จากนักธุรกิจไต้หวันสู่นักสะสมของเก่า
เนื่องจากมีความเข้าใจในลักษณะอุปนิสัยของชาวเวียดนามอย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถปกครองคนด้วยหลักคุณธรรม แต่คนที่จะมีความเข้าใจในวัฒนธรรมเวียดนามจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ได้ดี เช่นเดียวกับสวี่ชั่นหวงนั้นหาได้ยากยิ่ง เราก้าวตามรอยเท้าของสวี่ชั่นหวง ขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินไปตามทางเดินที่ดูเหมือนหอจัดแสดงนิทรรศการที่มีงานศิลปะภาพวาดและภาพพู่กันตัวหนังสือจีน ประดับไว้เต็มห้อง สุดท้ายก็มาถึงห้องเล็ก ๆ บนชั้นดาดฟ้า มีป้ายขนาดใหญ่เขียนคำว่า “คลังวัฒนธรรมสวี่ชั่นหวง” แขวนอยู่บนผนังกำแพง
อีกหนึ่งบทบาทของคุณสวี่ชั่นหวงก็คือการเป็นนักสะสมโบราณวัตถุเวียดนาม เขาทุ่มเทให้กับการสะสมมานานกว่า 30 ปี มีทั้งพระราชโองการของกษัตริย์ หนังสือราชการ หนังสือโบราณ หมวกขุนนาง และตราประทับไว้ในครอบครอง จำนวนเกินกว่า 3,000 ชิ้น วัตถุสะสมล้ำค่ามหาศาลเหล่านี้ มีจำนวนมากกว่าที่หน่วยงานวิชาการระดับนานาชาติหลายแห่งเก็บสะสมไว้
จากนักธุรกิจไต้หวันผันแปรมาสู่การเป็นนักสะสมของโบราณ ที่ชอบสะสมวัตถุโบราณเวียดนามเป็นชีวิตจิตใจ เรื่องราวเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาไปประกอบธุรกิจที่เวียดนาม ในปี ค.ศ. 1985 เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มเดินหน้าสู่การเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ สวี่ชั่นหวงที่ประสบความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจในไต้หวัน เขานำเงินที่เหลือติดตัวเพียง 2,000 US$ เดินทางไปเวียดนามเพื่อหาโอกาสพลิกฟื้นฐานะของตัวเอง
เมื่อธุรกิจมีความมั่นคงมากขึ้น สวี่ชั่นหวงมีอาการคิดถึงบ้าน เพราะจากบ้านเกิดมานาน ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะหันกลับมาอ่านหนังสือเกี่ยวกับตัวอักษรจีนอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1995 ผมซื้อหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “Michuan Wanfa Guizong” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ “ลัทธิเต๋าโบราณ” จากร้านหนังสือเก่าบนถนนเหงียน ถิ มินห์ คาย (Nguyen Thi Minh Khai) ในไซง่อน (ชื่อเดิมคือ ตลาดเก่าโฮจิมินห์) ด้วยเงินราว 20,000 ดอง (ประมาณ 50 เหรียญไต้หวัน)
เวียดนามใช้ตัวอักษรจีนเป็นภาษาราชการมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงยุคที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จึงเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษรโรมัน ความบังเอิญแบบนี้กลับทำให้คนไต้หวันสามารถอ่านบันทึกพงศาวดารของเวียดนามได้
Nguyễn Phú Huy Quang เจ้าของบ้านที่สวี่ชั่นหวงเช่าอยู่ในตอนนั้น สังเกตเห็นว่าสวี่ชั่นหวงมีความสนใจและหลงใหลในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเวียดนามอย่างมาก จึงให้เขายืมหนังสือ 2 เล่ม เล่มหนึ่งคือ “The Tale of Kieu” วรรณกรรมคลาสสิคของเวียดนามและเป็นสมบัติของชาติ อีกเล่มหนึ่งคือ “ประวัติศาสตร์เวียดนามโดยสังเขป” (An Outline History of Vietnam) ขณะที่พลิกอ่านหนังสือ “ประวัติศาสตร์เวียดนามโดยสังเขป” Nguyễn Phú Huy Quang เล่าให้ฟังเกี่ยวกับภูมิหลังของครอบครัวของเขา ชายผู้นี้ที่เล่นบิลเลียดฝรั่งเศสกับคุณสวี่ชั่นหวงทุกวัน เป็นเพื่อนซี้นั่งกินหม้อไฟเครื่องในวัวในสวนที่บ้าน ความจริงแล้ว Nguyễn Phú Huy Quang เป็นลูกหลานของยุคปลายราชวงศ์เหงียนของเวียดนาม ปู่ทวดของเขาก็คือเจ้าชายเกื่อง เด๋ (Cuong De) นักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชของเวียดนาม ซึ่งเคยพำนักในไต้หวันเป็นเวลาสั้น ๆ เมื่อทราบความบังเอิญเช่นนี้ ก็เสมือนชะตาชีวิตเป็นผู้ชักนำ ดึงเขาเข้าไปสู่โลกแห่งประวัติศาสตร์เวียดนาม

อาเถามุมานะและไม่ย่อท้อ เธอใช้วัสดุอุปกรณ์ในการวาดภาพที่หลากหลาย ตั้งแต่การวาดภาพสีน้ำมันและพัฒนาไปสู่การวาดภาพบนผ้าไหมแบบเวียดนามดั้งเดิมที่มีความยากมากขึ้น