ล่องเรือรอบเกาะ เปิดประตู่สู่โลกใบใหญ่
เรื่องราวของโรงเรียนเยว่หมิง กับห้องเรียนแห่งท้องทะเล
เนื้อเรื่อง‧เฉินฉวินฟาง ภาพ‧โรงเรียนเยว่หมิง แปล‧รุ่งรัตน์ แซ่หยาง
กุมภาพันธ์ 2026
หากพูดถึงการผจญภัยทางทะเล หลายคนอาจนึกถึงอนิเมะชื่อดัง วันพีซ (One Piece) ที่มีลูฟี่และผองเพื่อนล่องเรือโกอิ้งเมอร์รี่ ออกตามหาสมบัติล้ำค่าในแกรนด์ไลน์อันยิ่งใหญ่ แต่รู้ไหมว่า ที่ไต้หวันเองก็มีเหล่าโจรสลัดแห่งท้องทะเลอยู่จริง พวกเขาอาจไม่ได้ออกล่าสมบัติ หากแต่เป็นเด็ก ๆ จากโรงเรียนเยว่หมิง เด็กกลุ่มนี้รวมตัวกับเพื่อนจากหลายโรงเรียน ล่องเรือใบลัดเลาะรอบเกาะไต้หวัน และออกเดินทางไปแข่งเรือใบระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังเคยออกเรือท่องไต้หวันร่วมกับคณะครูและนักเรียนจากฝรั่งเศสอีกด้วย เหล่ากะลาสีน้อยเยว่หมิง ใช้เรือใบเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพกับผู้คนทั่วโลก เพื่อร่วมกันเขียนเรื่องราวการผจญภัยทางทะเลบทใหม่ของไต้หวันอย่างงดงาม
จับมือไปด้วยกัน ล่องเรือสู่ท้องทะเลสีคราม! ฉันอยากเป็นราชาแห่งท้องทะเล! เสียงตะโกนก้องของคณะครูและเหล่านักเรียนโรงเรียนเยว่หมิง เมืองอี๋หลานจากเรือใบ Barefoot และ Armola ดังกังวานเหนือผืนน้ำ ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 2024 โรงเรียนเยว่หมิงได้รวมพลังกับครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมทะเลและเกาะรอบนอกของไต้หวันกว่า 36 แห่ง ออกเดินทางจากท่าเรือซูอ้าว เมือง อี๋หลาน โดยพวกเขาใช้เวลา 29 วัน แล่นเรือใบเป็นระยะทาง 1,047 ไมล์ทะเล (1,939 กิโลเมตร) และปฏิบัติภารกิจ สำรวจรอบเกาะไต้หวันแบบทวนเข็มนาฬิกาได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์
ระหว่างการเดินทาง เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกับระบบนิเวศรอบเกาะไต้หวัน ตั้งแต่แนวปะการัง เขตน้ำขึ้นน้ำลง ไปจนถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล พวกเขายังช่วยกันเก็บขยะที่อยู่ในทะเล และเก็บรวบรวมตัวอย่างไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำทะเลเพื่อนำไปตรวจสอบ รวมทั้งได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือสำรวจทางทะเลแบบมืออาชีพจากนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งชาติ (National Academy of Marine Research : NAMR) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของคณะกรรมการกิจการทางทะเล เด็ก ๆ ได้สัมผัส ได้เข้าใจและได้มองเห็นปัญหาทางทะเลด้วยตาของตัวเอง ผ่านการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือจริง การเดินทางครั้งนี้จึงไม่เพียงเปิดประตูสู่โลกของมหาสมุทร แต่ยังปลูกฝังให้พวกเขาเติบโตเป็นบุตรแห่งท้องทะเล ที่รู้จักดูแลและปกป้องมหาสมุทรซึ่งเสมือนเป็นมารดาแห่งไต้หวันอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 2024 โรงเรียนเยว่หมิงได้รวบรวมครูและนักเรียนจากโรงเรียน 36 แห่ง ล่องเรือใบขนาดใหญ่สองลำคือ เรือ Barefoot และเรือ Armola เพื่อเดินเรือรอบเกาะไต้หวัน
ปกป้องท้องทะเลของเรา
