หนทางคืนสู่มาตุภูมิ
ตำนานแห่งเยว่เถา (ข่าคม)
เนื้อเรื่อง‧เติ้งหุ้ยฉุน ภาพ‧หลินเก๋อลี แปล‧ธีระ หยาง
เมษายน 2026
ในนิทานพื้นบ้านเรื่องฮันเซลและเกรเทลของพี่น้องตระกูลกริมม์ เด็กชายและเด็กหญิงทั้งสองได้โรยเศษขนมปังไว้ตามทางเพื่อเป็นเครื่องหมายในการหาหนทางกลับบ้าน แต่สำหรับเจียงปู้หนี (江布妮) ชาวเผ่าบูนัน (Bunun) พร้อมด้วยสมาชิกจากนาซาน เยว่เถา เวิร์กชอป (Na San Alpinia Workshop) ในไต้หวัน กลับเลือกเดินตามกลิ่นอายของเยว่เถาหรือข่าคม (Alpinia) เพื่อหวนคืนสู่บ้านเกิด จนได้พบกับรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการบุกเบิกเส้นทางให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตในมาตุภูมิอีกครั้ง
ทั่วโลกมีพืชตระกูลเยว่เถามากกว่า 230 สายพันธุ์ ในไต้หวันและหมู่เกาะโดยรอบได้มีการระบุชื่อไปแล้วอย่างน้อย 18 สายพันธุ์ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 16 สายพันธุ์ที่เป็นพืชเฉพาะถิ่น หากท่านได้เดินทางสัญจรไปมาในไต้หวัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ ย่อมจะได้พบเห็นต้นเยว่เถาขึ้นอยู่ตามป่าเขาหรือริมทางอยู่เสมอ เยว่เถาจะผลิดอกออกช่อในช่วงก่อนหรือหลังเทศกาลตวนอู่ (เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง) ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมของทุกปี เราจะได้ชื่นชมความงามของช่อดอกสีขาวแต้มสีชมพูระเรื่อทอดตัวเป็นพวงระย้า หรือบางครั้งอาจได้เห็นกล่องเก็บของที่สานจากเส้นใยเยว่เถาในหมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมือง หรือได้ลิ้มลองบ๊ะจ่างที่ห่อด้วยใบเยว่เถาอันหอมกรุ่น แม้แต่ลูกอมยินตันที่ใช้แก้อาการเมารถและช่วยให้ลมหายใจสดชื่นในวัยเด็ก ก็มีเยว่เถาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญเช่นกัน

การนำเยว่เถามาจักสานเป็นกล่องอเนกประสงค์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง คือหนึ่งในเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเผ่าบูนัน
เยว่เถาในถิ่นฐานดั้งเดิม
เยว่เถากระจายตัวอยู่ทั่วไต้หวันตั้งแต่พื้นที่ราบไปจนถึงเทือกเขาสูง เป็นวัตถุดิบที่ชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ได้เลือกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างยาวนาน แต่ละชนเผ่ามีธรรมเนียมการใช้และชื่อเรียกเยว่เถาที่แตกต่างกันไป โดยชาวบูนันเรียกว่า Sizu, ชาวรูไกเรียก Sali, ชาวอามิสเรียก Lenagc, ชาวอทายัลเรียกว่า Bsyaw และชาวเซ่าก็ขนานนามว่า Tappa ซึ่งแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ต่างมีเรื่องราวความทรงจำและข้อห้ามเกี่ยวกับเยว่เถาที่สืบทอดกันมา
หมู่บ้านน่าหลัว ในตำบลเจียนสือ เมืองซินจู๋ เป็นชุมชนที่มีชาวอทายัลอาศัยอยู่เป็นหลัก และในปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่เพาะปลูกเยว่เถาที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน หยางชุ่ยสี่ (楊翠喜) ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรและการตลาดนาซานเยว่เถา ได้แบ่งปันมุมมองว่า ทุกส่วนของต้นเยว่เถาล้วนมีคุณค่า ในอดีตชาวพื้นเมืองจะนำกาบใบมาจักสาน หรือนำเหง้าใต้ดินมาต้มกับกระดูกหมู ซึ่งถือเป็นยาบำรุงชั้นยอด
เธอยังหวนระลึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ว่า ผู้ใหญ่มักจะให้เด็ก ๆ กินแกนอ่อนของเยว่เถาเป็นขนมขบเคี้ยว ซึ่งมีสรรพคุณในการถ่ายพยาธิได้ในตัว และเมื่อได้รับบาดเจ็บ ก็จะนำกาบก้านของเยว่เถามาตำจนละเอียดเพื่อพอกแผล ช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ และลดอาการบวม เห็นได้ชัดว่าชนเผ่าพื้นเมืองได้ค้นพบคุณค่าทางเภสัชกรรมของเยว่เถามาอย่างยาวนานแล้ว
