บ่อน้ำพุร้อนเก่าแก่กว่าร้อยปี
แช่ออนเซ็นพร้อม อาบกลิ่นอายแห่ง ประวัติศาสตร์ที่เป่ยโถว
เนื้อเรื่อง‧เฉินฉวินฟาง ภาพ‧หลินเก๋อลี่ แปล‧ ธีระ หยาง
กุมภาพันธ์ 2026
เป่ยโถว เป็นพื้นที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนหลากหลายชนิดและยังพบบ่อน้ำพุร้อนเรเดียมซัลเฟอร์ ซึ่งมีเพียงหนึ่งในสองแห่งของโลกเท่านั้น วัฒนธรรมที่เกิดจากการอาบน้ำพุร้อน เช่น การแสดงดนตรีแนวนาคาชิ (วงดนตรีเดินสายสไตล์ญี่ปุ่นผสมไต้หวัน) และอาหารเหลา ได้เพิ่มเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ทำให้ย่านนี้เต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต
หุบเขาตี้เร่อกู่ มีหมอกควันลอยฟุ้งตลอดทั้งปี ทำให้สามารถชมทัศนียภาพอันงดงามของหยกน้ำค้างกำมะถันได้
ระวัง! น้ำพุร้อนของที่นี่มีเรเดียม
หลินจื้อไห่ (林智海) นักเล่าเรื่องแห่งเป่ยโถว พาเราเดินเท้าช้า ๆ ขึ้นเนินไปตามแนวลำธารเป่ยโถว สองข้างทางมีร่องน้ำ เล็ก ๆ ที่มีกระแสน้ำร้อนเดือดปุด ๆ พร้อมไอน้ำลอยขึ้นมา หลินจื้อไห่บอกกับเราว่า ที่เห็นอยู่ทั้งหมดนี้คือน้ำพุร้อน แต่เป็นน้ำพุร้อนที่เดือดพล่านจึงไม่สามารถสัมผัสได้ เดินตามไอร้อนของน้ำพุร้อนจนมาถึงหุบเขาตี้เร่อกู่ หรือ Thermal Valley ด้านหน้ามีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับแช่มือเพื่อใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยบ่อน้ำพุมีรูปร่างเหมือนเกาะไต้หวัน หลินจื้อไห่บอกว่า น้ำพุร้อนนี้มาจากตี้เร่อกู่ มีลักษณะใสอมเขียว เรียกกันว่า ชิงหวงเฉวียน (青磺泉) หรือ บ่อน้ำพุร้อนกำมะถันเขียว น้ำชนิดนี้มีค่า pH อยู่ระหว่าง 1–2 ซึ่งมีความเป็นกรดแรงมาก เขากล่าวต่อว่า ค่าความเป็นกรดนี้เทียบได้กับกรดซัลฟิวริกเลยทีเดียว... พอได้ยินดังนั้น พวกเราก็รีบชักมือกลับด้วยความตกใจ แต่หลินจื้อไห่รีบอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ว่ามันเป็นกรดแรง แต่ไม่กัดกร่อนเหมือนกรดกำมะถันหรือกรดเกลือ หลังแช่น้ำพุร้อนแล้วล้างตัวด้วยน้ำสะอาดโดยไม่ต้องใช้สบู่ ปลอดภัยแน่นอน
น้ำพุร้อนชิงหวงเฉวียนของเป่ยโถวยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า น้ำพุร้อนเรเดียม (鐳泉) เนื่องจากมีองค์ประกอบสารกัมมันตรังสีเรเดียม จากการวิจัยทางการแพทย์ของญี่ปุ่นพบว่า น้ำพุร้อนที่มีคุณสมบัติของกัมมันตรังสีนี้ มีประสิทธิภาพในการบรรเทาความเหนื่อยล้าและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก หลินจื้อไห่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า น้ำพุร้อนหายากเช่นนี้ ในโลกนี้มีอยู่เพียงที่บ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถวของไต้หวัน และน้ำพุร้อน
ทามากาวะ (玉川溫泉) ของญี่ปุ่นเท่านั้น
หุบเขาตี้เร่อกู่ จะมีหมอกควันลอยฟุ้งตลอดทั้งปี เมื่อเดินเข้าไปใกล้จะสัมผัสได้ถึงไอร้อน บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้มีพื้นที่ 2,800 ตารางเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำสูงกว่า 70°C และบางจุดสูงถึง 90–100°C ผิวน้ำสามารถมองเห็นฟองอากาศเดือดพล่าน ซึ่งตรงกับจินตนาการของผู้คนเกี่ยวกับนรกที่เต็มไปด้วยน้ำเดือดในตำนานทางพุทธศาสนา จึงไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน สถานที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่าตี้เร่อกู่