ว้าว! เครื่องมือที่หน้าตาเหมือนจานบินนี่คืออะไรกันนะ? เสียงเด็ก ๆ ถามขึ้นอย่างตื่นเต้นขณะอยู่บนดาดฟ้าเรือ อุปกรณ์ชิ้นนั้นคือ ทุ่นลอยตรวจวัดสมุทรศาสตร์ หนึ่งในเครื่องมือวิจัยที่สถาบันวิจัยทางทะเลแห่งชาติ นำขึ้นมาบนเรือเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลจริงระหว่างลงพื้นที่ภาคสนาม ไล่เจียนอู้ (賴堅戊) นักวิจัยจากศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมและวิศวกรรมทางทะเลของสถาบัน NAMR (NAMR’s Marine Industry and Engineering Research Center) เล่าว่า ระหว่างการเดินเรือ เด็กนักเรียนมีโอกาสได้ลงมือจัดวางอุปกรณ์วิจัยราคาแพงเหล่านี้ด้วยตัวเอง ทำให้แต่ละคนทั้งตั้งใจ ระมัดระวัง และเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ด้วยพื้นที่บนเรือที่มีจำกัด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งชาติ จึงเลือกเตรียมอุปกรณ์สำรวจที่สำคัญและใช้พื้นที่ไม่มากนัก นำขึ้นมาบนเรือมาด้วย หนึ่งในนั้นคือ CTD (Conductivity Temperature Depth) เครื่องมือสำหรับ วัดค่าการนำไฟฟ้า อุณหภูมิและความลึกของน้ำทะเล เพื่อนำไปคำนวณหาค่าความเค็มของน้ำทะเล รวมถึงเครื่องตรวจวัดเชื้อวิบริโอในทะเลแบบอัตโนมัติ เพื่อศึกษาคุณภาพน้ำอย่างละเอียด
ด้วยการทดลองจริง เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ว่าทะเลไม่ได้เป็น ผืนน้ำเดียวกันทั้งหมด แต่มีการแยกชั้นของน้ำทะเล ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์สามารถจำแนกได้จากอุณหภูมิและความเค็ม เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกับทิศทางและความเร็วของกระแสน้ำ ก็สามารถระบุทิศทางการไหลของมวลน้ำทะเลได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเรือแล่นมาถึงน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน ข้อมูลที่วัดได้จะสะท้อนอิทธิพลของ กระแสน้ำคุโรชิโอะ (Kuroshio Current) ขณะที่ข้อมูลที่เก็บจากบริเวณเกาะเสี่ยวหลิ่วชิวทางตอนใต้จะมีลักษณะแตกต่างกัน เพราะได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลของทะเลจีนใต้ ไล่เจียนอู้มองว่า เมื่อเด็กได้เห็นด้วยตาตัวเอง ได้ลงมือวัดค่าด้วยตัวเอง เนื้อหาในตำราเรียนก็จะกลายเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่จับต้องได้ นี่แหละคือคุณค่าที่แท้จริงของการเดินเรือในครั้งนี้
นอกจากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สถาบันวิจัยทางทะเลแห่งชาตินำขึ้นเรือมา โรงเรียนเยว่หมิงยังประดิษฐ์อุปกรณ์อวนลากสำรวจของตัวเอง สำหรับเก็บตัวอย่างจากผิวน้ำเพื่อดูการกระจายตัวและชนิดของขยะทะเล ทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพของปัญหามลพิษในทะเลที่เกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ต้องการจะปกป้องมหาสมุทรด้วยตัวเอง
ระหว่างการเดินทาง พวกเขาได้พบกับธรรมชาติที่งดงามหลากหลายรูปแบบ ที่หมู่เกาะเผิงหู เด็ก ๆ ได้เห็นลูกเต่าตนุว่ายกลับสู่ทะเลอย่างกล้าหาญ ที่ตงอิ๋นได้ชมฝูงนกนางนวลหางดำบินเกาะกลุ่มเป็นฝูงใหญ่ และในช่องแคบไต้หวันก็มีช่วงเวลาที่แสนพิเศษเมื่อเรือเดินทางไปเจอกับฝูงโลมากลางทะเล คืนใดที่ต้องเดินเรือยามค่ำ เด็ก ๆ จะพากันนอนบนดาดฟ้า มองดวงดาวที่ล่องลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ฟังเสียงคลื่นซัดเบา ๆ ทำให้ทุกเส้นทางที่ผ่านเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ การค้นพบและประสบการณ์ใหม่ที่ไม่มีวันลืม

เส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการจับมือไปด้วยกัน ล่องเรือมุ่งสู่ท้องทะเลสีครามในปี ค.ศ. 2024

เด็ก ๆ ใช้ตาข่ายอวนลากเพื่อรวบรวมเศษขยะทางทะเล เปิดโอกาสให้สัมผัสมหาสมุทรอย่างใกล้ชิด

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งชาติขณะอธิบายหน้าที่ของทุ่นลอยให้เด็ก ๆ ฟัง
เพื่อนร่วมทาง - เรากำลังล่องเรือออกสู่ท้องทะเลสีครามไปด้วยกัน!