เยว่เถาสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำใบเยว่เถามาห่อบ๊ะจ่าง ซึ่งทำให้มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ชาวไต้หวันคุ้นเคยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เส้นใยของเยว่เถายังถูกนำมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษเซวียนจื่อ สำหรับใช้กับงานเขียนพู่กันและภาพวาดพู่กันจีนอีกด้วย
ตามรอยกลิ่นหอม คืนสู่มาตุภูมิ
เมื่อเข้าสู่เขตภูเขาอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านน่าหลัว ซึ่งเป็นหมู่บ้านสมุนไพรที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน ในอดีตเน้นการเพาะปลูกสมุนไพรต่างถิ่นเป็นหลัก เช่น ดาวเรืองหม้อ (Calendula) โรสแมรี่ และลาเวนเดอร์ จนกระทั่งเมื่อ 7 ปีก่อน ชิวซินฟา (邱新發) อดีตข้าราชการครูเกษียณอายุ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรและการตลาดนาซานเยว่เถา ได้มีแนวคิดที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในชุมชน ประกอบกับได้รับฟังเพื่อนเล่าว่า อุตสาหกรรมเยว่เถาในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่นมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ทั้งที่สายพันธุ์เยว่เถาของญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากไต้หวัน หากโอกินาวาสามารถประสบความสำเร็จได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ไต้หวันจะทำไม่ได้ เขาจึงมีความเห็นว่า การเริ่มต้นจากพืชท้องถิ่นย่อมเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า จึงได้รวบรวมกลุ่มเกษตรกรเริ่มเพาะปลูกเยว่เถาบนพื้นที่กว่า 7 เจี่ย (ประมาณ 42 ไร่) แล้วนำส่วนดอกและใบมากลั่น เพื่อผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหยและน้ำกลั่นสมุนไพร โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก
ต้นเยว่เถาต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 2-3 ปีกว่าจะเติบโตเต็มที่ การกลั่นน้ำมันหอมระเหยนั้นต้องอาศัยทั้งส่วนดอกและใบ แม้ในหมู่บ้านจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี หากแต่เยว่เถาเป็นพืชที่สกัดน้ำมันได้ยากยิ่ง ทำให้ในช่วงแรกพวกเขาไม่สามารถกลั่นน้ำมันออกมาได้เลยแม้แต่หยดเดียว ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกนานถึงครึ่งปีเต็ม กว่าจะได้น้ำมันหอมระเหยหยดแรกออกมา อีกทั้งต้องใช้ใบเยว่เถาหนัก 40 กิโลกรัม จึงจะสกัดน้ำมันออกมาได้เพียง 20-25 มิลลิลิตร และส่วนดอกก็ต้องใช้มากถึง 80 กิโลกรัม เพื่อให้ได้น้ำมันเพียง 60-80 มิลลิลิตรเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สวรรค์ย่อมให้รางวัลแก่ผู้พากเพียร ในปีที่ 3 ของการดำเนินงาน โรงงานเริ่มมีผลกำไร เกษตรกรผู้ร่วมหุ้นทั้ง 15 คนเริ่มได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ และมีผู้สนใจเข้าร่วมปลูกเยว่เถาในรูปแบบเกษตรพันธสัญญาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปีที่ผ่านมา ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมพัฒนาชนบทและการอนุรักษ์ดินและน้ำ กระทรวงเกษตรไต้หวัน เพื่อปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติเยว่เถา โดยได้รวบรวมเยว่เถาทั้ง 18 สายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกในไต้หวันมาปลูกรวมไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง ปัจจุบัน นอกจากโรงงานจะผลิตน้ำมันหอมระเหยและน้ำกลั่นสมุนไพรภายใต้แบรนด์ของตนเองแล้ว ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบส่งให้แก่แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำในไต้หวัน และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ยังมีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นมาติดต่อขอซื้อเยว่เถาไปใช้เป็นวัตถุดิบด้วย นับเป็นการก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
