปะเพื่อการดำรงชีวิตนานาชาติ (Living Arts International: LAI) และได้จัดตั้งสำนักงานในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 2018 โดยมีเป้าหมายหลักในการทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมจากกัมพูชา ลาว เมียนมา ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม
ทั้ง LAI และ MCH มีแนวคิดหลัก คือเน้นการใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการจุดประกายและเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลี่ฮุ่ยเจินเล่าว่า ผู้ก่อตั้ง LAI อย่าง Arn Chorn-Pond เคยเป็นผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงของกัมพูชา ก่อนจะได้รับไปเลี้ยงดูและเติบโตในสหรัฐอเมริกา เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้กลับไปยังแผ่นดินเกิดอีกครั้ง เขาพบว่าประเทศบ้านเกิดได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงคราม ผู้คนนับล้านเสียชีวิต รวมทั้งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ประสบการณ์นั้นเองทำให้เขาตัดสินใจระดมทุนก่อตั้ง LAI ขึ้นมา ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ศิลปะและวัฒนธรรมสามารถเยียวยาและฟื้นฟูสังคมที่บาดเจ็บให้กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
สายใยความสัมพันธ์ระหว่าง LAI กับไต้หวัน เริ่มต้นจากการที่ Phloeun Prim ประธานกรรมการบริหารของ LAI ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในคณะที่ปรึกษาชุดแรกของกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน ระหว่างการทำงาน เขาได้รู้จักและทำงานร่วมกับผู้ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมของไต้หวันอย่างใกล้ชิด จนมองเห็นศักยภาพของไต้หวันในฐานะจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างวัฒนธรรมไต้หวันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อ LAI มีแนวคิดจะผลักดันโครงการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระดับภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลไต้หวันก็อยู่ระหว่างการขยายความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน ส่งผลให้ LAI สามารถจัดตั้งสำนักงานในไต้หวันได้สำเร็จ และใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นฐานในการขับเคลื่อนเครือข่ายการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมในระดับเอเชีย
ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา MCH ได้พัฒนาโครงการเสริมศักยภาพในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการฝึกอบรมชุดปฐมพยาบาลทางจิตใจ และการส่งเสริมจริยธรรมในการทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน เวที Meeting Point ซึ่งจัดขึ้นทุก 18 เดือน ก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของเครือข่าย ศิลปวัฒนธรรมในภูมิภาค โดยในแต่ละครั้งสามารถเชื่อมโยง ผู้ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมจากทั่วเอเชียได้มากกว่า 100 คน พร้อมเชิญองค์กรนานาชาติ อาทิ Asia-Europe Foundation เข้าร่วมแลกเปลี่ยนอีกด้วย เวทีนี้จึงกลายเป็นพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุนทุน และนักวิจัย ได้มาพบปะ สนทนา และเรียนรู้ร่วมกัน
เชื่อมโยงพลังแห่งการสร้างสรรค์จากทั่วเอเชีย
สิ่งที่ MCH เชื่อมโยง ไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังเป็นสายใยความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนและหยั่งลึกยาวไกล สำหรับอู๋เหวยเหว่ย (吳維緯) ผู้คร่ำหวอดในวงการละครเวทีและรับตำแหน่งนายกสมาคมพัฒนาศิลปะการแสดงภาคใต้ของไต้หวัน ได้เดินทางไปเวียดนามเพื่อเข้าร่วมงาน Meeting Point เมื่อปี ค.ศ. 2024 การแลกเปลี่ยนครั้งนั้นไม่เพียงทำให้เธอมีความเข้าใจในประสบการณ์แบบเอเชียที่ไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีร่วมกันอย่างลึกซึ้ง แต่ยังนำพาเธอไปสู่การร่วมงานกับพันธมิตรทางความคิดสร้างสรรค์จากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และก่อตั้งกลุ่มสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า Grassroots Gossiping Group (หรือ GGG) ร่วมกัน