เราเตรียมตัวมานานถึง 16 ปี กว่าที่จะมีพลังมากพอสำหรับการจัดกิจกรรมการศึกษาทางทะเลขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ หวงเจี้ยนหรง (黃建榮) ผู้อำนวยการโรงเรียนเยว่หมิง เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งในปี ค.ศ. 2007 โรงเรียนมีนักเรียนเพียง 67 คน อยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้จะถูกยุบ แต่เขามองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากเขตอนุรักษ์พันธุ์นกน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศที่อยู่ใกล้โรงเรียนแห่งนี้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า หากละเลยโดยไม่นำมาใช้ประโยชน์ ก็เท่ากับปล่อยให้ของขวัญจากธรรมชาติต้อง สูญเปล่า ด้วยความเชื่อเช่นนั้น เขาจึงวางทิศทางการพัฒนาโรงเรียน โดยยึดการศึกษาทางทะเลและความยั่งยืนของ สิ่งแวดล้อมเป็นแกนหลัก และเริ่มนำหลักสูตรเรือใบเข้าสู่ การเรียนการสอนในโรงเรียน
ในฐานะที่เป็นโรงเรียนแห่งเดียวในไต้หวันที่บรรจุวิชาเรือใบให้เป็นรายวิชาบังคับในการเรียนการสอน โรงเรียนเยว่หมิงภายใต้การนำของผู้อำนวยการหวงเจี้ยนหรง ได้เดินหน้าทดลองและสร้างสรรค์กิจกรรมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 2018 โรงเรียนได้เปิดภารกิจมุ่งสู่ทะเลสีคราม โครงการเยาวชนไต้หวัน–ญี่ปุ่น–ฮ่องกงแล่นตามสายลม โดยมีคณะครูและนักเรียนออกเดินทางจากท่าเรือซูอ้าว แล่นข้ามกระแสน้ำคุโรชิโอะ สู่เกาะอิชิงากิของญี่ปุ่น เพื่อร่วมกิจกรรมแข่งเรือใบกับเยาวชนท้องถิ่น จากนั้นคณะจึงเดินทางต่อไปยังฮ่องกงด้วยเครื่องบิน เพื่อแลกเปลี่ยนทักษะและประสบการณ์การเดินเรือกับเด็ก ๆ ที่นั่น
ในปี ค.ศ. 2020 โครงการกะลาสีตัวน้อยผู้มองโลกในแง่ดี ตามล่าหาฝันในท้องทะเลไต้หวันได้เริ่มต้นขึ้น คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนเยว่หมิงออกเดินทางจากท่าเรือซูอ้าว ล่องเรือใบแบบผลัดเปลี่ยนตลอด 27 วันรอบเกาะไต้หวัน ระหว่างการเดินทาง เด็ก ๆ ได้แวะพบปะกับนักเรียนจากโรงเรียนชายฝั่งในแต่ละพื้นที่ ทำกิจกรรมเก็บขยะชายหาดร่วมกัน และยังเชิญเด็ก ๆ จากโรงเรียนเหล่านั้นขึ้นเรือเพื่อสัมผัสประสบการณ์การเดินเรือใบอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
หวงเจี้ยนหรงเล่าว่า เด็ก ๆ จำนวนมากเคยดูอนิเมะเรื่อง One Piece มาก่อน พอได้เห็นเรือใบลำใหญ่จริง ๆ อยู่ตรงหน้า เด็กจากโรงเรียนอื่นต่างตกตะลึงและมองด้วยแววตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน ณ ตอนนั้นเอง เขาได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่า สักวันหนึ่งเราจะต้องพาเด็ก ๆ เหล่านี้ออกทะเลไปด้วยกันให้ได้ และในปี ค.ศ. 2024 เขาทำตามคำสัญญานั้นได้สำเร็จเหมือนลูฟี่และผองเพื่อนใน One Piece ด้วยการพาคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนชายฝั่งกว่า 460 คน ขึ้นเรือร่วมเดินทางทำให้ภารกิจล่องเรือรอบเกาะไต้หวันของเยว่หมิงเป็นจริง

