อาหารเช้าแสนเรียบง่ายใต้ต้นไม้ใหญ่
หัวไชเท้าถือเป็นพืชในช่วงฤดูหนาว โดยสมัยที่ยังไม่มีการปลูกผักในที่อากาศเย็นจัด ขนมผักกาดจึงเป็นรสชาติที่มีเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเพาะปลูกสมัยใหม่ และการปรับปรุงสายพันธุ์ จึงทำให้มีหัวไชเท้ารับประทานในช่วงฤดูร้อน จนปัจจุบันนี้ ในไต้หวันล้วนสามารถรับประทานขนมผักกาดได้ทั้งสี่ฤดูตลอดปี ที่ตำบลโต่วหลิ่ว เมืองหยุนหลิน มีร้านชื่อว่า อาหนิวไชเถ่าก้วย (Ah Niu’s Radish Cake) ที่สืบทอดกิจการมาถึงรุ่นที่สองแล้ว ทางร้านฯ ใช้ข้าวพันธุ์ไจ้ไหลที่เพาะปลูกเอง ในทุกวันเมื่อฟ้าสาง เตาทอดใต้ต้นไม้ใหญ่ก็จะเริ่มส่งเสียงฉ่า ๆ ขนมผักกาดแต่ละชิ้นล้วนถูกเถ้าแก่เจ้าของร้าน คุณไล่กั๋วเจิ้ง (賴國正) ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ขณะที่เถ้าแก่เนี้ย คุณเซี่ยเพ่ยจวิน (謝佩君) ก็อยู่ข้าง ๆ ทำการตักน้ำจิ้มใส่ลงในกล่อง โดยขนมผักกาดที่กรอบจนหอม แล้วราดด้วยน้ำจิ้มสูตรโฮมเมดที่ทำจากข้าว เมื่อเสิร์ฟคู่กับซุปเลือดหมูหรือซุปมิโซะรวมมิตร ก็จะกลายเป็นอาหารเช้าที่ทำให้ผู้คนรู้สึกมีชีวิตชีวา
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขายอาหารเช้า คุณไล่กั๋วเจิ้งจึงต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งทุกวัน ซึ่งนอกจากเตรียมตั้งเตาเปิดร้านแล้ว ก็ยังต้องจัดเตรียมส่วนผสมก่อนทำการนึ่งขนมหัวผักกาด โดยจะต้องปอกเปลือก ขูดหัวไชเท้า คั้นน้ำข้าวให้เรียบร้อย จนกระทั่ง 11 โมงจึงค่อยเก็บร้าน โดยจะทำการนึ่งไว้ตลอดทั้งบ่าย พอตกเย็นขนมหัวผักกาดที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็จะถูกทิ้งไว้ให้เย็นอีกหนึ่งคืน เพื่อให้ขนมหัวผักกาดโดนลมธรรมชาติพัดจนแห้ง จึงจะพร้อมรับประทานสำหรับตอนเช้าของวันถัดไป
คุณไล่กั๋วเจิ้งยืนหยัดที่จะเลือกใช้หัวไชเท้าที่ปลูกในท้องถิ่น โดยคุณไล่ฯ ยิ้มแล้วพูดว่า หัวไชเท้ายิ่งเผ็ดร้อนยิ่งมีรสชาติ เพราะหลังจากนำไปต้ม เพื่อขจัดกลิ่นเหม็นเขียวแล้ว ก็จะได้รสหวานกลับคืนมา ร้านอาหนิวไชเถ่าก้วยยังยืนหยัดที่จะใช้ข้าวที่ปลูกเอง มาทำขนมหัวผักกาด คุณไล่เจิงเหมยเยี่ย (賴曾梅葉) แม่ของเถ้าแก่ที่ออกไปสำรวจทุ่งนาในตอนเช้าทุกวัน กล่าวว่า ต้องปลูกเองจึงจะรู้ว่าคุณภาพดีหรือไม่ดี โดยนอกจากจะใช้ข้าวแท้ ๆ มาทำเป็นขนมหัวผักกาดแล้ว ทัศนคติที่ยึดมั่นในเรื่องความพิถีพิถัน ก็ทำให้แม้แต่น้ำจิ้มก็ยังทำจากข้าวล้วน ๆ โดยไม่มีการผสมแป้งใด ๆ ลงไป จึงไม่แปลกใจที่เมื่อรับประทานแล้ว จะเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของข้าว
คุณไล่เจิงเหมยเยี่ยที่มีอายุเกือบ 80 ปีแล้ว เผยให้เห็นรอยแผลเป็น ทั้งตื้นและลึกบนมือของเธอ พร้อมเล่าว่า ในสมัยก่อน ต้องใช้ฟืนนึ่งขนมไชเถ่าก้วย เธอจึงเคยเผลอโดนเลื่อยไฟฟ้าบาดขณะผ่าฟืน เธอหัวเราะแล้วพูดว่า ปัจจุบันนี้ใช้แก๊ส ทำให้สะดวกสบายขึ้นมากจริง ๆ เมื่อมองไปที่นิ้วมือของคุณไล่เจิงเหมยเยี่ย ที่มีร่องรอยจากการเย็บจนผิดรูปไปบ้าง ก็ทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนนักรบผู้กล้าหาญ ที่ใช้สองมือรักษารสชาติดั้งเดิมของไต้หวันเอาไว้
เรื่องราวการฝึกฝนการทำขนมหัวผักกาดของคุณไล่เจิงเหมยเยี่ย เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของผู้หญิงในยุคเดียวกัน เพราะขนมไชเถ่าก้วยเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ดังนั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสมัยก่อนจึงต้องมีฝีมือ และเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวขนาดใหญ่ คุณไล่เจิงเหมยเยี่ยกับสามีจึงเอาขนมหัวผักกาด ออกไปขายตามริมถนนกันสองคน เธอหัวเราะแล้วพูดว่า วันแรกขายได้เพียง 360 เหรียญไต้หวันเท่านั้น แต่เพราะรสชาติฝีมือที่ดีจึงค่อย ๆ สั่งสมชื่อเสียงมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ อาหนิวไชเถ่าก้วยได้กลายมาเป็นรสชาติที่คนในท้องถิ่น จะแวะเวียนมารับประทานกันเป็นประจำ ส่วนลูกหลานซึ่งอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เมื่อกลับมาเยือนภูมิลำเนา ก็จะต้องแวะมารับประทานเช่นกัน