ภายใต้การจัดการของ MCH ศิลปินทัศนศิลป์จากเวียดนาม ศิลปินหุ่นเชิดจากไทย นักออกแบบท่าเต้นจากลาว ศิลปินเสียงจากเมียนมา และผู้ทำงานละครเวทีจากไต้หวันจึงได้มาพบพานกัน หลังจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ พวกเธอเดินทางสู่กรุงฮานอย พร้อมนำเครื่องเทศและผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นติดตัวไปด้วย
อู๋เหวยเหว่ยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า เธอเตรียมเครื่องพะโล้ และผ้าลายดอกแบบชาวฮากกาติดตัวไปด้วย ขณะที่ศิลปินจากประเทศอื่นก็นำของคุ้นเคยจากบ้านเกิดมาแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นปาเซียนกั่วหรือส้มโอมือดอง (八仙果) ใบกระวาน หรืออบเชย ฯลฯ จากการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเหล่านี้ กลายเป็นบทสนทนาที่ทำให้ทุกคนได้ค้นพบความเชื่อมโยงร่วมกันของวัฒนธรรมการใช้เครื่องเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ในที่สุดก็พัฒนาเป็นการแสดงที่หลอมรวมเครื่องเทศ ผืนผ้า และองค์ประกอบข้ามวัฒนธรรมจากประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน
บริเวณลานโล่งหน้าอาคาร นักแสดงกำลังเต้นรำและขยับร่างกายเคลื่อนไหวไปมาพร้อมกับผืนผ้าที่ทอดตัวจากที่สูง ผืนผ้าที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเหล่านี้เป็นผืนผ้าที่มาจากประเทศต่าง ๆ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการผสมผสานวัฒนธรรมข้ามชาติ นักเต้นเชื้อเชิญผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างอิสระ ทั้งการช่วยเชื่อมผืนผ้าเข้าด้วยกัน หยิบเครื่องเทศขึ้นมา แล้วผูกหรือแขวนลงบนม่านผ้าตามที่ต้องการ เมื่อเวลาผ่านไป ม่านผ้าซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ร่วมกันของผู้คน ณ พื้นที่นั้นก็ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ท่ามกลางเสียงดนตรี กลิ่นของเครื่องเทศ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ประสบการณ์ทั้งหมดหลอมรวมกัน ราวกับงานเฉลิมฉลองข้ามวัฒนธรรมที่ปลุกทุกประสาทสัมผัสให้ร่วมรับรู้ไปพร้อมกัน
การร่วมสร้างสรรค์ที่แม้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับทิ้งร่องรอยอันลึกซึ้งไว้ในใจ ได้หล่อหลอมสายใยความผูกพันของศิลปินกลุ่มนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากแยกย้ายกลับสู่ประเทศของตนเอง พวกเขายังคงติดต่อแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง และนำธีมการสร้างสรรค์ที่ฮานอย อย่างเช่นคำว่า Grassroots มาเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนจะรวมตัวก่อตั้งกลุ่มสร้างสรรค์ในชื่อ GGG
ขึ้นมา
อู๋เหวยเหว่ย เล่าว่า ขณะนี้กลุ่ม GGG กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ชิ้นที่สองร่วมกัน โดยตั้งใจเปิดประเด็นจากคำว่า อาณานิคม และ มาตุภูมิ (motherland) เพื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ และทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนแผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่ หลายภูมิภาคในเอเชียเคยผ่านประสบการณ์การตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคม ซึ่งไม่เพียงหล่อหลอมภูมิหลังทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หากแต่ยังกลายเป็นภาษาร่วมทางการสร้างสรรค์ของพวกเธอด้วย
แม้ผลงานร่วมสร้างสรรค์ชิ้นที่สองจะยังอยู่ระหว่างการแสวงหาทุนสนับสนุน แต่บรรดาศิลปินก็ยังคงแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างต่อเนื่องผ่านการพบปะทางออนไลน์ และบางครั้งก็เดินทางข้ามประเทศไปเยี่ยมเยือนกันด้วยตนเอง พวกเรารู้สึกตรงกันว่า การสร้างสรรค์ข้ามพรมแดนในลักษณะนี้พบเห็นได้ยากมาก และเปี่ยมด้วยพลังแบบเอเชียอย่างแท้จริง อู๋เหวยเหว่ยกล่าว ด้วยความที่สมาชิกของ GGG มาจากหลากหลายประเทศ แต่ต่างก็มีพื้นที่สำหรับการซ้อมและการแสดงในบริบทของตนเอง จึงเริ่มจินตนาการถึงรูปแบบการแสดงที่เคลื่อนที่ได้ โดยอาจเริ่มต้นจากไต้หวันเป็นที่แรก ก่อนขยายไปยังไทย ลาว และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งเดินทางไกลไปถึงยุโรป สำหรับอู๋เหวยเหว่ย นี่ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นการเปล่งเสียงร่วมกันของศิลปินจากเอเชีย