หวงเจี้ยนหรง ผู้อำนวยการโรงเรียนเยว่หมิง ได้นำการศึกษาทางทะเลเข้าสู่รั้วโรงเรียน โดยหวังว่านักเรียนจะมองโลกทั้งใบเสมือนเป็นห้องเรียนของตนเอง และทำให้ชีวิตของพวกเขาแตกต่างออกไป (ภาพโดย จวงคุนหรู)

โรงเรียนเยว่หมิงสอนแล่นเรือใบที่แม่น้ำตงซานในอี๋หลาน การแล่นเรือใบไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็ก ๆ มีทักษะการบังคับเรือใบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขากล้าที่จะเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตอีกด้วย (ภาพโดย จวงคุนหรู)
สิ่งที่เรือใบมอบให้เรา
เพื่อทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาทางทะเลเกิดขึ้นได้จริง โรงเรียนเยว่หมิงจึงออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรียนวิชาเรือใบเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หัดโต้คลื่นในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และฝึกการดำน้ำตื้นและพายเรือ คายักเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หวงเจี้ยนหรงเล่าว่า ทุกย่างก้าวของการเติบโตของเด็ก ๆ สร้างความอิ่มเอมใจให้ผู้ใหญ่ที่ได้เห็นเสมอ และสุดท้ายแล้ว ผู้ใหญ่เองก็เรียนรู้จากเด็ก ๆ เช่นกัน เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาได้เล่าถึงคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งที่ผู้ปกครองส่งมาให้ดู เป็นคลิปที่ถ่ายเรื่องราวของเด็กหญิงวัยเก้าขวบคนหนึ่งขณะกำลังบังคับเรือใบด้วยตัวเองเพียงคนเดียว แม้เรือจะพลิกคว่ำ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นตั้งหลักใหม่และออกเดินหน้าท้าลมอีกครั้ง ภาพของเด็กน้อยในคลิปวีดีโอ ทำให้ผู้ใหญ่ที่ได้ดูต่างรู้สึกทึ่งและประทับใจอย่างมาก หวงเจี้ยนหรงเสริมว่า ก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง เธอมักจะกลัวจนร้องไห้ แต่ก็ยังอาสาลงน้ำเป็นคนแรกเสมอ พ่อแม่ที่เฝ้าดูเด็ก ๆ แล่นเรือออกจากอ่าวทุกเช้า มักจะเสียน้ำตาเป็นประจำ เพราะเด็ก ๆ กล้าหาญกว่าพวกเรามากนัก
การฝึกเรือใบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเล่นกีฬา หากยังสะท้อนให้เราเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตมากขึ้น
เมื่อมีลมพัดสวนจากด้านหน้า ต่อให้เรือดีเพียงใด ก็ไม่อาจแล่นฝ่าลมตรง ๆ ได้ จำเป็นต้องค่อย ๆ แล่นแบบซิกแซก หรือเป็นรูปตัว Z เพื่อขยับไปข้างหน้า ชีวิตมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเจอกับอุปสรรคตรงหน้า (เช่นเดียวกับลมปะทะ) หากพยายามฝ่าฟันอุปสรรคไปทื่อ ๆ มักจะจบลงด้วยความบอบช้ำมากกว่าเดิม แทนที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จึงควรหันมาตั้งสติและรู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบข้างและหาเส้นทางที่เหมาะสมในการก้าวต่อไปข้างหน้า หวงเจี้ยนหรงเสริมว่า ไม่ว่าจะเป็นการบังคับเรือหรือการใช้ชีวิต ช่วงที่อันตรายที่สุด กลับเป็นช่วงที่เราแล่นตามลม เพราะเป็นจังหวะที่เรา มีโอกาสทำเรือพลิกคว่ำมากที่สุดเมื่อทิศทางลมเปลี่ยนกะทันหัน ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงลมที่พัดจากด้านหลังที่มี กำลังแรง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกผ่อนคลายเกินไป เนื่องจากมีแรงลมส่ง ทำให้เผลอและประมาทได้ง่ายนั่นเอง
