เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไช่จงเต๋อมองว่าปัญหาที่สะใภ้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ต้องเผชิญ ส่วนใหญ่เป็นเพราะทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว และตนเองไม่มีอิสรภาพทางการเงินเป็นหลัก แม่สามีส่วนใหญ่ต้องการให้พวกเธอหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมไต้หวันให้ได้โดยเร็ว มากกว่าที่จะทำความเข้าใจวัฒนธรรมบ้านเกิดของลูกสะใภ้ “เมื่อการทำงานหรือการเงินไม่สามารถมีอิสระได้ ยิ่งต้องแบ่งเวลาส่วนใหญ่ให้กับการดูแลครอบครัว แม้ว่าจะมีนโยบายผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ดีขึ้น แต่ “ศิลปะการแสดง” ก็ยังคงเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับพวกเขา”
ส่วนสถานการณ์ของแรงงานต่างชาติรุนแรงกว่า ไม่ว่าพวกเขาจะมาไต้หวันด้วยวีซ่าทำงานเหมือนกันหรือไม่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ความคิดและภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำของชาวไต้หวันที่มีต่อแรงงานต่างชาติมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากลักษณะงานของแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ใช่อาชีพที่ต้องใช้ทักษะ ลักษณะงานเป็นการใช้แรงงานเสียส่วนมาก แรงงานต่างชาติที่มาทำงานในไต้หวันจึงเป็นผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวซึ่งมีสมรรถภาพทางกายที่ดีที่สุด “พวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่นอกจากพวกเขาไม่มีเวลาหรือเงินมากนักแล้ว ยังถูกจำกัดสิทธิ์และได้รับอคติมากมาย รวมถึงทางด้านศาสนาด้วย” ไช่จงเต๋อกล่าวว่านโยบายในปัจจุบัน ไม่เพียงพอที่จะรองรับประชาชนกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนกว่า 710,000 คน
อู่เหวยจวิ้น (武維俊) หรือ Vu Duy Tuan นักดนตรีขลุ่ยชาวเวียดนาม มาอยู่ไต้หวันประมาณ 5 ปีแล้ว ยังพูดภาษาจีนไม่เก่งมากนัก เขาทำงานในอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม “แต่ในวันหยุด เราสามารถไปเจอเพื่อนได้” ตู้จินหยวน (杜金媛) หรือ Do Thi Kim Vien เป็นคู่หมั้นของอู่เหวยจวิ้น ทั้งคู่ทำงานกันคนละแห่ง การรวมตัวสังสรรค์ในกลุ่มชาวเวียดนามครั้งหนึ่งทำให้พวกเขาได้พบและทำความรู้จักกัน
ตู้จินหยวนมาอยู่ไต้หวันนานแล้ว เธอทำงานในภาคบริการอาหารและเครื่องดื่มวันละสองกะ การได้อยู่ร่วมกันกับชาวเวียดนามถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากสำหรับเธอ “พวกเราไม่ได้ทำงานอยู่เมืองเดียวกัน เมื่อคำนึงถึงปัจจัยเรื่องการเดินทางและการเงินแล้ว พวกเราส่วนใหญ่มักจะรวมตัวกันในสถานที่สาธารณะใกล้กับสถานีรถไฟ แต่พอผู้คนได้ยินพวกเราพูดคุย ร้องเพลง หรือเต้นรำ ก็จะมาขับไล่พวกเราออกไป"
เมื่อถูกขับไล่บ่อยๆ นานวันเข้าอู่เหวยจวิ้นซึ่งนัดพบปะสังสรรค์น้อยลงก็อดคิดถึงบ้านเกิดไม่ได้ เขาจึงเริ่มหันมาฟังเพลงเวียดนาม และคบหาสมาคมกับ sao meo ซึ่งเล่นขลุ่ยเวียดนาม “ตอนอยู่ที่เวียดนาม ผมไม่เคยเรียนขลุ่ยมาก่อนเลย และอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็นด้วย วันหนึ่งเห็นในยูทูปมีอาจารย์ชาวเวียดนามสอนเป่าขลุ่ยเวียดนาม ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งมาก” อู่เหวยจวิ้นจึงเหมือนได้รู้จักกับวัฒนธรรมประจำชาติของตนใหม่ เขาตั้งใจฝึกฝนอย่างมาก จนกระทั่งปัจจุบันนี้วงดนตรีขลุ่ยเวียดนามของพวกเขามีสมาชิกเกือบ 20 คน “แต่ปกติจะรวมตัวกันได้ 5-6 คน ก็ถือว่ายากแล้ว”
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
การศึกษาวิจัยของศ.ไช่จงเต๋อแสดงให้เห็นว่า ศิลปะการแสดงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตและจิตใจของชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้