สืบสานภูมิปัญญานับร้อยปีของเผ่าบูนัน
ในปี ค.ศ. 2017 เจียงปู้หนีได้จัดนิทรรศการในชื่อ Pune sizu: ถักทอเส้นทางเยว่เถาคืนสู่มาตุภูมิ ซึ่งในครั้งนั้น หน่วยงานผู้ร่วมจัดงานได้ยืมโบราณวัตถุที่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี อย่างเสื่อเยว่เถาของชาวบูนันจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน มาจัดแสดง เมื่อเจียงปู้หนีได้เห็นก็ตกตะลึง เพราะในบันทึกสิ่งของจัดแสดง ปรากฏชื่อของย่าทวดของเธอเอง อีกทั้งเทคนิคการจักสานที่ปรากฏยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตระกูล โดยในเผ่าบูนัน แต่ละครอบครัวจะมีเทคนิคการสานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งคนนอกอาจยากจะเข้าใจ แต่มันเปรียบเสมือนตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล
เสื่อเยว่เถาที่มีอายุกว่า 200 ปีผืนนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์ฯ จนกระทั่งได้มาพบกับเจียงปู้หนีอีกครั้ง ตั้งแต่วินาทีนั้นเธอได้บอกตัวเองว่า นี่คือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เมื่อเธอถูกเลือกให้เป็นผู้รับไม้ต่อที่ถูกส่งต่อกันมานี้ ก็จะมุ่งมั่นเดินไปบนเส้นทางสายนี้ให้ดีที่สุด
เจียงปู้หนีไม่หยุดอยู่เพียงแค่การจักสานเยว่เถารูปแบบดั้งเดิมที่เทคนิคไม่ซับซ้อน แต่เธอเลือกที่จะขัดเกลาฝีมือเพื่อมุ่งไปสู่เส้นทางแห่งหัตถศิลป์ที่มีความประณีตมากขึ้น เธอหยิบผลงานที่กำลังทำอยู่มาให้ชม ซึ่งชั้นในคือตะกร้าที่สานจากกาบใบตามวิธีแบบดั้งเดิม แต่ชั้นนอกถูกตกแต่งด้วยตาข่ายที่ถักทอจากเส้นใยเยว่เถาที่ผ่านการปั่นและฟั่นเป็นเกลียว เส้นใยเหล่านี้มีเนื้อสัมผัสที่แข็งและหยาบ มองแล้วรู้ทันที เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูง เธอเล่าว่าเธอเริ่มฝึกฝนจากการใช้เชือกปอ และใช้เวลานานถึง 6 ปีเต็มกว่าจะสร้างสรรค์ผลงานจากเส้นใยเยว่เถาชิ้นแรกได้สำเร็จ เธอกล่าวว่า นี่คือผลงานที่เธอต้องการอวดฝีมือ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเธอมีความเชี่ยวชาญในวัสดุเยว่เถาอย่างลึกซึ้งเพียงใด ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเธอ กลายเป็นของสะสมในหอศิลป์สมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ เธอปรารถนาที่จะยกระดับเทคนิคการใช้เยว่เถาไปสู่ระดับงานวิจิตรศิลป์ เพื่อให้เยว่เถาของเธอถูกจดจำในฐานะศิลปะชั้นสูง
สิ่งที่เจียงปู้หนีต้องการสืบสานไม่ใช่เพียงแค่งานจักสาน แต่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรมบูนันที่เข้มข้น แม้จะเป็นงานจักสานเยว่เถาเหมือนกัน แต่ขั้นตอนการเตรียมวัสดุของชาวบูนันนั้นซับซ้อนและมีความละเอียดเป็นพิเศษ ในขณะที่ชนเผ่าอื่นอาจทำเพียงนำกาบใบเยว่เถาไปตากแห้ง แต่ตามคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบูนัน กาบใบจะต้องถูกแขวนทิ้งไว้จนกว่าจะขึ้นรา มีรอยด่างดำ และคืนตัวจนนุ่มเสียก่อนจึงจะนำมาจักสานได้
คนโบราณไม่เคยบอกเหตุผลว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แต่หลังจากที่ได้ทดลองและเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงได้ตระหนักว่าขั้นตอนสำคัญนี้คือการพักบ่มให้เกิดเชื้อรา แล้วต้องตากนานแค่ไหน?
คุณไม่รู้หรอกว่าเยว่เถาก็พูดได้นะ ต้องฟังเสียงของเยว่เถาให้แน่ใจก่อนถึงจะเก็บมันลงมา เธอพาไปที่กำแพงซึ่งแขวนกาบใบเยว่เถาไว้เต็มไปหมด ก่อนจะใช้มือคลี่และขยับม้วนกาบใบเหล่านั้น บางม้วนส่งเสียงแกรก ๆ ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกใสกังวาน ในขณะที่บางม้วนส่งเสียงทึบและทุ้มต่ำ ทำให้รู้ว่าความชื้นในเส้นใยยังระเหยออกไปไม่หมดและยังต้องรออีกสักระยะ
เธอยอมรับว่าตนเองเติบโตมาในยุคสมัยที่โชคดี เพราะได้รับช่วงต่อภูมิปัญญาบูนันที่สั่งสมมานานกว่าสามชั่วอายุคน รวมเวลากว่าร้อยปี ผนวกกับการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในชุมชนมานานหลายปี ทำให้สายธารทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ได้มาหลอมรวมและสืบทอดอยู่ในตัวเธอ
ด้วยการเริ่มต้นจากองค์ความรู้ของเหล่าผู้อาวุโสชาวบูนัน ผสานกับประสบการณ์จากการลงมือทำจริงมาอย่างยาวนาน และการตรวจสอบความถูกต้องอยู่เสมอ เจียงปู้หนี ลูกหลานชาวบูนันผู้นี้ จึงได้ถักทอเยว่เถาให้กลายเป็นเส้นทางคืนสู่บ้านเกิด ซึ่งเป็นเส้นทางที่โดดเด่นและแตกต่างจากผู้อื่น

นอกเหนือจากการจักสานด้วยกาบใบเยว่เถา ตามวิธีแบบดั้งเดิมแล้ว คุณเจียงปู้หนียังมุ่งมั่นในการพัฒนาฝีมือและทักษะการสร้างสรรค์ผลงานให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับงานจักสานเยว่เถา จากการเป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปสู่ผลงานในระดับประณีตศิลป์อันทรงคุณค่า

คุณเจียงปู้หนีได้ใช้เยว่เถา มาถักทอเป็นเส้นทางเพื่อกลับคืนสู่มาตุภูมิ (ภาพโดย สวนนิเวศวิทยาและแหล่งเรียนรู้เยว่เถามาสลินากัน)