ความหวานที่สืบทอดต่อกันมานานกว่าร้อยปี
เพื่อเรียนรู้กรรมวิธีในการแปรรูปฟักให้กลายเป็นเครื่องดื่ม เราได้เดินทางมายังโรงงานของบริษัทอี้ฟง (義豐) ซึ่งเป็นโรงงานเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ในนครไถหนาน โรงงานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของคุณหลินเคอเลี่ย (林科烈) ทายาทรุ่นที่ 4
สิ่งที่ทำให้น้ำฟักอัดก้อนของอี้ฟง แตกต่างจากน้ำฟักอัดก้อนทั่วไปที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดนั้น คือการไม่เติมสารแต่งกลิ่น การจะทำให้วัตถุดิบหลักอย่างฟัก น้ำตาลทรายและน้ำ ส่งกลิ่นหอมชวนดื่มได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยทักษะและความชำนาญขั้นสูง ปัจจุบัน อี้ฟง ยังคงใช้กรรมวิธีโบราณที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเริ่มจากการคั้นน้ำฟัก จากนั้น เติมน้ำตาลทรายที่ผ่านการคัดสรรพิเศษลงไป เสร็จแล้วนำไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ ในถังไม้ขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ฮิโนกิและเหล็กหล่อ ในระหว่างนั้นต้องคอยใช้ทัพพีด้ามยาวคนจนกว่าน้ำตาลทรายจะละลายจนหมด ร่องรอยต่าง ๆ ที่อยู่บนหม้อ แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันที่มีมาอย่างยาวนาน โดยปกติแล้วการเคี่ยวน้ำฟักแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คุณหลินเคอเลี่ยต้องคอยดูแลมันประหนึ่งพ่อประคบประหงมลูก ไม่ว่าจะเป็นการคนส่วนผสมอยู่ตลอดเวลา คอยสังเกตความหนืด ระวังไม่ให้ส่วนผสมไหม้ รวมถึงต้องคอยปรับอุณหภูมิ ตลอดจนระยะเวลาที่ใช้ในการเคี่ยวด้วย
แม้กรรมวิธีในการทำน้ำฟักเข้มข้น (Winter Melon Syrup) อาจดูเหมือนจะไม่ยากเท่าใดนัก แต่อันที่จริงแล้ว ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ และทักษะความชำนาญด้วยกันทั้งสิ้น เช่น ในกระบวนการคัดสรรวัตถุดิบ อี้ฟงจะเลือกเฉพาะฟักลูกโตที่ปลูกในไต้หวัน โดยแต่ละลูกจะต้องมีน้ำหนักมากกว่า 30 ชั่งไต้หวัน (1 ชั่งไต้หวันเท่ากับประมาณ 600 กรัม) คุณหลินเคอเลี่ยอธิบายว่า ฟักลูกโตจะมีเนื้อที่ค่อนข้างหนา ซึ่งเมื่อนำไปเคี่ยวจะให้กลิ่นฟักที่ชัดเจน
ฟักที่หั่นเป็นชิ้นจะถูกนำไปแช่ในน้ำปูนใสเป็นเวลา 1 วัน ก่อนจะนำไปล้างทำความสะอาด และนำไปคั้นน้ำ ซึ่งกระบวนการแช่น้ำปูนใสนี้มีส่วนสำคัญ เนื่องจากความเป็นด่างของน้ำปูนใส จะช่วยให้โปรตีนแตกตัวกลายเป็นกรดอะมิโน และเมื่อนำน้ำฟักไปเคี่ยวกับน้ำตาลในอุณหภูมิสูง กรดอะมิโนและน้ำตาลจะทำปฏิกิริยากัน เกิดเป็นปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางเคมี ที่ทำให้น้ำฟักมีรสชาติน่าหลงใหลและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เมื่อได้กลิ่นน้ำฟักที่หอมอบอวลไปทั่วห้อง พวกเราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า น้ำฟักเข้มข้นนี้ต้องใช้เวลาเคี่ยวนานเท่าไหร่กัน คุณหลินเคอเลี่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า นานเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน คุณหลินอวี้หลุน (林昱倫) ผู้เป็นลูกสาวบอกกับเราว่า ในอดีตพวกเขาจะทดสอบโดยการบีบส่วนผสมที่เคี่ยวจนเหนียว “เมื่อบีบก็จะทราบถึงระดับความแข็งตัวของมัน จากนั้นเราจะปรับเวลาและอุณหภูมิตามความเหมาะสม” หลังจากที่เคี่ยวส่วนผสมจนได้ที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะนำส่วนผสมประมาณ 1 หยิบมือ จุ่มลงในชามที่บรรจุน้ำเย็น หากบีบแล้วมีลักษณะเหนียวคล้ายน้ำตาลมอลต์ก็เป็นอันว่าใช้ได้ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ถึงจุดศูนย์กลางของส่วนผสม แต่คุณหลินเคอเลี่ยยังคงเลือกใช้วิธีการดั้งเดิม เพื่อให้แน่ใจว่ามีความเหนียวตามต้องการ
ส่วนผสมที่เคี่ยวจนได้ที่และยกลงจากเตาแล้ว จะถูกนำไปเทลงในแม่พิมพ์ จากนั้น ต้องคนและเกลี่ยให้เรียบเสมอกันทันที คุณหลินอวี้หลุนอธิบายให้ฟังว่า หากไม่รีบคนโดยทันที ส่วนผสมก็จะคงสภาพเป็นน้ำเชื่อม ไม่เกิดการตกผลึก หลังจากที่ขึ้นรูปแล้ว จะนำไปตัดเป็นชิ้นส่วนที่มีขนาดตามต้องการ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำออกจากแม่พิมพ์ เท่านี้ก็จะได้น้ำฟักอัดก้อนที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ในช่วงที่คุณหลินซงซาน (林嵩山) ทายาทรุ่นที่ 3 ของอี้ฟง ส่งต่อธุรกิจไปยังลูกชาย หลายอุตสาหกรรมดั้งเดิมต่างทยอยล่มสลาย ในทางกลับกันบริษัทอี้ฟง กลับแตกกิ่งก้านสาขามากมาย จนปัจจุบันสามารถแผ่ขยายธุรกิจจนครอบคลุมทั่วไต้หวัน คุณหลินเคอเลี่ยได้รับภารกิจสำคัญในการรับช่วงธุรกิจของบรรพบุรุษ ทุกวันเขาจะคอยเฝ้ากำกับดูแลการผลิตอย่างไม่ละสายตา นอกจากนี้ เขายังมีภารกิจถ่ายทอดกรรมวิธีดั้งเดิมของบรรพบุรุษไปยังหลินอวี้หลุน รวมถึงหลินอวี๋ซุ่น (林于舜) ผู้เป็นหลานชายด้วย เมื่อถามหลินเคอเลี่ยว่า ทำไมถึงไม่เปิดร้านเครื่องดื่มที่ได้กำไรสูง เหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ หลินเคอเลี่ยยิ้มและตอบอย่างเขิน ๆ ว่า “ไม่สำคัญหรอกว่ากำไรจะเยอะหรือน้อย ขอแค่มีคนสานต่อธุรกิจของครอบครัว ดูแลลูกค้าคนสำคัญให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

คุณเจิงผิ่นชาง (曾品滄) ผู้ศึกษาวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นมาอย่างยาวนานเชื่อว่า แผงขายเครื่องดื่มริมถนน สามารถสะท้อนวิถีชีวิตของชาวไต้หวันได้เป็นอย่างดี

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่าร้อยปี อี้ฟงสามารถผสมผสานวัตถุดิบหลัก อย่างฟักและน้ำตาลทราย ให้กลายเป็นน้ำฟักอัดก้อนรสชาติหวานหอมได้อย่างกลมกลืน