ลูกกวาดรสโบราณของไต้หวัน : ลูกกวาดซินกั่ง
องค์เจ้าแม่มาจู่ในศาลเจ้าฟ่งเทียนกงที่ซินกั่ง ถือเป็นเทวรูปเจ้าแม่มาจู่จากเม่ยโจวที่เก่าแก่ที่สุดในไต้หวัน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี ที่ด้านข้างของศาลเจ้าฟ่งเทียนกง เป็นที่ตั้งของร้านขายลูกกวาดรสโบราณ “จินฉางลี่ (金長利)” ซึ่งก่อตั้งมานานถึง 133 ปีแล้ว
หลูหยางซิ่วเหม่ย (盧楊秀美) เจ้าของร้านรุ่นที่ 4 เล่าให้เราฟังว่า ผู้ก่อตั้งร้านจินฉางลี่ คือ หลูชีโถว (盧欺頭) เป็นคนหมินสง (อยู่ในเขตเมืองเจียอี้) เดิมทีเป็นหาบเร่ที่ตระเวนขายแบะแซ ถั่วลิสง และขนมเปี๊ยะ ไปตามที่ต่าง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฝนตกติดต่อกันนานหลายวัน ทำให้ไม่สามารถออกไปขายของได้ เมื่อมองไปยังของที่มีอยู่ จึงเกิดไอเดียในการนำเอาถั่วลิสงชื้น ๆ ไปใส่ในแบะแซแล้วนำไปกวนด้วยความร้อน ก่อนจะปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ทำให้กลายเป็นขนมชนิดใหม่ที่หัวเล็ก ๆ ส่วนปลายแหลม ๆ รูปร่างคล้ายกับหนู จึงเรียกมันว่า “ลูกกวาดหนู” ซึ่งหลูชีโถวได้นำขนมที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ ไปวางขายหน้าศาลเจ้าฟ่งเทียนกง “ชื่อของลูกกวาดหนูมีความแปลกใหม่ ทำให้เหล่าผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางมาเยือน และนิยมซื้อของหวานไปเซ่นไหว้อยู่แล้ว จึงนิยมซื้อไปไหว้เจ้าและเป็นของฝาก” และหลังจากที่ทำกำไรได้ไม่น้อย หลูชีโถวจึงตัดสินใจเปิดร้านขึ้นที่ซินกั่ง
หลังจากลูกกวาดหนูได้รับความนิยม แต่ชื่อของมันฟังดูแล้วไม่ไพเราะ จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ขนมสองซีก (雙仁潤 – ซวงเหรินรุ่น) ที่ได้ชื่อมาจากเมล็ดถั่วลิสงที่มีเนื้อสองซีก แต่หลังจากถูกนำไปเป็นเครื่องบรรณาการ เพื่อถวายแด่จักรพรรดิญี่ปุ่นและทรงโปรดเป็นอย่างมาก ชื่อของมันจึงถูกเปลี่ยนเป็น “ลูกกวาด ซินกั่ง” ที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน”
เถ้าแก่เนี้ยพาเราเดินเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผลิตลูกกวาดซินกั่ง พร้อมอธิบายว่า ส่วนผสมสำหรับทำลูกกวาดซินกั่งเป็นของที่หาได้ทั่วไป ซึ่งก็คือ แป้งแบตเตอร์ ถั่วลิสง แบะแซและรำข้าว โดยต้องทำการตีแป้งแบตเตอร์ตั้งทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน ส่วนถั่วลิสงก็เลือกใช้ถั่วของหยุนหลิน ซึ่งแต่ละเมล็ดจะอวบใหญ่
กระบวนการผลิตจะเริ่มขึ้นในตอน 6 โมงเช้า เริ่มจากการเทแบะแซลงในหม้อ จากนั้นก็ผสมแป้งแบตเตอร์ลงไป ค่อย ๆ กวนให้เข้ากัน ต้มด้วยความร้อนประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า โดยในทุกวันนี้เถ้าแก่เนี้ยจะเป็นผู้คอยควบคุมความแรงของไฟที่ใช้ต้ม และใช้แท่งไม้ไผ่ตักขึ้นมาแล้วใช้นิ้วมือลองบีบในน้ำเพื่อสัมผัสกับความเหนียวนุ่ม นี่คือทักษะที่สืบทอดมาจากแม่สามี และจะถ่ายทอดให้ลูกชายเป็นผู้สืบทอดต่อไป
ลูกกวาดซินกั่ง ถือเป็นรสชาติแห่งความทรงจำของเหล่าผู้ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตที่อื่น เถ้าแก่เนี้ยเล่าให้ฟังว่า เคยมีลูกชายคนหนึ่งที่พาคุณพ่อสูงอายุตระเวนเที่ยวตามสถานที่ ในความทรงจำ ซึ่งขับรถไปถึงซีหลัวแล้ว (ในเมืองจางฮั่ว) แต่ต้องย้อนกลับมาที่ซินกั่ง เพื่อตามหารสชาติที่คุ้นเคยในสมัยที่เป็นทหาร “ก็อย่างที่บอกกับใครๆ ว่า เราขายสินค้าสองอี้ (億 อี้ หมายถึง หนึ่งร้อยล้าน) อี้แรกคือ จี้อี้ (記憶 ความทรงจำ) อีกอี้หนึ่งคือ หุยอี้ (回憶 การย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต)” พอดีว่าในร้านมีลูกค้าวัยอาม่า 3 คนที่มาจากหมู่บ้านปั่นโถวชุนซึ่งอยู่ข้าง ๆ เข้ามาซื้อของ “ฉันกินมาตั้งแต่เพิ่งหัดเดินเลย” อาม่ามีพี่สาวน้องสาว 4 คน ต่างก็แต่งงานแยกย้ายไปตั้งรกรากที่อื่นกันหมดแล้ว ในช่วงตรุษจีนจึงจะกลับมารวมตัวกันที่บ้านเกิด ก็จะต้องกลับมาตามหารสชาติแห่งความทรงจำที่นี่ ก่อนจะซื้อกลับไปคนละหลายถุง
“มีกลิ่นรำข้าวและหัวมันผสมผสานกับความหวานของแบะแซ เวลาเคี้ยวจะรู้สึกได้ถึงความหนึบหนับของเนื้อลูกกวาดที่ไม่เหมือนใคร” ซึ่งปัจจุบัน รสชาติโบราณอันเรียบง่ายนี้ ได้เพิ่มอีกสิ่งหนึ่งเข้ามาด้วย นั่นก็คือความยึดมั่นในการสืบสานรสชาติแห่งความดั้งเดิมนั่นเอง

ลูกกวาดซินกั่ง คือ ลูกกวาดรสโบราณของไต้หวัน

นำน้ำตาลมอลโทสและถั่วลิสงที่ผ่านการต้มจนสุกดีแล้ว มาโรยด้วยรำข้าว ก่อนจะใช้มือนวดให้เป็นแท่งยาว