ปฏิกิริยาทางเคมีกับแรงบันดาลใจจากสูตรลับที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น
ในปี ค.ศ. 1990-1995 เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจของซูชิงฟา เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ฟาร์มเป็ดที่อยู่ในไถหนานแปรรูปไข่เป็ดเป็นไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้า สูงถึงวันละ 20,000 ฟอง ซูชิงฟาอธิบายว่า หลักการทำไข่เยี่ยวม้าคือการห่อไข่ที่บ่มอยู่ในขี้เถ้าฟาง เบกกิ้งโซดา และปูนขาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง จากนั้นปล่อยให้ไข่แข็งตัว ขณะที่ประเทศตุรกี ฝรั่งเศส และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ปูนขาวผสมน้ำมาดองอาหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยเปลี่ยนเนื้อสัมผัสและรสชาติของอาหาร
แม้รัฐบาลจะออกกฎระเบียบเกี่ยวกับไข่เยี่ยวม้าและมีการสุ่มตรวจสอบ แต่เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ซูชิงฟาได้ขอให้เพื่อนสนิทสมัยมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ หลินฝานหลุน (林繁綸) ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยตงอู๋ มาช่วยพัฒนาไข่เยี่ยวม้าปลอดสารตะกั่ว
หลังปรับปรุงแก้ไข ซูชิงฟาไม่หวงสูตรเปิดเผยส่วนผสมให้ทุกคนรู้ คือ ขี้เถ้าฟาง 100 กรัม ปูนขาว 600 กรัม เบคกิ้งโซดา 150 กรัม เกลือ 20 กรัม เติมน้ำชาอูหลงลงไป 150 กรัม ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาบนเปลือกไข่ และปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน
ซูชิงฟายังได้พัฒนาไข่เยี่ยวม้าสมุนไพร ลูกชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ บอกว่า นี่เป็นสูตรลับที่ไม่มีการเปิดเผย แต่ซูชิงฟาก็อดไม่ได้ที่จะเผยออกมาว่า เขาใช้กระถินเทศ รากต้นไทร ข่าด่างไต้หวัน องุ่นอามูร์และมะก่องข้าว มาต้มรวมกันเป็นชาสมุนไพรแก้ร้อนใน ซูชิงฟานำเอาชาสมุนไพรผสมกับดินแดงแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำมาห่อไข่เยี่ยวม้าที่บ่มไว้แล้ว 2 สัปดาห์ ก็จะกลายเป็นไข่เยี่ยวม้าสมุนไพร
ในปี ค.ศ. 2007 ซูชิงฟาได้ยกระดับฟาร์มของตัวเองขึ้นเป็นฟาร์มเกษตรเชิงท่องเที่ยว “นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่มาเยือน ได้พยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น และให้การยอมรับไข่เยี่ยวม้า” หรือคุณจะลองรับประทานโจ๊ก บะหมี่คลุก ผัดผัก ที่เติมไข่สีดำใสดุจคริสตัลลงไป เพื่อทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น