ออนเซ็นแห่งลวี่เต่า น้ำพุร้อนเจารื่อ
กลางท้องทะเล ใต้แสงอรุณเบิกฟ้าและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
เนื้อเรื่อง‧ซูลี่อิ่ง ภาพ‧สนง. บริหารเขตทัศนียภาพแห่งชาติชายฝั่งตะวันออก แปล‧อัญชัน ทรงพุทธิ์
กุมภาพันธ์ 2026
น้ำพุร้อนคือการหลอมรวมกันอย่างลงตัวระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ จากการศึกษาของนักธรณีวิทยาพบว่า น้ำพุร้อนริมทะเลไม่ถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากนัก แต่สถานที่ที่สามารถผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ได้อย่างกลมกลืน กลับมีอยู่น้อยมาก วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ในไต้หวันได้รับอิทธิพลจากการแช่ออนเซ็นของญี่ปุ่น ทำให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ที่เฟื่องฟูเช่นกัน และยังทำให้เกาะลวี่เต่า หรือ Green Island (綠島) มีการพัฒนาน้ำพุร้อนใต้ทะเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการยกย่องให้มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับน้ำพุร้อนบนเกาะคิวชูในญี่ปุ่น และเกาะซิซิลีในอิตาลี
เกาะลวี่เต่าเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเล หลังจากลาวาที่พุ่งออกมาเย็นตัวลงและเกิดการทับถมพอกพูน ดันให้เปลือกโลกนูนขึ้น ต่อมาถูกกัดเซาะจากน้ำทะเลและลมเป็นเวลายาวนาน จึงกลายเป็นรูปร่างของเกาะลวี่เต่าในปัจจุบัน
เกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลแห่งนี้มีรูปทรงสามเหลี่ยมคว่ำ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองไถตง (Taitung) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 33 กิโลเมตร มีพื้นที่เพียง 16 ตารางกิโลเมตร แต่กลับอุดมไปด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หน้าผาสูงชัน หาดทราย และทุ่งหญ้าเขียวขจี ประกอบกับมีกระแสน้ำคูโรชิโอะ (Kuroshio Current) หรือกระแสน้ำสีดำไหลผ่าน ทำให้น้ำทะเลรอบเกาะมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 26 องศาเซลเซียสขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีระบบนิเวศที่หลากหลาย เป็นจุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยว
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
กลับมาขับขาน บทเพลงยามราตรีแห่งเกาะลวี่เต่า ที่บ้านเกิด
คนที่ไปเที่ยวเกาะลวี่เต่า ส่วนใหญ่มักจะพักเพียง 2 วัน 1 คืน แต่ก็มีบางคนที่เลือกจะปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เพื่อทำตามความฝันของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ
แต่ทว่าการใช้ชีวิตบนเกาะลวี่เต่าไม่ได้ง่าย หลินหว่านเหม่ย (林婉美) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของน้ำพุร้อนเจารื่อ (Zhaori Hot Spring) กล่าวกับผู้เขียนว่า ในหนึ่งปีสามารถทำงานหกเดือนเท่านั้น
ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน เกาะลวี่เต่าที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกจึงต้องเผชิญกับคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ช่วงนี้มักมีการประกาศหยุดเดินเรือ ทำให้เกาะลวี่เต่ากลายเป็นเกาะที่ถูกปิดตายชั่วคราว