(地獄谷) ที่หมายถึงหุบเขานรก
ลำธารเป่ยโถว มีระดับความสูงต่ำแตกต่างกัน จึงก่อตัวเป็นน้ำตกเล็ก ๆ โดยเรียงลำดับจากบริเวณปลายน้ำไปยังต้นน้ำเป็น น้ำตกชั้นที่หนึ่ง น้ำตกชั้นที่สอง ไปจนถึง น้ำตกชั้นที่ห้า
ดินแดนที่เหล่าเซียนโปรดปราน
เป่ยโถว ตั้งอยู่ท่ามกลางแนวเทือกเขาต้าถุน ที่โอบล้อมราวกับอ้อมแขนของเทพเจ้าผู้คุ้มครอง อีกทั้งยังมีพลังงานความร้อนจากใต้พิภพที่ทำให้เกิดหมอกไออุ่นลอยคลุ้งอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีฝนโปรยบางเบา บรรยากาศทั้งเมืองยิ่งชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์ ราวกับมีหมอผีโบราณกำลังร่ายมนตร์อยู่กลางหุบเขา ในอดีตกาล ชาวพื้นเมืองเผ่าเคตากาลัน (Ketagalan) ซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ที่นี่มาแต่เดิม ได้เรียกดินแดนแห่งนี้ว่า patauw ซึ่งมีความหมายว่า ดินแดนแห่งเวทมนตร์ และ คำ ๆ นี้นี่เอง ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นที่มาของชื่อเป่ยโถวด้วย และทำให้พื้นที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยพลังลึกลับและกลิ่นอายของเหล่าเซียน
เป่ยโถว ที่ถือเป็นดินแดนแห่งเซียน ไม่ใช่แค่การกล่าวอ้างที่ไร้สาระ ทรัพยากรน้ำพุร้อนที่อุดมสมบูรณ์ของเป่ยโถว ถือเป็นของขวัญจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่นี่มีน้ำพุร้อนหลากหลายชนิด เช่น บ่อน้ำพุร้อนชิงหวง (น้ำพุร้อนกำมะถันเขียว) จากหุบเขาตี้เร่อกู่ บ่อน้ำพุร้อนไป๋หวง (น้ำพุร้อนกำมะถันขาว) บ่อน้ำพุร้อนเถี่ยหวง (น้ำพุร้อนกำมะถันเหล็ก) บ่อน้ำพุโคลนร้อน เป่ยโถวจึงถือเป็นสถานที่หนึ่งในไม่กี่แห่งในโลก ที่มีบ่อน้ำพุร้อนหลายแบบรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อีกทั้งยังมีของขวัญจากธรรมชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำพุร้อนเท่านั้น ราวกับได้รับการอวยพรจากเหล่าเซียน เพราะเป่ยโถวอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติอีกหลายชนิด เช่น กกสามเหลี่ยม หินฉีหลี่อั้น ดินขาว กำมะถัน และจนถึงทุกวันนี้เรายังสามารถพบเห็นหินฉีลี่อั้นที่เคยถูกใช้ในการก่อสร้างกำแพงเมืองในสมัยก่อน ปรากฏอยู่ในสวนสาธารณะเป่ยโถวด้วย
น้ำพุร้อนชิงหวงเฉวียน (กำมะถันเขียว) ที่ไหลออกมาจากหุบเขาตี้เร่อกู่ มีน้ำใสสะอาดและมีสีเขียวเล็กน้อย เป็นน้ำพุร้อนกำมะถันเขียวที่มีธาตุ เรเดียมผสมอยู่ และมีเพียงสองแห่งในโลกเท่านั้น

บริเวณน้ำตกชั้นที่หนึ่งของลำธารน้ำพุร้อนเป่ยโถว เป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมน้ำพุร้อนของไต้หวัน และยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาถ่ายรูปเป็นอย่างมากในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน (ภาพจาก หยางเยี่ย)
ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเมืองแห่งน้ำพุร้อน
ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เป่ยโถว ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ผสมผสานการท่องเที่ยวและความบันเทิงมาตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลายเป็นสถานที่สำหรับการสังสรรค์ของประชาชนทั่วไป หยางเยี่ย (楊燁) นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและผู้ทำงานด้านวัฒนธรรมของเป่ยโถว กล่าวว่าอาหารของเป่ยโถวขึ้นชื่อในเรื่องความหรูหราอลังการ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองโรงแรมที่มีบ่อน้ำพุร้อนหลายแห่งในเป่ยโถว แท้จริงแล้วเป็นสาขาของภัตตาคารในไทเป พ่อครัวจึงมีการหมุนเวียนกันไปมา ซึ่งทุกคนต่างมีฝีมือที่ยอดเยี่ยม การเลี้ยงรับรองของที่นี่ต้องมีพิธีรีตองใหญ่โต อาหารจึงต้องจัดเต็ม และเพื่อรองรับการดื่มสุรา รสชาติของอาหารจึงค่อนข้างจัดจ้าน เมนูที่หรูหราและอร่อย เช่น พระกระโดดกำแพง กุ้งปลาคาร์ฟ (กุ้งทอดที่ถูกตกแต่งให้มีรูปร่างคล้ายปลาคาร์ฟ) และปูตะขาบสีรุ้ง (เมนูปูที่นำมาเรียงกันจนดูคล้ายตะขาบ) ต่างก็กลายมาเป็นอาหารที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของเป่ยโถว
ในการสังสรรค์ทางสังคมและการพบปะต่าง ๆ ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งความบันเทิงเพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนาน ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมนาคาชิของเป่ยโถวจึงได้ถือกำเนิดขึ้น คำว่า นาคาชิ หมายถึง รูปแบบการแสดงดนตรี ซึ่งมีทั้งนักร้อง นักดนตรี ที่เดินทางตระเวนแสดงและหารายได้จากการร้องเพลง โดยในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ที่พักและโรงแรมส่วนใหญ่มีการแสดงของเกอิชา แต่หลังสงครามโลก รูปแบบการบรรเลงดนตรีประกอบได้เปลี่ยนไป เมื่อมีการนำเครื่องดนตรีตะวันตก เช่น หีบเพลง แซ็กโซโฟน เบส และกีตาร์ เข้ามาใช้
หยางเยี่ย ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์นักดนตรีนาคาชิอาวุโส และยังได้รวบรวมสมุดเพลงนาคาชิเล่มเล็ก ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งบันทึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตของเป่ยโถว ที่แม้จะมีวงนาคาชิมากกว่า 100 วง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการให้บริการ หยางเยี่ยเล่าพร้อมหัวเราะว่า นักดนตรีนาคาชิต่างก็มีฝีมือยอดเยี่ยม แม้จะเป็นเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ขอเพียงแค่ลูกค้าฮัมเพลงออกมาสองสามประโยค พวกเขาก็สามารถบรรเลงดนตรีประกอบได้ทันที
แม้ว่าวัฒนธรรมนาคาชิของเป่ยโถวจะค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงหลังจากการเกิดขึ้นของเหล่า KTV และคาราโอเกะ แต่ทว่า ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอีกอย่างของเป่ยโถว นั่นคือ บริการรับส่งด่วนด้วยรถจักรยานยนต์ ซึ่งได้รับความนิยมในแถบนี้ก่อนการถือกำเนิดของบริการส่งอาหารสมัยใหม่หลายสิบปี ยังคงมีการให้บริการต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพื้นที่ของซินเป่ยโถว มีลักษณะเป็นเนินสูงต่ำและมีซอยแคบ ๆ การใช้รถจักรยานยนต์จึงมีความคล่องตัวสูง ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นบริการรับส่งด้วยรถจักรยานยนต์อันถือเป็นเอกลักษณ์ของคนแถบนี้ขึ้น ในยุคแรก การให้บริการส่วนใหญ่จะเป็นการรับส่งพนักงานโรงแรม และยังรับทำธุระตามที่ลูกค้าฝาก เช่น ช่วยซื้ออาหารอร่อย ๆ ของเป่ยโถว หรือแม้กระทั่งช่วยจ่ายค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งมีบริการที่หลากหลายมาก ปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์รับจ้างเหล่านี้ยังคงเป็นผู้ช่วยที่ดีของบรรดาคุณแม่และคุณป้าในแถบเป่ยโถว ในการซื้อผักหรือหิ้วของหนัก เพียงโทรศัพท์ไปที่ศูนย์บริการ มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็จะมารับคนไปส่งถึงบ้านเลย