แต่แม้จะเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบเพียงใด เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างเช่น การเดินเรือในปี ค.ศ. 2024 เมื่อเรือ Barefoot ประสบเหตุติดสันทรายที่นอกชายฝั่งเมืองจางฮั่ว แม้จะมีการสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าและมีนักนำร่องช่วยนำทาง แต่เพราะสภาพพื้นท้องทะเลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการทับถมของตะกอนสะสม จึงทำให้เรือเกยตื้นในที่สุด อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ บนเรือยังคงตั้งสติ รับคำสั่งจากกัปตันอย่างสุขุม ท้ายที่สุดก็สามารถนำเรือหลุดออกจากจุดดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย ความท้าทายเฉพาะหน้าเช่นนี้คือเสน่ห์ของการเดินเรืออย่างหนึ่ง และชีวิตก็ไม่ต่างกัน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เรื่องที่คาดไม่ถึง และบททดสอบมากมาย แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีคุณค่าในอนาคต และสำหรับเด็ก ๆ ที่ได้ออกเดินเรือจริง พวกเขาย่อมมีเรื่องราวมากมายที่พร้อมจะเล่าได้ไม่มีวันหมด

ในระหว่างการแล่นเรือใบ OP เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ที่จะวิเคราะห์และตัดสินแรงลม และใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มีเพื่อฝ่าคลื่นทะเลและเดินเรือไปข้างหน้า

การเดินทางอันน่าอัศจรรย์ของกล้องถ่ายรูปที่ลอยมาตามทะเล ถูกเก็บไว้ได้โดยเด็ก ๆ จากโรงเรียนเยว่หมิง ในระหว่างการเก็บขยะชายหาด นับเป็นการสานสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างไต้หวันและญี่ปุ่นโดยไม่คาดคิด
ใช้มหาสมุทร...เชื่อมมิตรภาพกับผู้คนทั่วโลก
ในอดีตเมื่อมีการปิดน่านน้ำ มหาสมุทรจะถูกมองว่าเป็นกำแพงที่ขวางกั้นผู้คนออกจากกัน แต่แท้จริงแล้วมหาสมุทรไม่เคยแบ่งแยกสิ่งใด ตรงกันข้าม มหาสมุทรคือเส้นทางที่เชื่อมไต้หวันเข้ากับโลกใบใหญ่ ปี ค.ศ. 2018 ระหว่างกิจกรรมเก็บขยะริมชายหาด เด็ก ๆ จากโรงเรียนเยว่หมิงเก็บกล้องถ่ายรูปได้หนึ่งตัว พวกเขาจึงโพสต์ประกาศตามหาเจ้าของกล้องผ่านโซเชียลมีเดีย ที่น่าแปลกใจคือ เจ้าของกล้องคือเด็กสาวชาวญี่ปุ่นชื่อ เซริน่า สึบากิฮาระ ซึ่งทำกล้องหายไปขณะดำน้ำที่เกาะอิชิงากิเมื่อกว่า 2 ปีก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั้งไต้หวันและญี่ปุ่น
