ต้าเต้าเฉิง : หัวเรือใหญ่ของอุตสาหกรรม ยาจีน
หากจะกล่าวถึงอุตสาหกรรมยาจีน ก็ต้องพูดถึงต้าเต้าเฉิง ที่มีร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ถือเป็นแหล่งรวมของยาจีน ใบชา ผ้าผืน และสินค้าจีน ๆ ทั้งหลาย เพียงบนถนนตี๋ฮั่วสายสั้น ๆ ก็มีร้านขายยาจีนนับสิบแห่งตั้งอยู่ ที่นี่ไม่เพียงแต่จะมีคนไต้หวันมาจับจ่ายซื้อของ แม้แต่ชาวต่างชาติจากฮ่องกง มาเก๊า เกาหลี และญี่ปุ่น ต่างก็ตั้งใจเดินทางมาเยือนที่นี่ด้วยเช่นกัน
เหตุใดต้าเต้าเฉิงจึงกลายมาเป็นแหล่งสำคัญของยาจีน?
เฉินซื่อเจ๋อ (陳仕哲) เลขาธิการสมาคมพัฒนาย่านการค้าตี๋ฮั่วไทเป เล่าเรื่องราวของถนนตี๋ฮั่วเจียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า หลังจากที่มีการลงนามในสนธิสัญญาเทียนจินเมื่อปี ค.ศ.1858 ทำให้ต้องเปิดท่าเรือต้านสุ่ยให้ชาวต่างชาติเข้าใช้งาน Mr. John Dodd พ่อค้าชาวสกอตแลนด์ได้ร่วมมือกับหลี่ชุนเซิง (李春生) พ่อค้าชาวจีนที่มาจากเซี่ยเหมิน ในการนำเอาต้นอ่อนของต้นชาจากแถบอันซีของฮกเกี้ยนมาปลูกทางตอนเหนือของไต้หวัน ก่อนจะนำมาแปรรูปอบเป็นใบชาในแถบต้าเต้าเฉิง แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศ หลังจากที่มีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับการค้าใบชา ยา และสมุนไพรฮั่น รวมถึงสินค้าจีน ๆ ในแถบนี้มีความคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ที่นี่ค่อย ๆ กลายมาเป็นฮับสำคัญในด้านการค้าและการขนส่งไปโดยปริยาย
สำหรับอุตสาหกรรมยาจีนในไต้หวันแล้ว ที่นี่ถือเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม สำหรับผู้บริโภคแล้ว ที่นี่ถือเป็นสวรรค์ของนักชอปซึ่งมีสินค้าครบถ้วนมากที่สุด สดใหม่ที่สุด และมีสินค้าชั้นเลิศวางขายมากที่สุด
หากได้มาเยือนถนนตี๋ฮั่วเจีย จะพบว่าร้านค้าทุกแห่งจะมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ ต่างก็มีความคล่องแคล่วว่องไว และเป็นผู้นำในตลาดที่สามารถจับกระแสความเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ความพิเศษเช่นนี้เองทำให้ถนนเก่าสายนี้มีพัฒนาการที่โดดเด่น โดยในปี ค.ศ. 1996 มีการทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นผู้คนมาจับจ่ายก่อนที่ร้านค้าในแถบต้าเต้าเฉิงจะปิดร้านกันอย่างพร้อมหน้าในวันสุกดิบ (วันไหว้) ของตรุษจีน ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งชอปปิงสินค้าตรุษจีนที่โด่งดังนับแต่นั้นมา
บรรดาร้านค้าในแถบนี้ ต่างก็มีความภูมิใจที่อยู่ในต้าเต้าเฉิง ทำให้มีความรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องฟื้นฟูอุตสาหกรรมดั้งเดิม
แต่หลังจากพื้นที่แถบนี้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงคนรุ่นใหม่เริ่มมาสืบทอดกิจการต่อจากคนรุ่นเก่า ส่งผลให้ร้านค้าที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้ ต่างต้องพยายามคิดหาหนทางในการเอาตัวรอดอย่างเต็มกำลัง โดยนอกจากต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ แถมยังต้องพยายามหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น จึงมีการเปิดตัวของบรรจุภัณฑ์ที่มีความเป็นดีไซน์แบรนด์และให้ความรู้สึกที่เป็นซีรีส์มากขึ้น มีการทำฉลากสินค้าภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนมากขึ้น สินค้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กสำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดเล็กและคนโสดแพร่หลายมากขึ้น อาหารสมุนไพรบรรจุถุงที่สามารถเปิดถุงแล้วอุ่นให้ร้อนก็พร้อมรับประทานทันที รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ชุดเครื่องเทศไวน์แดงที่ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าวัยรุ่น ต่างก็มีวางจำหน่ายอยู่มากมาย โดยปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์และกระแสนิยมของผู้บริโภค จนทำให้มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน ร้านค้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีบริการในแบบออฟไลน์เท่านั้น เกือบทุกร้านค้าได้ก้าวไปสู่การบูรณาการระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนจริง ด้วยการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดอี-คอมเมิร์ซไปพร้อมกันด้วย
กลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจโดยบูรณาการทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกเข้าด้วยกันนี้ จะเห็นได้ว่า สมุนไพรฮั่นได้ก้าวข้ามพรมแดนประเทศ ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมต่างถิ่นได้อย่างลงตัว และมีศักยภาพทางวัฒนธรรมและการค้าในชีวิตร่วมสมัย ที่เราไม่อาจมองข้ามได้
ก็เหมือนกับต้าเต้าเฉิงที่ผ่านวันเวลาแห่งความเฟื่องฟูและซบเซามานานนับร้อยปี แต่ยังสามารถยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามในทุกวันนี้ เชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมยาจีน จะยังคงกว้างไกลและคงความหลากหลาย อยู่คู่กับชีวิตประจำวันของคนไต้หวันไปอีกตราบนานเท่านาน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
อบเชย、เปลือกส้มเขียวหวาน、กระวานดำ、เซียนจา、โป๊ยกั๊ก、ลูกเร่ว、ชะเอมเทศ、พริกฮัวเจียว、ขิงแห้ง、ยี่หร่า、แปะจี้、จันทน์เทศ、ข่า
-
จับซาเฮียง (สือซานเซียง) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากโหงวเฮียง (อู่เซียง) สามารถนำไปใช้ในการปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้งทอด นึ่ง ต้ม ผัด อบ ตุ๋น ย่าง ถือเป็นการผสมผสานเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วไต้หวัน
.jpg.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
กระเจี๊ยบ เซียนจา ถือเป็นยาจีนที่นิยมนำมาใช้ในการปรุงเครื่องดื่ม (ภาพจาก City Explorer)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ต้าเต้าเฉิงที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ถนนโบราณมีชีวิต” คือสถานที่ซึ่งอุตสาหกรรมยาจีนแบบโบราณ ได้รับการพัฒนาจนมีความทันสมัยมากขึ้น และค้นพบจุดเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่และวัฒนธรรมข้ามชาติ