ฟื้นคืนความงามของผืนดิน
เส้นทางแห่งการฟื้นฟูน้ำมันเมล็ดชาของฉาจื่อถาง
เนื้อเรื่อง‧เจิงหลันสู ภาพ‧หลินหมินเซวียน แปล‧อัญชัน ทรงพุทธิ์
เมษายน 2026
เมืองเล็กในพื้นที่ห่างไกลทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาประชากรชราภาพและการลดลงของประชากร แต่ชุมชนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเมืองอี๋หลานกลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไป โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการฟื้นฟูน้ำมันเมล็ดชา
ตำบลหนานอ้าว ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตำบลซูอ้าว เมือง อี๋หลาน ไม่ว่าจะเดินทางโดยรถไฟหรือขับรถไปตามทางหลวงซูฮัว ก็อาจมองข้ามเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้โดยง่าย
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เส้นทางท่องเที่ยวที่รู้จักกันเฉพาะวงในชุมชนเฉาหยาง ตำบลหนานอ้าว ถูกบอกต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่มนักท่องเที่ยว เริ่มจากไปชมทะเลและซื้อปลาสดที่ท่าเรือประมงเฉาหยาง ซึ่งเป็นท่าเรือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นแห่งสุดท้ายของไต้หวัน ต่อด้วยเส้นทางเดินป่าเฉาหยาง พร้อมชมวิวอันงดงามและกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิก ปิดท้ายด้วยการลิ้มลองอาหารทะเลตามฤดูกาลที่ร้านอาหารของสมาคมพัฒนาชุมชนเฉาหยาง แหล่งท่องเที่ยวลึกลับที่ใช้เวลาท่องเที่ยวครึ่งวันแห่งนี้ ยังดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลหรือดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) ให้เข้ามาพักอาศัยเป็นบ้านแห่งที่ 2 อีกด้วย
ระหว่างทางไปชุมชนเฉาหยาง ยังมีฉาจื่อถาง (茶籽堂) ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเมล็ดของต้นชาน้ำมันหรือต้นคามีเลีย (Camellia Seed) บรรยากาศภายในร้านแตกต่างจากเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้าของแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง เมื่อมาถึงร้านฉาจื่อถางสาขาหนานอ้าว นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานไฟฟ้าและเก้าอี้แคมป์ปิ้งได้ อีกทั้งยังมีบริษัททั้งในและต่างประเทศใช้ที่นี่เป็นฐานสำหรับการศึกษาดูงาน
จางเหว่ยซาน (張瑋珊) ผู้อำนวยการแผนกการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฝ่ายบริหารธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของฉาจื่อถาง กล่าวว่า เราหวังว่านักท่องเที่ยวที่มาเยือนชุมชนเฉาหยางเป็นครั้งแรก จะใช้เวลาอยู่ที่นี่นานขึ้น
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ฉาจื่อถางแจกต้นกล้าพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงฟรี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการเกษตรพันธสัญญา (ภาพจาก ฉาจื่อถาง)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ฉาจื่อถางผลักดันการใช้ประโยชน์จากเมล็ดชาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ยกระดับอัตราการพึ่งพาตนเองด้านเมล็ดชา
ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมการบูร ส่งผลให้ชุมชนเฉาหยางเจริญรุ่งเรืองขึ้น แต่เมื่ออุตสาหกรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงและประชากรอพยพย้ายถิ่นออกไป แม้ยังมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์กว่า 500 คน แต่แท้ที่จริงแล้วมีผู้พำนักอาศัยอยู่ที่นี่ไม่ถึง 200 คน
ชุมชนเล็ก ๆ ที่เงียบสงบและซบเซาแห่งนี้ มีเรือกสวนไร่นาที่รกร้างว่างเปล่ามากมาย แต่ขณะนี้ได้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกต้นคามีเลียที่สำคัญในโครงการเกษตรพันธสัญญาของฉาจื่อถาง