หลินหว่านเหม่ยเคยเป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสที่โลดแล่นอยู่ในวงการสื่อมวลชนมามากกว่า 20 ปี ด้วยความหลงใหลในการท่องเที่ยว หลังเกษียณ เธอจึงก่อตั้งบริษัททัวร์และทำงานเป็นไกด์นำเที่ยว แต่เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2020 งานทุกอย่างของเธอต้องหยุดชะงักลงทันที เนื่องจากบ้านเกิดอยู่ที่ตำบลลู่เย่ ในเมืองไถตง และได้รับคำแนะนำจากครอบครัว รวมทั้งความประทับใจจากการไปฮันนีมูนที่เกาะลวี่เต่า ทำให้เธอตัดสินใจกลับมาที่เกาะลวี่เต่าอีกครั้ง และกลายเป็นผู้บริหารของน้ำพุร้อนเจารื่อ
หลินหว่านเหม่ยเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปิน เธอมักพูดติดตลกกับตัวเองว่า เธอมีอุดมคติที่สูงส่งเกินไป เธอไม่เพียงต้องการตอบแทนถิ่นฐานบ้านเกิด แต่ยังได้รับแรงบันดาลใจจากเมือง โพรวองซ์ของประเทศฝรั่งเศส ที่โด่งดังจากหนังสือชื่อ A Year in Provence ของปีเตอร์ เมย์เล (Peter Mayle) และจากตำบลฉือซ่าง เมืองไถตง ซึ่งโด่งดังจากเทศกาลศิลปะเก็บเกี่ยวข้าวในฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Rice Harvest Arts Festival)
เธอเล่าว่า จากบันทึกท้องถิ่นของเกาะลวี่เต่าระบุว่า ก่อนยุคที่รัฐบาลคณะชาติ (รัฐบาลสาธารณรัฐจีนภายใต้การนำของพรรคก๊กมินตั๋ง) จะย้ายมาปักหลักที่ไต้หวันและก่อนที่เกาะลวี่เต่าจะกลายเป็นสถานที่กักกันนักโทษการเมือง ในยุคที่ญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันก็มีการค้นพบแหล่งน้ำพุร้อนแล้ว น้ำพุร้อนที่นี่เป็นน้ำแร่ที่ผสมผสานกับน้ำทะเล และสถานที่ตั้งของบ่อน้ำพุร้อนอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นมหาสมุทรแปซิฟิกได้กว้างไกล ทำให้สามารถแช่น้ำพุร้อนพร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน ชาวญี่ปุ่นเรียกที่นี่ว่า อาซาฮิออนเซ็น (Asahi Onsen) และยังถือว่าที่นี่เป็นสถานที่สำหรับการบำบัดจิตใจอีกด้วย
หลินหว่านเหม่ย ซึ่งเดินทางไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกบ่อย ๆ ยกให้น้ำพุร้อนเจารื่อ อยู่ในประเภทเดียวกันกับบ่อน้ำพุร้อนที่คาโลวี วารี (Karlovy Vary) ซึ่งเป็นเมืองแห่งน้ำพุร้อนและสปาที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐเช็ก
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
เจารื่อ เป็นน้ำพุร้อนริมทะเลที่พบได้ยากในโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย อาทิ บ่อแช่น้ำพุร้อนทั้งแบบกลางแจ้งและกึ่งกลางแจ้ง สระว่ายน้ำ และโซนต้มไข่ เป็นต้น เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของทุกคนในครอบครัว
ลงมือทำเพื่อชุมชน จุดประกายให้มีผู้คนเข้าร่วมภารกิจมากขึ้น
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะลวี่เต่า 4 ปี หลินหว่านเหม่ยเล่าว่า วิถีชีวิตที่นี่ทำให้เธอรู้สึกราวกับกำลังขับขานบทเพลงราตรีแห่งเกาะลวี่เต่า (綠島小夜曲) ยาวไปจนถึงเพลง อยู่เป็นเพื่อนฉันดูพระอาทิตย์ขึ้น (陪我看日出) ซึ่งเป็นบทเพลงที่สะท้อนชีวิตอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