คนกลุ่มหนึ่งที่ค่อย ๆ ก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง ได้ร่วมกันถักทอเรื่องราวของเยว่เถาให้กลายเป็นที่ประทับใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดเส้นทางสายใหม่ให้คนหนุ่มสาวในชุมชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพในถิ่นฐานบ้านเกิด และเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงจิตใจให้พวกเขาอยากกลับมาใช้ชีวิตที่มาตุภูมิอย่างยั่งยืน ดังเช่นความเชื่อมั่นที่พวกเขามีมาตั้งแต่ต้นว่า เยว่เถาคือสมบัติล้ำค่า และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้อีกไกล
คุณชิวซินฟา (ซ้าย) และคุณหยางชุ่ยสี่ (ขวา) ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวของเยว่เถา ที่หมู่บ้านนาหลัว ตำบลเจียนสือ เมืองซินจู๋ อีกทั้งยังมุ่งมั่นบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ เพื่อให้คนหนุ่มสาวในชุมชนได้มีโอกาสสร้างอนาคตและพึ่งพาตนเองได้ในมาตุภูมิ
สรรพคุณของเยว่เถาครอบคลุมคุณประโยชน์อันหลากหลาย ทั้งในด้านการแพทย์เพื่อการดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการต้านอนุมูลอิสระ เพื่อชะลอวัยและบำรุงผิวพรรณ ด้วยเหตุนี้ นาซานเยว่เถาเวิร์กช็อป จึงได้นำคุณค่าเหล่านี้ มาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และเครื่องหอมที่หลากหลาย
ถักทอเส้นทางเพื่อคืนสู่เหย้า
จากอดีตสาวสังคมที่สวมรองเท้าส้นสูงโลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่น การที่เจียงปู้หนีผันตัวเองมาสู่เส้นทางงานจักสานเยว่เถา ดูเหมือนจะเป็นลิขิตแห่งโชคชะตาที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า หลังจากใช้ชีวิตในเมืองหลวงมานานหลายปี เธอตัดสินใจหวนคืนสู่มาตุภูมิเพื่อดูแลบิดา และได้เริ่มศึกษาวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ตำบลไห่ตวน เมืองไถตง โดยงานจักสานเยว่เถาคือสิ่งที่เธอหลงใหลและให้ความสนใจมากที่สุด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อเธอเดินทางเข้าป่าไปกับพี่น้องร่วมเผ่า กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า แม้แต่คนในเผ่าของเธอเองยังสับสนไม่สามารถแยกแยะระหว่างต้นเยว่เถา หรือข่าคมกับต้นขิง ทั้ง ๆ ที่เยว่เถามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน แต่หากแม้กระทั่งชนพื้นเมืองเองยังจำแนกเยว่เถาไม่ได้ แล้วจะมีความภาคภูมิใจและยอมรับในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนได้อย่างไร? ประกอบกับในพื้นที่ไถตงมีศิลปินงานจักสาน เยว่เถาอยู่มากแล้ว เธอจึงตัดสินใจบุกเบิกเส้นทางใหม่ ด้วยการหันมาทุ่มเทให้กับการเผยแพร่ความรู้และการศึกษาด้านวัฒนธรรมเยว่เถา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 เธอเริ่มเก็บสะสมสายพันธุ์เยว่เถาจากทั่วทุกสารทิศในไต้หวัน และฝึกฝนทักษะการจักสานจากต้นเยว่เถาริมทางที่หาได้ง่ายใกล้ตัว