จางเหว่ยซานเล่าถึงที่มาของโครงการเกษตรพันธสัญญาว่า เกิดจากวิกฤตความปลอดภัยด้านอาหารในปี ค.ศ. 2014 ทำให้ประเด็นเรื่องน้ำมันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากฉาจื่อถางใช้ผงเมล็ดชาเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และพบว่าผงเมล็ดชาที่ซัพพลายเออร์ป้อนให้ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน จ้าวเหวินหาว (趙文豪) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฉาจื่อถาง ยังพบว่า อัตราการพึ่งพาตนเองของเมล็ดชาไต้หวันมีไม่ถึง 10% นอกจากนี้ ต้นชาน้ำมันไม่เพียงมีคุณสมบัติในการอนุรักษ์ดินและน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นพืชที่เมื่อปลูกแล้ว สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ยาวนานนับศตวรรษ แต่ในไต้หวัน พืชที่มีประโยชน์เช่นนี้ กลับมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในปี ค.ศ. 2016 จ้าวเหวินหาวได้จัดตั้งทีมเกษตรกรเพื่อลงพื้นที่สำรวจแหล่งเพาะปลูกต้นชาน้ำมันทั่วไต้หวันและได้ตีพิมพ์ผลการสำรวจภาคสนามใน วารสารเฟิงถู่จื้อฉบับพิเศษ : บันทึกการตามหาน้ำมัน (風土痣特刊:尋油記) นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าผงเมล็ดชาทั้งหมดมาจากในไต้หวัน เขาตัดสินใจเริ่มโครงการฟื้นฟูน้ำมันเมล็ดชา โดยใช้รูปแบบการทำเกษตรแบบพันธสัญญา ในการปลูกต้นชาน้ำมันเพื่อเก็บเกี่ยวเมล็ดชา
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ดอกชาน้ำมันดอกเล็ก ๆ กำลังผลิบาน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
การบูรณะพื้นที่เพาะปลูกต้นชาน้ำมัน
เมื่อเริ่มผลักดันโครงการก็พบกับอุปสรรคสำคัญทันที นั่นคือ ต้นชาน้ำมันต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีจึงจะเริ่มให้ผลผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร ฉาจื่อถางได้จัดหากล้าพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงแก่เกษตรกรที่เป็นคู่พันธสัญญาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และหากต้นกล้าแห้งเฉาตาย ก็สามารถขอต้นกล้าใหม่มาทดแทนได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการเกษตรแบบพันธสัญญา
นอกจากนี้ในระหว่างที่ทำการเพาะปลูก ฉาจื่อถางได้จัดส่งนักวางแผนด้านการเกษตรเข้าไปให้การสนับสนุนและฝึกอบรมด้านการจัดการแปลงเพาะปลูก รวมถึงให้คำปรึกษาเมื่อประสบปัญหาภัยแล้งหรือประสบความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการดูแลต้นชาน้ำมัน และในขั้นตอนสุดท้าย ฉาจื่อถางจะรับซื้อผลผลิตในราคาที่ดีกว่าราคาตลาด ซึ่งเป็นการรับประกันรายได้ของเกษตรกรอีกด้วย
ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการให้การสนับสนุน ฉาจื่อถางได้จัดให้เกษตรกรไปศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเพาะปลูกให้ดียิ่งขึ้น
จากการที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงและภาวะโลกร้อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการนำระบบติดตามผลแบบดิจิทัลและระบบชลประทานแบบแม่นยำมาใช้ เพื่อเพิ่มอัตราการติดผลและอัตราการสกัดน้ำมัน ซึ่งทำให้เกษตรกรอาวุโสในโครงการเกษตรพันธสัญญา สามารถบอกกับลูกหลานได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราไม่ใช่เกษตรกรธรรมดา เราคือเกษตรกรมืออาชีพ
การดำเนินมาตรการสนับสนุนและให้คำปรึกษาควบคู่กันในหลากหลายมิติ ส่งผลให้ชุมชนเฉาหยางซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกต้นชาน้ำมันแห่งใหม่ มีพื้นที่เพาะปลูกตามโครงการเกษตร พันธสัญญาเพิ่มขึ้นจาก 5 เฮกตาร์ (ประมาณ 31.25 ไร่) ในปี ค.ศ. 2016 เป็น 17.8 เฮกตาร์ (ประมาณ 111.25 ไร่) ในปี ค.ศ. 2024