นอกจากเธอและทีมงาน ดูแลเรื่องการดำเนินงานระดับพื้นฐานและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังได้ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอีกมากมาย เช่น กิจกรรมเก็บขยะชายหาด และนำขยะทะเลที่เก็บได้มาสร้างเป็นกำแพงศิลปะเพื่อให้เป็นงานศิลปะสาธารณะ รวมถึงจัดทำที่พักพิงแก่สัตว์จรจัดภายในพื้นที่ของแหล่งน้ำพุร้อน อีกทั้งได้เปิดพื้นที่ใหม่เพื่อจัดตั้งร้านหนังสืออิสระขึ้น เธอยังเคยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเชิญคณะแดนเซอร์ Zen in Dance จากประเทศอินเดียมาเปิดการแสดงในช่วงปีใหม่ และได้เชิญอวี๋จิ้งหรู (俞靜如) จิตรกรชาวไต้หวันมาพำนักเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้แก่ที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังใช้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างอบอุ่นและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเธอมักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเกาะลวี่เต่าให้นักท่องเที่ยวฟังอย่างมีชีวิตชีวา และเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เธอยังจัดตั้งค่ายภาษาอังกฤษเพื่อฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ให้สามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย
ด้วยพลังขับเคลื่อนและการผลักดันของหลินหว่านเหม่ย ทำให้เกิดการฟื้นฟูศิลปะและวัฒนธรรมขนาดย่อมขึ้นบนเกาะลวี่เต่า
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินหว่านเหม่ย ผู้มาตามหาความฝันที่เกาะเล็ก ๆ รอบนอกเกาะไต้หวัน (ภาพจาก หลินหว่านเหม่ย)
แช่น้ำพุร้อนกลางแจ้ง ท่ามกลางท้องทะเล
น้ำพุร้อนเป็นทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาะลวี่เต่า หลินเหวยหลิง (林維玲) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเขตทัศนียภาพแห่งชาติชายฝั่งตะวันออก (East Coast National Scenic Area Headquarters) เปิดเผยว่า ประมาณร้อยละ 60-70 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเกาะลวี่เต่าจะไปที่น้ำพุร้อนเจารื่อ
การที่เกาะลวี่เต่ามีน้ำพุร้อน เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับลักษณะทางธรณีวิทยาของเกาะแห่งนี้ ซึ่งเดิมมีชื่อว่า เกาะไฟไหม้ (火燒島) แหล่งน้ำพุร้อนตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ เนื่องจากบริเวณใต้ทะเลมีการปลดปล่อยพลังงานความร้อนใต้พิภพ น้ำทะเลหรือน้ำใต้ดินได้รับความร้อนจากลาวาร้อนใต้เปลือกโลกทำให้เดือดและเกิดแรงดัน พุ่งขึ้นมาจากก้นทะเล ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า กุ่นสุ่ยผิง (滾水坪) ซึ่งหมายถึง ที่ราบที่มีน้ำเดือด
จากการศึกษาพบว่า น้ำพุร้อนที่นี่เป็นน้ำพุร้อนคลอไรด์ซัลเฟต มีลักษณะใส ไร้สีไร้กลิ่น อุณหภูมิประมาณ 60–70 องศาเซลเซียส แร่ธาตุและแร่หายากปริมาณเล็กน้อยในน้ำพุร้อนชนิดนี้ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญของร่างกายได้เป็นอย่างดี
น้ำพุร้อนเจารื่อต่างจากแหล่งน้ำพุร้อนหลายแห่งบนเกาะไต้หวัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพัฒนาในเชิงพาณิชย์ แต่น้ำพุร้อนเจารื่อซึ่งเปิดบริการกลางแจ้ง กลับให้ความรู้สึกเป็นมิตรและเป็นกันเองมากกว่า
