สัมผัสได้ถึงรสเค็มที่แตกต่างกันในทุกคำ
ในสมัยที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ท่าเรือจีหลงเคยเป็นท่าเรือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญ แกงกะหรี่ถูกทหารเรือที่นำวัฒนธรรมอาหารต่างถิ่นเข้ามาเผยแพร่ รวมกับซอสซาฉากลายเป็นส่วนผสมของขนมอบ สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
ขับรถห่างออกจากตลาดกลางคืนจีหลงเมี่ยวโขว่ประมาณห้านาที จะเจอร้านขนมต้าซิน (Dashin Pastry Shop) ที่ตั้งอยู่บนถนนจงฉวน โดยในช่วงเช้ามืด กลิ่นหอมของแกงกะหรี่โชยมาเป็นระยะ ๆ นั่นคือขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่ที่เพิ่งอบเสร็จเป็นล็อตแรกในตอนเช้า และกำลังวางบนชั้นให้เย็นตัว ขณะที่ชั้นสองของโรงงานก็กำลังขะมักเขม้นอยู่กับ การปรุงไส้ของขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่
คัดเอาเนื้อขาหมูส่วนหลังซึ่งมีมันและเนื้อเท่า ๆ กัน มาทำการตุ๋นด้วยน้ำพะโล้หลายรอบ จากนั้นนำไปผัดเพื่อล็อกรสเค็ม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้คงไว้ จากนั้นปล่อยไว้ให้แห้งและเย็น แล้วจึงค่อยนำมาผสมเข้ากับไส้ถั่วเขียวบด และห่อด้วยแป้งพัฟแกงกะหรี่ ต่อไปเชฟก็จะปั้นให้เป็นรูปร่างขนมเปี๊ยะ และประทับตราสีแดงลงไป เตาอบจะถูกปรับอุณหภูมิให้สอดคล้องตามสภาพอากาศก่อน แล้วท้ายที่สุดจึงค่อยนำขนมเปี๊ยะใส่เข้าไปอบ
ขั้นตอนที่ดูง่าย ๆ เหล่านี้ ความจริงแล้วทั้งหมดได้มีการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันโดยคุณเฉินเฉาจง (陳朝宗) ซึ่งเป็นเถ้าแก่รุ่นแรก จากสัดส่วนของน้ำพะโล้กับถั่วเขียวบด ไปถึงจนส่วนประกอบของแป้งพัฟแกงกะหรี่ ล้วนเป็นสูตรพิเศษที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน แม้แต่คุณเฉินเจี้ยนหง (陳建宏) ซึ่งเป็นลูกชายก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการศึกษาเรียนรู้
แต่ด้วยความที่เป็นสูตรลับเช่นนี้ จึงกลายมาเป็นรสชาติของบ้านเกิดที่คนในท้องถิ่นจะไม่มีวันลืม กลิ่นหอมเข้มข้นของแกงกะหรี่ก็ทำให้ผู้คนน้ำลายไหล ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มรับประทาน เมื่อกัดคำแรกเข้าไป ก็จะสัมผัสได้ถึงแป้งที่กรอบร่วน รสชาติของถั่วเขียวบดที่มีความนุ่มละมุน จากนั้น จึงตามมาด้วยรสชาติของไส้เค็ม และในที่สุดรสชาติเครื่องเทศของแป้งพัฟแกงกะหรี่ ก็จะหวนกลับคืนสู่ลิ้นอีกครั้ง เป็นรสชาติอันหลากหลายที่คลุกเคล้าวนเวียนอยู่ในปาก
ที่น่าสนใจคือ หากกัดไปโดนส่วนที่มีถั่วเขียวบดค่อนข้างมาก ก็จะได้ลิ้มรสชาติของถั่วเขียวบดที่มีกลิ่นหอมและความหวานเข้มข้น หากคำต่อไปกัดไปโดนส่วนที่มีเนื้อสัตว์มาก ก็จะได้สัมผัสกับไส้ถั่วบดที่ซ่อนอยู่หลังรสเค็ม จากนั้น จึงค่อยดึงเอารสชาติของน้ำพะโล้และแกงกะหรี่ กลับคืนสู่ต่อมรับรส ซึ่งเปรียบเสมือนกับการชมการแสดงของรสชาติที่ยอดเยี่ยมและงดงาม
รสชาติอันแสนอร่อยนี้ ทำให้คนที่ชอบขนมเปี๊ยะ รู้สึกตกหลุมรักทันทีที่ได้รับประทาน และยังทำให้คนที่ไม่รับประทานขนมเปี๊ยะเปลี่ยนใจอีกด้วย โดยในวันสัมภาษณ์มีลูกค้าจากรุ่ยฟาง เข้ามาในร้านก็บอกว่าต้องการซื้อ 15 กล่อง ซึ่งที่จริงแล้ว เขาขับรถมาที่นี่โดยเฉพาะ ก็เพราะอยากซื้อขนมไปเฉลิมฉลองที่อี๋หลานกับเพื่อน ๆ “เดิมทีเพื่อนของฉันไม่กินขนมเปี๊ยะ แต่หลังจากกินขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่แล้ว ก็กินทีเดียวจนหมดกล่องเลย” เขามีความสุขที่ได้แชร์ประสบการณ์หลากหลายอันน่ามหัศจรรย์ของขนมเปี๊ยะจากร้านขนมต้าซิน
เมื่อพวกเราถามถึงว่า เขาคิดว่าขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่ที่มีทั้งรสเค็มและหวาน มีส่วนไหนที่ดึงดูดผู้คน ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความลึกลับ และบอกว่า “คุณต้องรับประทานก่อน แล้วก็จะรู้เอง”

เนื้อเป็นชิ้นที่ถูกตุ๋นเคี่ยวไปมาในน้ำพะโล้สูตรเฉพาะของ ร้านขนม Hsin Fu Jean ได้ดูดซึมน้ำซอสเข้าไปอย่างเต็มที่ และเปล่งประกายความมันวาวออกมา

แม้ขั้นตอนการฝึกเรียนทำขนมกับคุณพ่อจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่คุณเฉินเจี้ยนหง เถ้าแก่รุ่นที่ 2 ของร้านขนม Dashin Pastry ได้นำเอาความลำบากมาเป็นกำลังใจ โดยหวังจะสามารถสืบทอดความอร่อยของขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่ต่อไป

ในอดีตรสเค็มของขนมเปี๊ยะแกงกะหรี่จะได้มาจากหอมแดงเจียว แต่เมื่อสังคมมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงค่อย ๆ เริ่มมีการเติมเนื้อหมูลงไปในไส้