เวลา อมตธรรมชาติ ผู้อำนวยการมูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะจากประเทศไทย ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของสังคมไทย
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
อู๋เหวยเหว่ย (แถวหน้า ลำดับที่ 3 จากซ้าย) ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่ กรรมการและ
ที่ปรึกษา ในโครงการ Chakto Program ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กัมพูชา พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จากไต้หวันด้านการจัดเทศกาลศิลปะขนาดย่อม และการขยายเครือข่ายสู่เวทีนานาชาติ (ภาพโดย Cambodian Living Arts)
จุดประกายพลังชีวิตให้กับท้องถิ่น
MCH ไม่ได้เพียงสร้างเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่ยังเปรียบเสมือนการถักทอสายใยเครือข่ายที่ละเอียด แน่นแฟ้น และแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง กู่สูซวิน (古淑薰) รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม แห่งมหาวิทยาลัย National Pingtung University (NPU) กล่าวถึงบทบาทของ MCH ไว้ว่า MCH ใช้โครงการสนับสนุนด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของโครงการ หากแต่ยังสามารถ ต่อยอดจนกลายเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายความมุ่งมั่น ที่ทำให้อิทธิพลของงานศิลปวัฒนธรรมแผ่ขยายไปได้ไกลและยาวนานยิ่งขึ้น
ประเด็นนี้ยิ่งสะท้อนความรู้สึกของ กู่สูซวิน ผู้ซึ่งเข้าร่วมโครงการของ MCH มาแล้วถึงสองครั้ง ในฐานะนักวิชาการด้านนโยบายวัฒนธรรม เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารการประชุมวัฒนธรรมแห่งชาติ และคุ้นเคยกับข้อเสนอและความคาดหวังของผู้ทำงานในภาคสนามเป็นอย่างดี ทว่าคำถามสำคัญที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจเสมอคือ จะสามารถเปลี่ยนกรอบแนวคิดจากนโยบายด้านวัฒนธรรมไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริงได้อย่างไร
แม้เธอจะหลงใหลในนโยบายวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพียงใด แต่กลับพบว่าสำหรับนักศึกษาจำนวนมาก ประเด็นด้านวัฒนธรรมยังคงเป็นเรื่องไกลตัวอยู่เสมอ คำถามจึงผุดขึ้นในใจของกู่สูซวินว่า จะทำอย่างไรให้นโยบายวัฒนธรรมขยับเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น และจะทำอย่างไรให้แววตาของนักศึกษาเปล่งประกายด้วยความสนใจอีกครั้ง
กระทั่งปี 2019 กู่สูซวินได้รับเชิญจากศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ให้เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมเวิร์กช็อป นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ก้าวลงสู่ผืนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางบริบทที่ทรัพยากรด้านวัฒนธรรมมีอยู่อย่างจำกัด เธอกลับได้เห็นพลังของผู้สร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ ที่พยายามใช้ทุกวิถีทาง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างไม่ย่อท้อ กู่สูซวินกล่าวว่า ศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่เหล่านี้เปล่งประกายด้วยพลังชีวิตอย่างน่าทึ่ง และมอบแรงบันดาลใจให้ฉันอย่างมาก
ด้วยความประทับใจจากประสบการณ์ที่กรุงพนมเปญ มหาวิทยาลัย NPU ผลักดันภารกิจมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม (USR) จึงเปิดโอกาสให้กู่สูซวินพานักศึกษาออกไปเรียนรู้จากพื้นที่จริงในชุมชน เธอพานักศึกษาลงพื้นที่ในชุมชนฟางเหลียวเพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยทำงานร่วมกับเยาวชนในท้องถิ่น ทั้งการสำรวจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จัดเวทีเสวนาพลเมืองทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการจัดคอนเสิร์ตดนตรีของชุมชน กู่สูซวินเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า คอนเสิร์ตพลังชีวิตไม่สิ้นสุด ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปีที่สี่แล้ว และกลายเป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายุในชุมชนตั้งตารอทุกครั้ง