หลินหว่านเหม่ยอธิบายว่า เวลาเปิดให้บริการของน้ำพุร้อนแห่งนี้จะปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่นี่ นอกจากจะได้แช่น้ำพุร้อนแล้ว ยังรู้สึกเหมือนมาเล่นน้ำทะเลอีกด้วย บ่อน้ำพุร้อนที่นี่เป็นแบบรวม (ชาย-หญิงแช่ร่วมกัน) และผู้ใช้บริการต้องสวมชุดว่ายน้ำ และเพียงจ่ายค่าบัตรผ่านประตูประมาณร้อยกว่าเหรียญไต้หวัน ก็สามารถเพลิดเพลินกับการแช่น้ำพุร้อนได้ถึง 11 บ่อ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ด้วย
เจ้าหน้าที่ดูแลบ่อน้ำพุร้อนจะสูบน้ำพุร้อนจากใต้ทะเลขึ้นมาเก็บไว้ในบ่อพักน้ำร้อนก่อน เพื่อให้มีการตกตะกอน จากนั้นจึงปรับปริมาณน้ำตามสภาพของแต่ละบ่อ ก่อนจะปล่อยให้น้ำไหลเข้าสู่บ่อแช่น้ำพุร้อนโดยตรง หลินหว่านเหม่ยย้ำว่า น้ำที่นักท่องเที่ยวได้แช่ ถือเป็นน้ำพุร้อนขนานแท้ที่สดใหม่ที่สุด
จุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของที่นี่คือ บ่อแช่น้ำพุร้อนกลางแจ้ง 3 บ่อ ที่ตั้งอยู่ในแอ่งน้ำตามแนวชายฝั่ง เนื่องจากทั้งสามบ่อมีอุณหภูมิต่างกัน จึงให้ประสบการณ์คล้ายการอบซาวน่า นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากบ่อน้ำร้อน แช่ประมาณ 15 นาที จากนั้นพักสักครู่ก่อนไปแช่บ่อน้ำเย็น นอกจากนี้ ยังมีบ่อแช่แบบกึ่งกลางแจ้งอีก 8 บ่อ และสระว่ายน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากครอบครัวที่มีเด็กเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ภายในแหล่งน้ำพุร้อนเจารื่อยังมีบ่อน้ำพุร้อนพิเศษสำหรับต้มอาหารอีกด้วย เนื่องจากน้ำพุร้อนมีส่วนผสมของเกลือ และอุณหภูมิของน้ำไม่ถึงจุดเดือด จึงสามารถต้มไข่ยางมะตูมที่มีไข่แดงเยิ้ม ๆ รสชาติอร่อยและมีเอกลักษณ์ได้ ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวเท่านั้นที่ชื่นชอบ ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีการนำตะกร้าใหญ่ใส่ไข่ ข้าวโพด หรือกุ้ง มาปรุงอาหารในบ่อนี้ แล้วนำกลับไปรับประทานที่บ้าน หลินหว่านเหม่ยกล่าวว่า ทุกครั้งที่เห็นแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าบ้านนั้นต้องมีญาติมิตรมาเยี่ยมเยือน จากการทำงานที่บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ ทำให้หลินหว่านเหม่ยคุ้นเคยกับเรื่องราวต่าง ๆ บนเกาะมากขึ้น และทำให้เธอยิ่งคล้ายคนท้องถิ่นแท้ ๆ เข้าไปทุกที
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลินเหวยหลิง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเขตทัศนียภาพแห่งชาติชายฝั่งตะวันออก เคยทำงานอยู่ที่เกาะลวี่เต่าเป็นเวลาสองปี เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับทัศนียภาพและวัฒนธรรมท้องถิ่นบนเกาะลวี่เต่าเป็นอย่างดี
เที่ยวชมย่านบ่อน้ำพุร้อนกันสักครั้ง
ลักษณะภูมิประเทศของลวี่เต่าไม่สูงชันมากนัก โดยภูเขาที่สูงที่สุดคือ ภูเขาหัวเซา (火燒山) ที่มีความสูงเพียง 280 เมตร ถนนรอบเกาะหมายเลข ตง 90 มีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ขี่จักรยานวนรอบเกาะ 1 รอบ ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ถึงแม้จะเป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก แต่ด้วยภูมิทัศน์ที่หลากหลาย เพียงบริเวณรอบ ๆ น้ำพุร้อนก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าแวะชมมากมาย
ไห่เซินผิง (ที่ราบปลิงทะเล)