เรื่องราวอันน่าหลงใหลของเป่ยโถว ทำให้ หยางเยี่ย ทุ่มเททั้งชีวิตในการรวบรวมวัตถุโบราณ รวมทั้งศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเป่ยโถว
พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว เคยเป็นโรงอาบน้ำสาธารณะเป่ยโถวในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน อาคารสองชั้นแบบผสมผสานญี่ปุ่น-ตะวันตก ถูกออกแบบโดย มัตสึโนะสุเกะ โมริยามะ และเคยเป็นโรงอาบน้ำสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก
ห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ภายในพิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว ออกแบบให้มีการใช้เสาแบบโรมัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าสง่างาม
ภาพเก่าเล่าเรื่องเป่ยโถว
เขตซินเป่ยโถวมีชื่อเสียงด้านน้ำพุร้อน อีกทั้งยังมีเส้นทางเดินเขามากมาย ประกอบกับการเดินทางที่สะดวกสบาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมตั้งแต่สมัยที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ปัจจุบันนักท่องเที่ยวบนท้องถนนเกือบครึ่งหนึ่งมาจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความสงสัยว่า การท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนของเป่ยโถวมีการพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร?
หยางเยี่ย ซึ่งชื่นชอบการรวบรวมภาพถ่ายเก่า ๆ และวัตถุ โบราณของเป่ยโถว ได้เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า ก่อนที่จะมีการพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถว ในศตวรรษที่ 17 เป่ยโถวเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากอุตสาหกรรมการทำเหมืองกำมะถัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ในปี ค.ศ. 1893 ริชาร์ด นิโคเลาส์ ออลี (Richard Nikolaus Ohly) พ่อค้ากำมะถันชาวเยอรมัน ได้ค้นพบบ่อ น้ำพุร้อนในเป่ยโถว และกลายเป็นบุคคลแรกที่มีการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า ได้อาบน้ำพุร้อนที่เป่ยโถว
ออลี ซึ่งทราบถึงสรรพคุณในการรักษาของน้ำพุร้อนเป็นอย่างดี ได้ก่อตั้งสโมสรน้ำพุร้อนขึ้นที่เฟิงจื่อผู่ (ปัจจุบันคือบริเวณถนนซินหมิน) แต่ภายในไม่มีห้องอาบน้ำพุร้อน จึงต้องไปแช่น้ำพุร้อนในลำธารตามธรรมชาติที่ลำธารเป่ยโถว 2 ปีต่อมา ญี่ปุ่นได้เข้าครอบครองไต้หวันตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ออลี จึงเชิญเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นไปที่สโมสรของเขา นายทหารญี่ปุ่นที่ได้สัมผัสถึงสรรพคุณในการรักษาของน้ำพุร้อน จึงได้เลือกเป่ยโถวเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างโรงพยาบาลทหาร
ในบรรดาชาวญี่ปุ่นที่ออลีให้การต้อนรับนั้น คาเมทาโร มัตสึโมโตะ (松本龜太) ซึ่งทำงานในสำนักงานบริหารราชการทหาร ก็หลงรักบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถวขึ้นมาทันที และได้วางแผนเปิดกิจการโรงแรมสำหรับอาบน้ำพุร้อนขึ้นอย่างลับ ๆ โดยมัตสึโมโตะได้ซื้อที่ดินและจัดการวางท่อส่งน้ำพุร้อนขึ้น ก่อนที่ในปี 1896 เขาได้ลาออกจากราชการและก่อตั้งโรงแรมน้ำพุร้อนชื่อ โชโตเอน (松濤園) ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมน้ำพุร้อนแห่งแรกในเขตเป่ยโถว