จางเหว่ยซานกล่าวว่า โครงการเกษตรพันธสัญญานั้น เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เธอยังเชื่อว่า การหาจุดสมดุลของโครงการเกษตรพันธสัญญา และการได้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ฉาจื่อถางยังได้เชิญเกษตรกรจากหมู่บ้านหลุนซาน เมืองฮัวเหลียน และตำบลอาลีซาน เมืองเจียอี้ เข้าร่วมโครงการเกษตรพันธสัญญา จากช่วงเริ่มต้นที่มีพื้นที่ในโครงการ 23 เฮกตาร์ (ประมาณ 144 ไร่) ในปี ค.ศ. 2016 ค่อย ๆ ขยายตัวเป็น 40.3 เฮกตาร์ (ประมาณ 252 ไร่) โดยในปัจจุบันมีการปลูกต้นชาน้ำมันรวมทั้งสิ้น 13,760 ต้น และกำลังก้าวไปสู่เป้าหมายการเพิ่มอัตราการพึ่งพาตนเองด้านเมล็ดชาของไต้หวันให้ถึง 15%
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
จางเหว่ยซานเชื่อว่า ฉาจื่อถางมีแหล่งวัตถุดิบอยู่ในชุมชนเฉาหยาง และใช้ความเชี่ยวชาญมาเสริมศักยภาพ ทำให้เกิดประสิทธิผลในลักษณะ 1 บวก 1 มากกว่า 2
การฟื้นฟูเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
การที่ฉาจื่อถางจัดหาต้นกล้าให้ฟรี และรับประกันเรื่องการรับซื้อผลผลิต อาจไม่เหมือนการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมที่ต้องการผลกำไร แต่เนื่องจากจ้าวเหวินหาวเป็นคนอ่อนไหวต่อความรู้สึก เขาจึงอดตั้งคำถามกับตนเองไม่ไหว หลังผ่านการสำรวจ เขาเลือกที่ขอสถานะ B Corp ให้กับฉาจื่อถาง เพื่อนำแนวคิดการสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรขององค์กรกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาปฏิบัติจริง ก่อนจะค้นพบว่ามี ผู้ประกอบการอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยเชื่อว่าหนทางสู่ความยั่งยืนของธุรกิจไม่ได้หมายถึงการที่ตนเองได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องดูแลห่วงโซ่อุปทานทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีอายุร้อยปีหรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต่างยึดหลักการเดียวกันนี้
แม้ในช่วงแรกไม่ได้ตั้งใจที่จะขอการรับรอง B Corp เพื่อเป้าหมายทางการตลาด แต่กลับกลายเป็นว่า ได้ดึงดูดพนักงานและความร่วมมือจากอุตสาหกรรมอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ของฉาจื่อถางมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องใช้ 3 อันดับแรกในโรงแรมชั้นนำ จางเหว่ยซานกล่าวว่า เนื่องจากเมล็ดชาของไต้หวันมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังได้นำพืชพื้นถิ่นของไต้หวันอย่างใบสนเซียวหนาน (Taiwan Incense Cedar) และจอก มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและของฝากที่สะท้อนเอกลักษณ์ของไต้หวัน จึงกลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า ยิ่งเป็นของท้องถิ่น ก็ยิ่งได้รับความนิยมระดับสากล
สำหรับฉาจื่อถาง คุณค่าสำคัญของการเป็นธุรกิจ B Corp ยังรวมถึงการใช้ประโยชน์จากเมล็ดชาอย่างเต็มที่ นอกจากการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของเมล็ดชาผ่านกระบวนการผลิตอีกด้วย
จางเหว่ยซาน อธิบายว่า ขั้นตอนแรกคือ การกะเทาะเปลือกเมล็ดชา จากนั้นสกัดเป็นน้ำมันสำหรับบริโภค ขั้นตอนที่สองคือ การนำผงกากเมล็ดชาที่ได้จากการสกัดน้ำมัน ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน โดยสารสกัดจากกากเมล็ดชาเป็นสารเพิ่มฟองตามธรรมชาติคุณภาพเยี่ยม สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่เหลวล้างมือและเจลอาบน้ำได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบัน กำลังวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการนำเปลือกเมล็ดชามาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
โครงการฟื้นฟูน้ำมันเมล็ดชา นอกจากขยายพื้นที่เพาะปลูกต้นชาน้ำมันแล้ว ยังเป็นการส่งต่อคุณค่าของการได้ใกล้ชิดกับผืนดินอีกด้วย (ภาพจาก ฉาจื่อถาง)
การฟื้นฟูชุมชนเฉาหยาง
จางเหว่ยซานกล่าวว่า ในระหว่างรอเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นเวลา 5 ปี เธอพบข้อกังวลอีกประการหนึ่งของโครงการเกษตรพันธสัญญา ซึ่งก็คือ เกษตรกรมองไม่เห็นอนาคต โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอายุ 60–70 ปี มักจะกังวลว่า ตัวเองยังสามารถทำต่อไปได้อีกนานแค่ไหน?
ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากผ่านพ้นกำหนดเวลา 5 ปีไปแล้ว ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อให้คนรุ่นลูก กลับมาช่วยงานที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัวทั้ง 3 รุ่น ล้วนกลับมาร่วมกันเก็บเกี่ยวผลผลิต
กิจกรรมถูกออกแบบให้เป็นวันครอบครัว เพื่อส่งต่อความหวังของเกษตรกรสูงอายุที่ต้องการให้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังหวังว่าคนรุ่นที่ 2 จะไตร่ตรองดูว่า อาจสามารถใช้การดูแลต้นชาน้ำมันเป็นอาชีพเสริม หรือทบทวนความเป็นไปได้ในการกลับมาทำการเกษตรที่ถิ่นฐานบ้านเกิด
ฉาจื่อถางยังนำแนวคิดของฟาร์มผลิตน้ำมันมะกอกในอิตาลีมาเป็นต้นแบบ โดยที่ปริมาณการผลิตน้ำมันมะกอกของอิตาลีครองสัดส่วนเพียง 10% ของโลก แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก หากชุมชนเฉาหยางเป็นฟาร์มผลิตน้ำมันเมล็ดชา ก็จะสามารถวาดภาพแผนการพัฒนาชุมชนในอนาคตได้ ชุมชนไม่ควรมีผลผลิตทางการเกษตรเพียงแค่น้ำมันเมล็ดชาเท่านั้น แต่ต้องมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับสู่บ้านเกิดด้วย
เดิมทีสมาคมพัฒนาชุมชนเฉาหยางมีร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือประมง ฉาจื่อถางได้นำจุดแข็งขององค์กรซึ่งก็คือ ความสามารถในการบูรณาการและการออกแบบเชิงสุนทรียศาสตร์ พร้อมกันนี้ได้เชิญธุรกิจต่าง ๆ อาทิ บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ Sinyi Realty Inc และธนาคาร DBS มาช่วยกันรีโนเวทร้านอาหาร Naniwa Seafood (客來香) โดยปรับรูปโฉมใหม่ให้มีความสวยงาม ทั้งเมนูอาหารและป้ายร้าน ก่อนจะได้ผลเกินคาด กลายเป็นร้านยอดนิยมที่ผู้คนมาแวะถ่ายรูปเช็คอินและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จนถึงขั้นที่มีนักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาที่หนานอ้าวเพื่อลิ้มลองอาหารทะเลสดและเส้นหมี่น้ำปลาดาบเงิน (白帶魚米粉湯) เป็นการเฉพาะ จากการที่มีผู้คนแห่มาใช้บริการที่ร้านอาหารจำนวนมาก ได้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาทำงานในชุมชนด้วย
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลังกะเทาะเปลือกของเมล็ดชาแล้ว ก็จะนำไปสกัดเป็นน้ำมันสำหรับบริโภค (ภาพจาก ฉาจื่อถาง)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ฉาจื่อถางช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตร
พันธสัญญา พร้อมนำระบบติดตามผลแบบดิจิทัล และระบบชลประทานแบบแม่นยำมาใช้
การฟื้นคืนวัฒนธรรมน้ำมันเมล็ดชา
จางเหว่ยซานชี้ว่า เรามีแหล่งวัตถุดิบอยู่ในชุมชนเฉาหยางและใช้ความเชี่ยวชาญมาเสริมศักยภาพ สร้างประสิทธิผลแบบทวีคูณ เริ่มจากการเพาะปลูกในรูปแบบเกษตรพันธสัญญาบนที่ดินรกร้าง ขยายพื้นที่เพาะปลูก ไปจนถึงการบ่มเพาะเพื่อให้เยาวชนกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด รวมถึงการบูรณะชุมชนผู้สูงอายุไปจนถึงการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ในอนาคตยังมีแผนที่จะผลักดันการฟื้นคืนวัฒนธรรมน้ำมันเมล็ดชา โดยได้ยกตัวอย่างน้ำมันเมล็ดชาสำหรับบริโภค ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งทอด ต้ม ผัด ทำสลัด หรือกินสด โดยน้ำมันเมล็ดชามักถูกใช้ในช่วงเทศกาลแห่งการอวยพร ซึ่งก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารในช่วงอยู่เดือนหลังคลอด การบำรุงร่างกาย และงานเลี้ยงฉลองวันเกิด