ไห่เซินผิง (海參坪 หมายถึง ที่ราบที่อุดมไปด้วยปลิงทะเล) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของชายฝั่งตะวันออกของเกาะลวี่เต่า ได้ชื่อมาจากไห่เซิน (海參) หรือปลิงทะเลที่พบมากในเขตน้ำขึ้นน้ำลงของบริเวณนี้
ตามแนวสันเขามีทางเดินชื่อว่า เสี่ยวฉางเฉิง (小長城 หมายถึง กำแพงเมืองจีนขนาดเล็ก) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยเฉพาะยามค่ำคืนในฤดูร้อน จะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกพาดผ่านท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
จากการที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามาก โขดหินรูปร่างแปลกตาตามแนวชายฝั่งที่มีลักษณะโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว จึงได้รับการตั้งชื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เช่น หินขงจื๊อ (孔子岩) เป็นเสาหินที่ดูคล้ายชายชรานั่งหันหน้าเข้าหาผนัง หินหมาปั๊ก
(哈巴狗) หินเจ้าหญิงนิทรา (睡美人) ซึ่งเป็นหินก้อนใหญ่ที่อยู่ทางตอนใต้ก็มีชื่อเสียงมากเช่นกัน ก้อนแรกมีรูปร่างคล้ายสุนัขนอนหมอบอยู่ ส่วนอีกก้อนดูเหมือนหญิงสาวที่กำลังนอนหงาย
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านมักเรียกโขดหินเหล่านี้ด้วยชื่อที่ตรงไปตรงมาและตามความคุ้นเคยมากกว่า เนื่องจากในอดีตชาวเกาะลวี่เต่าเคยเลี้ยงแพะจำนวนมากที่บริเวณเนินเขาตอนบนของหินหมาปั๊ก จึงเรียกที่นั่นว่า เขาแพะ (羊仔山) ส่วนบริเวณหินเจ้าหญิงนิทรา ที่ด้านในมีเนินหินแคบ ๆ จากการกัดเซาะของน้ำทะเล ชาวบ้านเรียกว่า ซู่เก๋อหลิงไจ๋ (束頜領仔)
ส่วนบริเวณตอนเหนือสุดของแนวชายฝั่ง ยังมีหินสองก้อนชื่อว่า กองหินเซียน (仙人疊石) ตั้งตระหง่านอยู่ เป็นกองเสาหินที่มีลักษณะคล้ายหินซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เกิดจากการเย็นตัวของลาวาภูเขาไฟในอดีต ถือเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
กองหินเซียน ที่ไห่เซินผิง
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หินหมาปั๊กและหินเจ้าหญิงนิทรา
จื่อผิง (ที่ราบสีม่วง)
จากบริเวณปากทางเข้า ซึ่งเป็นทางเดินไม้ที่อยู่ริมถนนรอบเกาะ จะเชื่อมไปถึงจุดที่เรียกว่า จื่อผิง (紫坪 หมายถึง ที่ราบสีม่วง) ชื่อที่ไพเราะเช่นนี้ ชาวบ้านเล่าว่า ในอดีตบริเวณนี้มีงูทะเลอยู่มาก จึงมีชื่อเรียกในภาษาฮกเกี้ยนว่า จั๋วผิง (蛇坪 โดยคำว่า 蛇 แปลว่า งู และ 坪 ในที่นี้หมายถึงที่ราบที่พื้นเป็นแนวปะการัง) ต่อมาถูกเรียกว่า จื่อผิง (紙坪) และในภายหลังได้ปรับให้ไพเราะขึ้นเป็น จื่อผิง (紫坪) อย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ที่นี่มีภูมิทัศน์ที่เกิดจากแนวปะการังทอดยาว ต่อเนื่องไปจนถึงแอ่งน้ำธรรมชาติในเขตน้ำขึ้นน้ำลง และถัดออกไปเป็นชายหาดสีขาวสวยงาม อีกทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของพืชสงวนหลายชนิด เช่น เทียนทะเล ชื่อในภาษาจีนคือ สุ่ยหยวนฮัว (水芫花) เนื่องจากดอกของมันมีรูปร่างคล้ายดอกบ๊วย จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บ๊วยทะเล (海梅) ต้นไม้ชนิดนี้มีทรงพุ่มสวยงาม บางต้นสูงกว่าคน เมื่อเงาของมันสะท้อนลงบนผืนทรายและทะเลสาบ ยิ่งสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบ ผ่อนคลาย และมีเสน่ห์อย่างยิ่ง