ในปีเดียวกันนั้น โรงแรมอื่น ๆ เช่น โฮเอน (保養園) และชิงเฉวียนก่วน (清泉館) ก็เปิดให้บริการตามมา ถือเป็นการเปิดฉากการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถวขึ้นอย่างเป็นทางการ ต่อมา ไดคิจิ อิมูระ (井村大吉) ข้าหลวงญี่ปุ่นประจำเขตไทเป ได้ปรับปรุงสวนสาธารณะเป่ยโถวและก่อสร้างระบบท่อน้ำประปา รวมถึงสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะเป่ยโถว ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและตะวันตกของโรงอาบน้ำสองชั้น หรือน้ำพุสไตล์ยุโรปในสวนสาธารณะ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในยุคนั้น หลังจากนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้เปิดเส้นทางรถไฟสายย่อย ซึ่งแยกออกมาจากทางรถไฟสายตั้นสุ่ยไปยังโรงอาบน้ำ คือ สถานีซินเป่ยโถว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนก็เดินทางมาแช่น้ำพุร้อนในเป่ยโถวได้สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้เป่ยโถวถูกแบ่งออกเป็นเขตเก่าและเขตใหม่ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นรากฐานแห่งความรุ่งเรืองของบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถว
หลินจื้อไห่ ก่อตั้งกลุ่มนักเล่าเรื่องเป่ยโถว โดยใช้การนำเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้รู้จักบ้านเกิดอันงดงามของเขา
วิถีชีวิตรอบพิพิธภัณฑ์เป่ยโถว
รากฐานที่คนรุ่นก่อนได้วางเอาไว้ ประกอบกับชาวเป่ยโถวรุ่นใหม่มีความตระหนักรู้อย่างแรงกล้าในการพัฒนาชุมชน ต่างก็อุทิศตนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเกิดด้วยเช่นกัน
สถานีซินเป่ยโถว เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถว ถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1988 เนื่องจากการยกเลิกเส้นทางรถไฟสายตั้นสุ่ยของการรถไฟไต้หวัน โดยอาคารสถานีทั้งหมดถูกเอกชนนำไปเก็บรักษาไว้ที่ หมู่บ้านวัฒนธรรมพื้นเมืองไต้หวัน (台灣民俗村) ในเมืองจางฮั่ว ด้วยความตระหนักในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้น หลังจากความพยายามของเหล่านักวิชาการ ชาวบ้าน และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในที่สุด ในปี 2013 ก็มีข่าวดีว่าสถานีซินเป่ยโถวจะได้กลับมายังบ้านเกิด ซึ่งหลังจากการซ่อมแซมและประกอบขึ้นใหม่ ในปี 2017 ตัวอาคารสถานีก็กลับมาตั้งอยู่อย่างสง่างามอีกครั้ง ด้วยโครงสร้างไม้ หลังคาแผ่นทองแดง และหน้าต่างบนหลังคา ทำให้สถานีซินเป่ยโถว กลายเป็นอาคารสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวของเส้นทางรถไฟสายตั้นสุ่ยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และเป็นประจักษ์พยานถึงประวัติศาสตร์ของการเดินรถไฟที่มีอายุยาวนานนับร้อยปี
โรงอาบน้ำสาธารณะเป่ยโถวก็ต้องเผชิญชะตากรรมการถูกรื้อถอนเช่นกัน หลินจื้อไห่ (林智海) กล่าวว่า ในช่วงหลังสงครามโลก อาคารโรงอาบน้ำสาธารณะเป่ยโถวเคยถูกใช้เป็นศูนย์บริการประชาชน สถานีตำรวจ หรือแม้กระทั่งสถานที่จัดงานเลี้ยงแต่งงาน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นอาคารร้าง ตอนเด็ก ๆ พวกเราเรียกมันว่าบ้านผีสิง โชคดีที่ประเด็นเรื่องการก่อสร้างรถกระเช้าเป่ยโถวได้กระตุ้นจิตสำนึกของคนในพื้นที่ ทำให้ในที่สุดโรงอาบน้ำสาธารณะเป่ยโถวถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและได้รับการอนุรักษ์ไว้ จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว อาคารสไตล์ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและตะวันตกนี้ ถูกสร้างขึ้นโดย มัตสึโนะสุเกะ โมริยามะ (森山松之助) สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ที่ชั้นสองมีห้องโถงซึ่งปูด้วยเสื่อทาทามิ สำหรับให้ผู้คนใช้ในการพักผ่อนหลังการอาบน้ำพุร้อน และหอชมวิวด้านข้างสามารถมองเห็นทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกที่ภูเขากวนอิน ส่วนห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่ชั้นหนึ่งใช้สไตล์เสาแบบโรมัน ผนังระเบียงด้านนอกประดับด้วยกระจกสี เมื่อแสงแดดส่องกระทบภายใน โรงอาบน้ำ สีสันของกระจกจะสะท้อนแสงเข้าไปในพื้นที่ที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ ทำให้การอาบน้ำในนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ เหนือจริงในทันที
แม้ว่าปัจจุบันห้องอาบน้ำจะไม่ได้ใช้สำหรับแช่น้ำพุร้อนอีกต่อไป แต่ผู้คนก็สามารถมาเรียนรู้การพัฒนาของบ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถวจากที่นี่ได้ และยังสามารถชมหินเป่ยโถว (Hokutolite) ซึ่งเป็นแร่ธาตุหายากที่เกิดขึ้นจากลำธารเป่ยโถว มีคุณสมบัติเป็นสารกัมมันตรังสี และเป็นแร่ธาตุเพียงชนิดเดียวที่เป็นที่ยอมรับในวงการธรณีวิทยาระดับนานาชาติที่ถูกตั้งชื่อตามของชื่อสถานที่ในไต้หวัน
ในฐานะที่เป็นลูกหลานเป่ยโถว หลินจื้อไห่เล่าว่าสมัยเด็กจะมีคุณลุงคุณป้ามาเล่าเรื่องราวของเป่ยโถวที่โรงเรียน ซึ่งทำให้เขารู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดและตัดสินใจที่จะอยู่ใน เป่ยโถวเพื่อใช้การนำเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นช่องทางที่จะให้ผู้คนได้รู้จักบ้านเกิดของเขามากขึ้น หยางเยี่ย ซึ่งเติบโตขึ้นในแถบเป่ยโถว ก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเป่ยโถว จนถึงขั้นยอมทุ่มเงิน 20,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อประมูลโปสต์การ์ดเพียงใบเดียวจากเว็บไซต์ประมูลของญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าตัวตัดสินใจแล้วว่า การวิจัยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเป่ยโถว เป็นงานที่เขาตั้งใจจะทำไปตลอดชีวิต
หลังจากแช่น้ำพุร้อนเสร็จแล้ว ร่างกายจะรู้สึกสบายและทำให้เกิดความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม เช่นเดียวกับเรื่องราวของเป่ยโถวที่มีเสน่ห์และน่าค้นหาไม่แพ้กัน ขอเชิญชวนให้ทุกท่านมาเยี่ยมชมด้วยตนเอง พร้อมเขียนเรื่องราวใหม่ระหว่างคุณกับเป่ยโถว
บ่ออาบน้ำพุร้อนกลางแจ้งในสวนสาธารณะเป่ยโถว ใช้น้ำพุร้อนจากหุบเขาตี้เร่อกู่ ซึ่งสามารถเพลิดเพลินกับการแช่น้ำพุร้อนกำมะถันเขียว เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจได้ที่นี่
สถานีซินเป่ยโถว ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้หลังจากผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย เป็นอาคารสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวของเส้นทางรถไฟสายตั้นสุ่ยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ถือเป็นประจักษ์พยานถึงประวัติศาสตร์ของเส้นทางรถไฟที่มีอายุยาวนานนับร้อยปี