การเดินทางที่น่าเหลือเชื่อของกล้องถ่ายรูปตัวนั้น ได้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนเยว่หมิงกับเซริน่า สึบากิฮาระไว้ด้วยกัน เธอไม่เพียงแต่นั่งเครื่องบินมารับกล้องที่ไต้หวัน แต่ยังได้พบปะพูดคุยกับเด็ก ๆ อย่างเป็นกันเอง และในปี ค.ศ. 2019 เธอได้เดินทางมาไต้หวันอีกครั้งเพื่อร่วมงานพิธีจบการศึกษาของเด็ก ๆ ทำเอาทั้งห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงตะโกนด้วยความดีใจและประทับใจ ต่อมาโรงเรียนเยว่หมิงได้นำเรื่องราวมหัศจรรย์นี้ไปดัดแปลงเป็นละครหุ่นกระบอก และออกตระเวนแสดงตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วไต้หวัน โดยทุกครั้งหลังการแสดงจะมีการจัดกิจกรรมเก็บขยะชายหาดควบคู่ไปด้วย ซึ่งพวกเขายังได้นำละครเรื่องนี้ไปแสดงถึงประเทศญี่ปุ่นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์อีกด้วย
เนื่องจากเมืองซูอ้าวของไต้หวันและเมืองอิชิงากิของญี่ปุ่นเป็นดั่งเมืองพี่เมืองน้อง ทำให้เยว่หมิงมีความผูกพันกับสโมสรเรือใบเยาวชนของอิชิงากิและมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องราวของกล้องถ่ายรูปลอยตามทะเลเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากการเดินทางแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยียนระหว่างกันอยู่เป็นประจำในแต่ละปีแล้ว ทีมจากไต้หวันยังเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันเรือใบรุ่น Optimist ระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นด้วย หวงเจี้ยนหรง เล่าว่า การเรียนการสอนเรือใบที่อิชิงากิ
นั้นขับเคลื่อนโดยสโมสรเอกชนเป็นหลัก ทำให้หลายคนรู้สึกอิจฉาที่ไต้หวันมีโรงเรียนซึ่งเปิดสอนวิชาเรือใบและบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน จนท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่เมืองอิชิงากิถึงกับเสนอแนวคิดการแลกเปลี่ยนนักเรียนระหว่างทั้งสองเมือง
หลังจากการเดินเรือรอบเกาะเมื่อปี ค.ศ. 2024 สิ้นสุดลง โรงเรียนเยว่หมิงก็ได้รับจดหมายเชิญจาก สำนักงานตัวแทนฝรั่งเศสประจำไต้หวัน ขอให้คณะครูและนักเรียนช่วยสอนทักษะการบังคับเรือใบให้แก่เด็กฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน และในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2025 ทางโรงเรียนเยว่หมิงได้พาเด็ก ๆ ชาวฝรั่งเศสออกเดินเรือจริง โดยเริ่มต้นจากเขตตั้นสุ่ย แล่นผ่านซินจู๋ ไทจง เผิงหู ไถหนาน สิ้นสุดที่เกาสง เพื่อเข้าร่วมงาน KAOHSIUNG FRENCH FESTIVAL - French Riviera หรือเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสในเกาสง เรือใบได้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงโรงเรียนเยว่หมิงกับโลกภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของหวงเจี้ยนหรงที่ต้องการใช้ทะเลเป็นสื่อ เชื่อมมิตรภาพกับทั้งโลก ให้โลกทั้งใบเป็นห้องเรียน เพื่อให้มีชีวิตที่แตกต่างจากเดิม

การศึกษาทางทะเลช่วยปลูกฝังทักษะทางทะเลให้ฝังรากลึกในร่างกายของเด็ก ๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของเด็ก ๆ แห่งท้องทะเล

เซริน่า สึบากิฮาระ เจ้าของกล้องถ่ายรูปที่ถูกเก็บได้ เดินทางไปไต้หวันเป็นการเฉพาะ เพื่อเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาของเยว่หมิง สร้างความประหลาดใจและความสุขให้กับเหล่านักเรียนเป็นอย่างมาก