หลินเหวยหลิงกล่าวว่า สถานที่แห่งนี่ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในสวนญี่ปุ่น
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ต้นเทียนทะเล
ฝานฉวนปี๋ (แหลมเรือใบ)
ฝานฉวนปี๋ (帆船鼻 แปลว่า แหลมเรือใบ) เป็นแหลมที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลวี่เต่า ใกล้บ่อน้ำพุร้อนเจารื่อ ชื่อของฝานฉวนปี๋ แท้จริงมาจากคำพ้องเสียงของคำว่า ฟานฉวนปี๋ (番船鼻 แปลว่า แหลมเรือต่างชาติ) ซึ่งมีที่มาจากในอดีตที่เคยมีเรือใบของชาวตะวันตกมาเกยตื้นอยู่บริเวณนี้
แหลมฝานฉวนปี๋เป็นที่ราบสูงชายฝั่งที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งดันเปลือกโลกให้นูนขึ้น ก่อนจะกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ด้วยระดับความสูงราว 30 เมตร ที่นี่สามารถมองเห็นบ่อน้ำพุร้อนเจารื่อได้อย่างชัดเจน ในอดีต ชาวเกาะลวี่เต่าเคยใช้พื้นที่แห่งนี้ในการเลี้ยงแพะและกวางซิก้า สามารถพบเห็นฝูงสัตว์เหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสัตว์ป่าที่มักออกมาเดินหากินในบริเวณนี้อยู่เสมอ
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
เส้นทางโบราณกั้วซาน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ก่อนที่ถนนรอบเกาะจะเปิดใช้งาน หากชาวบ้านจากชุมชนฝั่งตะวันตกของเกาะ เช่น ชุมชนหนานเหลียว จงเหลียว และกงก่วน ต้องการเดินทางไปยังบ่อน้ำพุร้อนทางฝั่งตะวันออกของเกาะ จำเป็นต้องใช้เส้นทางโบราณสายนี้ ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกกันว่า กั้วซาน (過山) แปลว่า ข้ามภูเขา
เส้นทางโบราณสายนี้ เคยถูกทิ้งร้างอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1996 สำนักงานบริหารเขตทัศนียภาพแห่งชาติชายฝั่งตะวันออกได้ทำการบูรณะซ่อมแซม จนกลายเป็นเส้นทางเดินป่าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งในการเดินหนึ่งเที่ยว
เส้นทางโบราณกั้วซานมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และคงความเป็นป่าดั้งเดิมไว้ได้ดี หยางผิง (楊萍) มัคคุเทศก์ประจำเส้นทางโบราณกั้วซานและเป็นชาวเกาะลวี่เต่า เล่าว่า หากมาเยือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้เห็นดอกไม้ป่านานาชนิดผลิบาน เช่น ดอกโคลงเคลงเลื้อย ดอกกฤษณาลวี่เต่า (Excoecaria kawakamii Hayata) และดอกพิลังกาสาลวี่เต่า (Ardisia sieboldii) เป็นต้น
หากเป็นช่วงฤดูร้อน ตลอดเส้นทางยังพบเห็นผลไม้ป่าที่มีกลิ่นหอมคล้ายฝรั่ง เช่น ลูกโท๊ะ (Rhodomyrtus tomentosa) และรามใหญ่ (Ardisia elliptica) ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมูป่า (山豬肉) หรือเชอร์รี่ป่า (小櫻桃) ในยุคที่ทรัพยากรมีจำกัด ผลไม้ป่าเหล่านี้ถือเป็นของกินเล่นจากธรรมชาติที่ชาวบ้านหาได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังสามารถพบเห็นแมงมุมหน้าคนและกิ้งก่าป่าที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ รวมถึงหิ่งห้อยที่ส่องแสงในยามค่ำคืนของฤดูร้อน และหากโชคดี อาจได้เห็นเก้งหรือกวางซิก้า ปรากฏตัวตามเส้นทางอีกด้วย
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ดอกลูกโท๊ะ
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ดอกโคลงเคลงเลื้อย