ในปี ค.ศ. 2010 สวนนิเวศวิทยาเยว่เถามาสลินากัน (Maslinagan Shell Ginger Ecological Park) จึงได้ก่อตั้งขึ้นในพื้นที่ ภายในสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยเยว่เถาหลากหลายสายพันธุ์ ที่เธอรวบรวมมาจนถึงปัจจุบัน เจียงปู้หนีและคู่หูที่ทำงานร่วมกันมานานอย่าง เซี่ยเจี้ยนเฟย (謝劍飛) มักจะสลับกันเล่าเรื่องราวของเยว่เถาแต่ละต้นว่าถูกนำกลับมาจากที่ใด ในสายตาของคนทั่วไป เยว่เถาเหล่านี้อาจดูเป็นพืชใบเขียวที่คล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด แต่เธอชวนให้เราลองสัมผัสผิวของใบ เพื่อรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างหน้าใบและหลังใบ บางชนิดมีผิวสัมผัสหลังใบเนียนนุ่มดุจผ้ากำมะหยี่ ขณะที่บางชนิดให้ความรู้สึกหนาและหนักมือ เมื่อสังเกตใบให้ดีจะเห็นความกว้างและความแคบที่แตกต่างกัน เยว่เถาพันธุ์ญี่ปุ่นจะมีลำต้นเตี้ยและเล็กที่สุด ส่วนเยว่เถาจากเกาะหลานอวี่และเกาะลวี่เต่า นอกจากจะมีเส้นใบเป็นร่างแหแล้ว ยังมีเส้นใบแบบขนานเพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ หากลองขยี้ใบเพื่อดมกลิ่น จะพบว่าแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์ของกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อเธอแนะนำเยว่เถาพันธุ์อาลีซาน เพียงแค่ขยี้ใบและสูดดมเพียงนิดเดียว คุณอาจต้องนิ่วหน้ากับกลิ่นฉุนแรงที่คล้ายกับถุงเท้าเหม็น ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า สร้างความจดจำให้แก่ผู้คนอย่างไม่รู้ลืม
แม้ในทางวิชาการจะระบุว่า ไต้หวันมีเยว่เถา 18 สายพันธุ์ แต่ในสวนของเธอกลับมีการจำแนกหมายเลขไปถึงลำดับที่ 31 แล้ว เธออธิบายว่าในโลกวิชาการ การตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป แต่จากการที่เธอคลุกคลีและเก็บสะสมมานานปี เฝ้ามองและสังเกตทั้งรูปทรงของต้น ดอก และใบ ไปจนถึงระดับความเข้มของสีเขียวของใบ ทำให้รู้ดีว่าพวกมันมีความแตกต่างกัน ชื่อเรียกทางวิชาการอาจเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร แต่ในสวนแห่งนี้ เยว่เถาที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการต่างก็มีชื่อเรียกเล่น ๆ ที่น่ารัก เช่น เยว่เถานิ้วโป้ง ที่มีดอกขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือเยว่เถาเหรียญกษาปณ์ ซึ่งเธอยืนยันอย่างมั่นใจว่า เมื่อมาถึงที่นี่ คุณจะได้พบกับคลังความรู้ที่ไม่สามารถค้นหาด้วย Google ได้
ตามจารีตดั้งเดิมของชาวเผ่าบูนัน กาบใบเยว่เถาจะต้องผ่านกระบวนการพักบ่มให้เกิดเชื้อรา จนกระทั่งปรากฏจุดด่างดำและแห้งสนิทจริง ๆ เสียก่อน จึงจะสามารถนำมาเริ่มงานจักสานได้
ณ สวนนิเวศวิทยาและแหล่งเรียนรู้เยว่เถามาสลินากัน (Maslinagan Shell Ginger Ecological Park) คุณเจียงปู้หนีได้นำพาผู้มาเยือนไปสัมผัสกับเรื่องราวของเยว่เถาแต่ละต้น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและซึมซับจิตวิญญาณของพืชชนิดนี้อย่างลึกซึ้ง
สืบสานภูมิปัญญานับร้อยปีของเผ่าบูนัน
ในปี ค.ศ. 2017 เจียงปู้หนีได้จัดนิทรรศการในชื่อ Pune sizu: ถักทอเส้นทางเยว่เถาคืนสู่มาตุภูมิ ซึ่งในครั้งนั้น หน่วยงานผู้ร่วมจัดงานได้ยืมโบราณวัตถุที่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี อย่างเสื่อเยว่เถาของชาวบูนันจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน มาจัดแสดง เมื่อเจียงปู้หนีได้เห็นก็ตกตะลึง เพราะในบันทึกสิ่งของจัดแสดง ปรากฏชื่อของย่าทวดของเธอเอง อีกทั้งเทคนิคการจักสานที่ปรากฏยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตระกูล โดยในเผ่าบูนัน แต่ละครอบครัวจะมีเทคนิคการสานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งคนนอกอาจยากจะเข้าใจ แต่มันเปรียบเสมือนตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล
เสื่อเยว่เถาที่มีอายุกว่า 200 ปีผืนนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์ฯ จนกระทั่งได้มาพบกับเจียงปู้หนีอีกครั้ง ตั้งแต่วินาทีนั้นเธอได้บอกตัวเองว่า นี่คือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เมื่อเธอถูกเลือกให้เป็นผู้รับไม้ต่อที่ถูกส่งต่อกันมานี้ ก็จะมุ่งมั่นเดินไปบนเส้นทางสายนี้ให้ดีที่สุด