วัฒนธรรมน้ำมันเมล็ดชายังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของแหล่งผลิต อาทิ การใช้ชื่อชุมชนเฉาหยางในการทำแบรนด์และการตลาดของแคร์รอต ข้าวสาร และเมล็ดกาแฟ นอกจากนี้ยังช่วยสมาคมพัฒนาชุมชนในการยื่นขอทุนจากโครงการรัฐบาลเพื่อผลักดันการปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะท่าเรือประมง เฉาหยาง ด้วยการสร้างบึงระบบนิเวศและออกแบบลานชมวิว พร้อมจัดทำแผนที่ท่องเที่ยวชุมชนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวแบบครึ่งวันที่ท่าเรือประมงเฉาหยางและเส้นทางเดินป่าที่มีทิวทัศน์ของมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่เคียงข้าง
ฉาจื่อถางยังได้ร่วมมือกับธนาคาร DBS ในการเช่าบ้านเก่าแล้วทำการรีโนเวทเพื่อเปิดเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) ภายใต้ชื่อ Naniwa House 1 โครงการชุบชีวิตชุมชนเก่าด้วยกิจกรรมที่หลากหลายนี้ เป็นการส่งเสริมกลุ่มดิจิทัลโนแมดให้ใช้เป็นสถานที่ทำงานและบ้านหลังที่สอง ซึ่งถือเป็นการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขควบคู่ไปกับการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์กช็อปและทัศนศึกษาแบบ 2 วัน 1 คืน รวมไปถึงการดึงดูดบริษัทจากเยอรมนีและญี่ปุ่นมาศึกษาดูงาน
จางเหว่ยซานกล่าวว่า ในปี ค.ศ. 2025 เธอได้ผลักดันแผนการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรระยะสั้น และยังกล่าวว่า ชุมชนเฉาหยางทั้งชุมชนคือฟาร์มขนาดใหญ่ ขอเชิญผู้บริโภคจากในเขตตัวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มาเที่ยวชมสวนชาน้ำมันในโครงการเกษตรพันธสัญญาด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ของเมล็ดชา พร้อมกล่าวว่า อิตาลีมีน้ำมันมะกอก ไต้หวันมีน้ำมันเมล็ดชา นอกจากนี้ ยังจะได้สัมผัสกับผลลัพธ์ของการพัฒนาชุมชนที่ก่อให้เกิดความใกล้ชิดกับผืนดิน ตลอดจนสัมผัสกับความงดงามของระบบนิเวศในชุมชน
นี่คือความสำเร็จที่เกินความคาดหมายของโครงการฟื้นฟูน้ำมันเมล็ดชา ซึ่งนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้คนในชุมชนย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เริ่มจากผืนดิน และกลับสู่ผืนดิน เพื่อทำให้รอยต่อแห่งวิถีธรรมชาติและชุมชน กลายเป็นแนวคิดในอุดมคติที่เกิดขึ้นจริง
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
กลุ่มผลิตและจำหน่ายน้ำมันเมล็ดชาแห่งตำบลซูอ้าว ได้รับบริจาคเครื่องตัดหญ้าแบบนั่งขับจากฉาจื่อถาง ผู้สูงอายุในชุมชนบอกว่า นั่งขับได้แบบสบายและไม่เหนื่อย ขณะที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่กลับบ้านในวันหยุด ได้ลองนั่งขับก็รู้สึกว่าช่วยให้กำจัดวัชพืชได้อย่างสบาย ๆ (ภาพจาก ฉาจื่อถาง)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
นอกจากใช้บำรุงสุขภาพแล้ว น้ำมันเมล็ดชามักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารช่วงอยู่เดือนหลังคลอด บำรุงร่างกาย และงานเลี้ยงฉลองวันเกิด (ภาพจาก ฉาจื่อถาง)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ท่าเรือประมงเฉาหยางที่หนานอ้าวคือ สถานที่ลึกลับที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวแบบครึ่งวัน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)