รสชาติอันแสนหวานที่ประทับใจ
อาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาหารที่มีความซับซ้อน มักมีการใช้ใบเตยที่มีกลิ่นหอมมาปรุงอาหาร โดยนำมาใช้ในการต้มน้ำใบเตย ผัดข้าว และนำมาทำขนมหวาน นับว่าเป็นราชาแห่งพืชตระกูลหญ้าที่นิยมนำมาใช้ประกอบอาหารมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการใช้วัตถุดิบในการทำอาหารที่ได้จากมะพร้าวซึ่งมีอยู่ทั่วไป เช่น มะพร้าวขูดที่มีกลิ่นหอมเข้มข้น กะทิ และน้ำมันมะพร้าว รวมทั้งการใช้ดอกอัญชันเพื่อสกัดสีผสมอาหาร ต่างก็เป็นวัตถุดิบที่มักใช้ในขนมหวาน
นอกจากนี้ ยังมีการใช้น้ำตาลอีกด้วย ซึ่งน้ำตาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายและให้รสชาติที่ต่างกัน อาทิ น้ำตาลมะพร้าว (Gula Jawa) น้ำตาลโตนด (Gula Aren) น้ำตาลปาล์ม (Gula Lontar) น้ำตาลปาล์มนิภา (Gula Nipa)
ชนิดของน้ำตาลเหล่านี้แม้แต่คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง ก็ยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนนัก เนื่องจากน้ำตาลเหล่านี้ต่างได้มาจากพืชในตระกูลปาล์ม ที่มาจากสกุลต่างกัน ดังนั้นรสชาติจึงแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่จุดที่เหมือนกันคือ วิธีการเคี่ยวน้ำตาลจากธรรมชาติ ทำให้ได้น้ำตาลที่มีกลิ่นหอม ความหวานน้อย และมีรสชาติที่หลากหลาย ทานได้ไม่เบื่อ ด้วยเหตุนี้การใช้น้ำตาลปาล์มทำให้อาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอรรถรสมากขึ้น
Angeline Tan ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหารจากมาเลเซีย ซึ่งอาศัยอยู่ในไต้หวันมาเป็นเวลานาน มักไปเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกิน เธอแบ่งปันเรื่องราวที่ได้พบเกี่ยวกับ “ชนเผ่าออสโตรนีเชียน” ว่า พวกเขาจะตื่นขึ้นมาเก็บน้ำหวานจากดอกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหวานที่เก็บมาได้มีรสเปรี้ยวเนื่องจากแสงอาทิตย์ จากนั้นนำมากรอง ตั้งเตาก่อฟืนและเคี่ยวในกระทะขนาดใหญ่จนน้ำงวดออกหมด ก่อนจะเทและตักใส่ในภาชนะสานในขณะที่ยังร้อนอยู่ และทิ้งไว้ให้เย็นลง และแข็งตัว ซึ่งวิธีการเคี่ยวน้ำตาลแบบนี้เป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่อาศัยการทำด้วยมือทั้งสิ้น
จากการศึกษาของ Angeline Tan พบว่า การใช้น้ำตาลจากพืชเหล่านี้ เริ่มต้นมาจากชนเผ่าออสโตรนีเชียน และจึงค่อย ๆ แพร่กระจายไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ตามภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ หรือแม้แต่คนต่างรุ่นต่างยุคต่างก็มีความคุ้นชินในการใช้น้ำตาลที่ไม่เหมือนกัน และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดเพียงสั้นๆ เมื่อพูดในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยนับว่าเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่ที่อัมพวา กล่าวได้ว่า อาหารไทยจะขาด “รสชาตินี้” ไปไม่ได้ อินโดนีเซียมีน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด และน้ำตาลปาล์มนิภา กัมพูชาและลาว นิยมใช้น้ำตาลโตนดเพราะมีต้นตาลโตนดมาก ด้วยเหตุนี้ น้ำตาลโตนดจึงเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นและถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “น้ำตาลแห่งชาติ” และเพราะเหตุใดที่น้ำตาลปาล์มนิภาจึงหายาก เป็นเพราะว่าคนนิยมเก็บเมล็ดจากดอกมารับประทาน มากกว่าการปาดงวงตาลเพื่อเก็บน้ำตาล
แม้ว่าผู้คนในประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง อย่างเช่นในประเทศสิงคโปร์ จะเริ่มเคยชินกับการใช้น้ำตาลทรายขาวที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาลมะพร้าวที่เสมือนเป็นตัวแทนของน้ำตาลจากพืช ได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index : GI) ที่ต่ำอยู่ที่ 35 เท่านั้น และยังเป็นค่าที่น้อยกว่าน้ำตาลทรายขาว “เพื่อสุขภาพ” อีกด้วย จึงส่งผลให้น้ำตาลชนิดนี้เป็นที่นิยมในประเทศตะวันตก ในฐานะอาหารเพื่อสุขภาพ และมียอดจำหน่ายที่สูง จนทำให้สินค้าดังกล่าวผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
น้ำตาลจากพืชของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระตุ้นให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตามอง และดึงดูดให้ชาวไต้หวันบางส่วนมุ่งไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทดลองปลูกและผลิตน้ำตาลจากพืช ที่ยังสามารถต่อยอดไปถึงการนำน้ำตาลมาทำขนมหวานอีกด้วย เราอาจไม่ทันได้สังเกตว่ากระแสของความหวานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มคืบคลานมาอย่างเงียบ ๆ เช่นเดียวกับการมีบทบาทที่สำคัญในการทำอาหาร และความหวานละมุนนี้ก็แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวไต้หวันมาอย่างยาวนาน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ขนมเค้กพันชั้นที่คนไต้หวันคุ้นเคย มีต้นกำเนิดมาจากขนมเค้กพันชั้นของอินโดนีเซีย
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ขนมบัวลอยสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Liu Ming-fang มีการใช้ส่วนผสมหลายชนิด ทั้งมันหวาน ใบเตย และใช้สีจากกระบองเพชร โดยเสิร์ฟกับน้ำหวานที่ทำจากใบเตย น้ำตาลมะพร้าว และน้ำขิง (ภาพจาก Liu Ming-fang)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
Angeline Tan มักเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกิน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ขนมสาคูจากฝีมือของ Angeline Tan ทำจากวัตถุดิบที่หลากหลาย อาทิ กล้วย (สัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง) มันหวานที่หั่นเป็นรูปเพชร มันสำปะหลัง (ย้อมสีจากดอกกุหลาบ) และสาคู โดยปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนด จนมีรสชาติที่หอมหวานไม่เลี่ยน