สิ่งที่น่ายินดียิ่งกว่านั้น คือบรรดานักศึกษาที่เคยเดินเข้าสู่ชุมชนไปพร้อมกับกู่สูซวินในวันนั้น วันนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการทำงานพัฒนาพื้นที่ โดยเข้าร่วมทำงานกับมูลนิธิ Lovely Taiwan Foundation องค์กรที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังร่วมกันจัดงาน Spring Tide Festival (春潮集) เพื่อส่งต่อพลังศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเขย่าและปลุกชีวิตของพื้นที่ให้ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจที่ก่อเกิดขึ้น ณ กรุงพนมเปญในวันนั้น MCH ทำให้ฉันได้มองเห็นพลังของศิลปะและวัฒนธรรม—สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างอยู่ที่ว่าเราจะเลือกจุดประกายมันอย่างไร กู่สูซวิน กล่าวทิ้งท้าย
เพื่อนของเพื่อน คือชื่อของนิทรรศการที่ MCH จัดขึ้นที่ Huashan 1914 Creative Park เมื่อปี ค.ศ. 2024 ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทอดภาพความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมที่ MCH และเครือข่ายศิลปะของไต้หวันได้สั่งสมร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี หลี่ฮุ่ยเจิน เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า คำว่า เพื่อนของเพื่อน ฟังดูเรียบง่ายธรรมดา หากแต่กลับสะท้อนความเป็นจริงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อผู้คนกลายเป็นเพื่อนกัน ความเข้าใจและความห่วงใยจะค่อย ๆ ก่อตัว จากนั้นจึงชวนกันต่อยอด แนะนำประเด็นที่สนใจให้แก่เพื่อนของเพื่อนต่อไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการสื่อสารที่เข้าถึงแก่นและขยายวงกว้างออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติและทรงพลังอย่างยิ่ง
Sean จากประเทศลาว เดินทางมาไต้หวันเป็นครั้งแรกตามคำเชิญของเวิร์กช็อปที่ มหาวิทยาลัย NTUST และยังนัดหมายกับหลี่ฮุ่ยเจินว่าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมงานเทศกาลศิลปะบนชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันในโอกาสถัดไป ขณะเดียวกัน เวลา อมตธรรมชาติ จากประเทศไทย ก็ยังคงศึกษางานของโรงเรียนชุมชนชนพื้นเมืองในไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่าจะค้นพบแนวทางการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของศูนย์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ที่อาศัยไต้หวันเป็นฐานในการถักทอเครือข่ายการแลกเปลี่ยนของผู้ทำงานศิลปวัฒนธรรมทั่วเอเชีย ขยายอิทธิพลของงานสร้างสรรค์ และจุดประกายการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่โลกซึ่งเติบโตไปพร้อมกันอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

กู่สูซวิน (แถวหน้า ลำดับที่ 2 จากขวา) พานักศึกษาไปที่ชุมชนฟางเหลียว พร้อมร่วมกันจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตพลังชีวิตไม่สิ้นสุด ซึ่งคอนเสิร์ตดังกล่าวได้กลายเป็นงานศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชน (ภาพโดย กู่สูซวิน)

โถงทางเดินของมหาวิทยาลัย NTUST ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ชั่วคราวของ
โรงภาพยนตร์ไม้หลังเล็ก ที่ฉายภาพยนตร์จากลุ่มน้ำโขง จุดประกายความสนใจ และความอยากรู้อยากเห็นของนักศึกษาต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



提供.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)

Mr. Hoang Nguyen and Ms. Ngo Tran Phuong Uyen).jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)

.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
-13a.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
-13c.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)