เจียงปู้หนีไม่หยุดอยู่เพียงแค่การจักสานเยว่เถารูปแบบดั้งเดิมที่เทคนิคไม่ซับซ้อน แต่เธอเลือกที่จะขัดเกลาฝีมือเพื่อมุ่งไปสู่เส้นทางแห่งหัตถศิลป์ที่มีความประณีตมากขึ้น เธอหยิบผลงานที่กำลังทำอยู่มาให้ชม ซึ่งชั้นในคือตะกร้าที่สานจากกาบใบตามวิธีแบบดั้งเดิม แต่ชั้นนอกถูกตกแต่งด้วยตาข่ายที่ถักทอจากเส้นใยเยว่เถาที่ผ่านการปั่นและฟั่นเป็นเกลียว เส้นใยเหล่านี้มีเนื้อสัมผัสที่แข็งและหยาบ มองแล้วรู้ทันที เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูง เธอเล่าว่าเธอเริ่มฝึกฝนจากการใช้เชือกปอ และใช้เวลานานถึง 6 ปีเต็มกว่าจะสร้างสรรค์ผลงานจากเส้นใยเยว่เถาชิ้นแรกได้สำเร็จ เธอกล่าวว่า นี่คือผลงานที่เธอต้องการอวดฝีมือ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเธอมีความเชี่ยวชาญในวัสดุเยว่เถาอย่างลึกซึ้งเพียงใด ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเธอ กลายเป็นของสะสมในหอศิลป์สมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ เธอปรารถนาที่จะยกระดับเทคนิคการใช้เยว่เถาไปสู่ระดับงานวิจิตรศิลป์ เพื่อให้เยว่เถาของเธอถูกจดจำในฐานะศิลปะชั้นสูง
สิ่งที่เจียงปู้หนีต้องการสืบสานไม่ใช่เพียงแค่งานจักสาน แต่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรมบูนันที่เข้มข้น แม้จะเป็นงานจักสานเยว่เถาเหมือนกัน แต่ขั้นตอนการเตรียมวัสดุของชาวบูนันนั้นซับซ้อนและมีความละเอียดเป็นพิเศษ ในขณะที่ชนเผ่าอื่นอาจทำเพียงนำกาบใบเยว่เถาไปตากแห้ง แต่ตามคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบูนัน กาบใบจะต้องถูกแขวนทิ้งไว้จนกว่าจะขึ้นรา มีรอยด่างดำ และคืนตัวจนนุ่มเสียก่อนจึงจะนำมาจักสานได้
คนโบราณไม่เคยบอกเหตุผลว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แต่หลังจากที่ได้ทดลองและเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงได้ตระหนักว่าขั้นตอนสำคัญนี้คือการพักบ่มให้เกิดเชื้อรา แล้วต้องตากนานแค่ไหน?
คุณไม่รู้หรอกว่าเยว่เถาก็พูดได้นะ ต้องฟังเสียงของเยว่เถาให้แน่ใจก่อนถึงจะเก็บมันลงมา เธอพาไปที่กำแพงซึ่งแขวนกาบใบเยว่เถาไว้เต็มไปหมด ก่อนจะใช้มือคลี่และขยับม้วนกาบใบเหล่านั้น บางม้วนส่งเสียงแกรก ๆ ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกใสกังวาน ในขณะที่บางม้วนส่งเสียงทึบและทุ้มต่ำ ทำให้รู้ว่าความชื้นในเส้นใยยังระเหยออกไปไม่หมดและยังต้องรออีกสักระยะ
เธอยอมรับว่าตนเองเติบโตมาในยุคสมัยที่โชคดี เพราะได้รับช่วงต่อภูมิปัญญาบูนันที่สั่งสมมานานกว่าสามชั่วอายุคน รวมเวลากว่าร้อยปี ผนวกกับการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในชุมชนมานานหลายปี ทำให้สายธารทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ได้มาหลอมรวมและสืบทอดอยู่ในตัวเธอ
ด้วยการเริ่มต้นจากองค์ความรู้ของเหล่าผู้อาวุโสชาวบูนัน ผสานกับประสบการณ์จากการลงมือทำจริงมาอย่างยาวนาน และการตรวจสอบความถูกต้องอยู่เสมอ เจียงปู้หนี ลูกหลานชาวบูนันผู้นี้ จึงได้ถักทอเยว่เถาให้กลายเป็นเส้นทางคืนสู่บ้านเกิด ซึ่งเป็นเส้นทางที่โดดเด่นและแตกต่างจากผู้อื่น
นอกเหนือจากการจักสานด้วยกาบใบเยว่เถา ตามวิธีแบบดั้งเดิมแล้ว คุณเจียงปู้หนียังมุ่งมั่นในการพัฒนาฝีมือและทักษะการสร้างสรรค์ผลงานให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับงานจักสานเยว่เถา จากการเป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปสู่ผลงานในระดับประณีตศิลป์อันทรงคุณค่า

คุณเจียงปู้หนีได้ใช้เยว่เถา มาถักทอเป็นเส้นทางเพื่อกลับคืนสู่มาตุภูมิ (ภาพโดย สวนนิเวศวิทยาและแหล่งเรียนรู้เยว่เถามาสลินากัน)
