แหล่งกำเนิดของข้าวนาคามูระ และ ข้าวไทจง 65
คุณเชี่ยเจ้าซู (謝兆樞) ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งภาควิชาพืชไร่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่า นายเมงุมุ สุเอนากะ (Megumu Suenaga) ผู้อำนวยการสถานีทดลองการเกษตรไทจงในขณะนั้น (ปัจจุบันคือสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง กระทรวงเกษตร) ได้รับการช่วยเหลือจากนายเออิคิจิ อิโซะ (Eikichi Iso) นักวิชาการของสถานีทดลองการเกษตรแห่งรัฐบาลไต้หวัน โดยในปี ค.ศ. 1923 เขาเสนอวิธีการปลูกแบบใหม่คือ การปักดำต้นกล้าอ่อน และประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ และทำให้สามารถขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นาคามูระอย่างแพร่หลาย จากภาคเหนือไปยังภาคใต้ของไต้หวัน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1926 ได้มีการคัดเลือกพันธุ์โดย อิโยะ เซนโงคุ (Iyo Sengoku) จนได้พันธุ์ข้าวใหม่ที่ต้านทานโรคได้ดีชื่อว่า เจียอี้หวั่น 2 (嘉義晚二號) ซึ่งเข้ามาแทนที่ข้าวพันธุ์นาคามูระ จากนั้นเริ่มเป็นที่นิยมทั่วไต้หวัน และในปีเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นในไต้หวันได้ประกาศให้ใช้ชื่อข้าวเผิงไหล เป็นชื่อเรียกข้าวพันธุ์ญี่ปุ่นที่ผ่านการปรับปรุงและปลูกในไต้หวัน โดยคำว่า เผิงไหล สื่อความหมายจากคำว่า เกาะเผิงไหลเซียนเต่าหรือเกาะสวรรค์เผิงไหล (蓬萊仙島) ตั้งแต่นั้นมา คำว่าข้าวเผิงไหล จึงกลายเป็นชื่อเรียกข้าวจาปอนิกาที่ปลูกในไต้หวัน ส่วนข้าวอินดิกาพื้นบ้านเดิมของไต้หวัน ได้ถูกเรียกว่า ข้าวไจ้ไหล (在來米)
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวในไต้หวันเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1924 โดยนายเมงุมุ สุเอนากะ (Megumu Suenaga) ซึ่งได้นำพันธุ์ข้าวคาเมจิ (Kameji) มาผสมกับพันธุ์ชินริกิ (Shinriki) และดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้ข้าวพันธุ์ใหม่ในปี ค.ศ. 1929 ชื่อว่า ไทจง 65 (台中65號)
ในแง่งานวิจัยทางวิชาการ การพัฒนาข้าวพันธุ์ไทจง 65 ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาข้าวของไต้หวัน ศ. เซี่ยเจ้าซู (謝兆樞) ระบุว่า ข้าวพันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพดี และมีความต้านทานต่อโรคไหม้ข้าว อีกทั้งยังมีการนำไปเพาะปลูกในที่นาดั้งเดิมจู๋จื่อหู เพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และเผยแพร่ต่อไปทั่วประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักของข้าวเผิงไหลในยุคเริ่มต้นของไต้หวัน
คุณสิงอวี่อี (邢禹依) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันพืชและจุลชีววิทยา (Institute of Plant and Microbial Biology) ภายใต้สังกัดสถาบันวิจัยแห่งชาติไต้หวัน (Academia Sinica) ระบุว่า จุดเด่นสำคัญที่สุดของข้าวพันธุ์ไทจง 65 คือสามารถปลูกได้ปีละสองรอบ และยังถูกนำมาใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ในการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่อีกหลายชนิด ปัจจุบันข้าวเผิงไหลมากกว่า 85% ที่ปลูกในไต้หวัน ล้วนมีเชื้อสายสืบเนื่องมาจากข้าวไทจง 65 ทั้งสิ้น
ข้าวพันธุ์นาคามูระ แม้จะเคยรุ่งเรือง แต่สุดท้ายก็หายไปจากผืนนาในไต้หวัน เพราะไม่สามารถต้านทานโรคไหม้ข้าวได้
แต่ในปัจจุบัน ชมรมนาข้าวแห่งจู๋จื่อหูประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูพันธุ์นาคามูระขึ้นอีกครั้ง
ศ. เผิงหยุนหมิง (彭雲明) จากภาควิชาพืชไร่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่า การที่สามารถปลูกกลับมาได้อีกครั้ง มันคือเรื่องราวที่น่าประทับใจ ซึ่งการฟื้นฟูพันธุ์นี้สำเร็จได้เพราะความพยายามของหลายฝ่าย โดยเฉพาะ ศ. เซี่ยเจ้าซู ที่เป็นผู้นำในการติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์ จากสถาบันวิจัยพันธุกรรมแห่งชาติของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งยินดีมอบเมล็ดพันธุ์ให้ ต่อมาได้รับการสนับสนุนทางเทคนิค จากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง และสามารถปลูกสำเร็จที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในปี ค.ศ. 2015 และกลับมาปลูกที่จู๋จื่อหูอีกครั้งในปี ค.ศ. 2016

สมาชิกชมรมนาข้าวข้าวเผิงไหลพันธุ์ดั้งเดิมที่จู๋จื่อหู มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า ชิมข้าวใหม่ด้วยความยินดี