สะพานแห่งสัญลักษณ์ และวัฒนธรรม
สะพานซีหลัว - มนตร์เสน่ห์แห่งยุคสมัย
เนื้อเรื่อง‧กัวเหม่ยอวี๋ ภาพ‧หลินหมินเซวียน แปล‧แสงชัย กิตติภูมิวงศ์
เมษายน 2026
สะพานซีหลัวยาว 1,939 เมตร เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1953 เคยเป็นสะพานที่มีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก
สะพานซีหลัว ในอดีตเคยเป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกไกล เปิดใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 1953 ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมและเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกของไต้หวัน เป็นจุดเริ่มต้นของชาวซีหลัวในการมุ่งสู่ภาคเหนือเพื่อสานฝัน ปัจจุบัน สะพานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ของเมืองจางฮั่วและหยุนหลิน และกำลังมุ่งสู่การเป็นสะพานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซุ้มเหล็กโค้งคล้ายอุโมงค์จำนวน 31 ช่วงบนตัวสะพาน ผสานกับการจัดงานเทศกาลทางวัฒนธรรมและนิทรรศการศิลปะบนสะพาน ร่วมกันสืบทอดความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ของสะพานข้ามยุคสมัยแห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ในช่วงแรกที่สะพานซีหลัวเปิดใช้งาน พื้นสะพานถูกปูด้วยรางรถไฟ ทำให้สะพานแห่งนี้สามารถรองรับการสัญจรร่วมกันของรถไฟรางแคบและรถยนต์ (ภาพจากกรมบริหารจดหมายเหตุ คณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ)
ก่อนมีสะพาน ต้องอาศัยเรือข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี
สะพานยาวจัง! เมื่อผ่านซุ้มโค้งทั้ง 31 ช่องก็ถึงซีหลัวแล้ว! สะพานซีหลัว (หรือที่เรียกว่าสะพานซีหลัวเก่า) เป็นสะพานบนทางหลวงแห่งแรกของไต้หวันที่ทอดข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี (濁水溪) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดของไต้หวัน ฉากประทับใจที่ตราตรึงผู้คนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือภาพผู้มีจิตศรัทธานับหมื่นที่หลั่งไหลติดตามขบวนเกี้ยวแห่เจ้าแม่มาจู่บนสะพาน สะท้อนถึงพลังศรัทธาอันแรงกล้า
ก่อนจะมีการสร้างสะพานซีหลัว ในสมัยนั้นขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ต้องอาศัยเรือข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี เฉินชุนฟา (陳春發) เลขาธิการศาลเจ้าโก่งเทียนกง (拱天宮) เล่าประวัติการแห่เจ้าแม่มาจู่ในอดีต เขากล่าวว่า ในเวลานั้น ผู้คนยังไม่มั่งคั่ง ผู้ติดตามขบวนมีเพียงหลักสิบถึงหลักร้อย ค่าโดยสารเรือที่เตรียมไว้ก็เพียงพอสำหรับไป–กลับเท่านั้น ครั้งหนึ่งเจ้าของเรือรวมตัวขึ้นราคาค่าโดยสาร สร้างความลำบากใจให้กับผู้แสวงบุญเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะมีเงินพอสำหรับการเดินทางกลับหรือไม่
เฉินชุนฟาเล่าต่อว่า เกี้ยวเจ้าแม่มาจู่ลงสู่แม่น้ำอย่างกะทันหันเพื่อที่จะลุยแม่น้ำข้ามฝั่ง เหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยไม่คาดหมายทำให้เจ้าของเรือถึงกับตกตะลึง สุดท้ายจึงยอมไม่ขึ้นราคาค่าโดยสาร ปัญหาการเดินทางของผู้ศรัทธาจึงคลี่คลาย เรื่องราวในครั้งนั้นกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงวันนี้
หลังสะพานซีหลัวเปิดใช้งานแล้ว ก็ยังมีบันทึกว่าขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ไม่ได้ข้ามสะพานเสมอไป เช่น ในปี ค.ศ. 1978 และ ค.ศ. 2001 เจ้าแม่มาจู่ก็ลุยน้ำข้ามฝั่งเช่นกัน เส้นทางขบวนแห่เจ้าอันแสนพิเศษนี้ กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้แสวงบุญในยุคปัจจุบันใฝ่ฝันและเฝ้ารอจะได้ร่วมไปกับขบวน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
งานวิ่งมาราธอนขอพรแม่มาจู่ไท่ผิงแห่งซีหลัว จัดโดยศาลเจ้าฝูซิงกง (福興宮) ได้กำหนดเส้นทางการวิ่งข้ามสะพานซีหลัวด้วย (ภาพจากศาลเจ้าฝูซิงกง)
สะพานซีหลัว จุดเริ่มต้นของการตามหาความฝัน
แม่น้ำจั๋วสุ่ยซี เป็นเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของภาคกลางและฝั่งตะวันตกของไต้หวัน บริเวณปลายน้ำทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างเมืองจางฮั่วกับหยุนหลิน และเคยเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการสัญจรขึ้นเหนือลงใต้มาแต่เดิม ชาวบ้านเรียกพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำว่า ติ๋งกั่ง (頂港) ส่วนพื้นที่ทางใต้เรียกว่า เซี่ยกั่ง (下港) โดยใช้ลำน้ำ จั๋วสุ่ยซีเป็นเส้นแบ่งพื้นที่
เหอเหม่ยหุ้ย (何美慧) กรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมหลัวหยาง (螺陽) เล่าว่า ในอดีตชาวซีหลัวที่ออกจากบ้านเกิดไปทำงานหรือศึกษาต่อ มักเลือกเดินทางลงสู่ภาคใต้ เพราะหากจะขึ้นเหนือจำเป็นต้องนั่งเรือหรือเดินลุยข้ามลำน้ำจั๋วสุ่ยซี ซึ่งทั้งลำบากและอันตราย ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าออกไปแสวงหาชีวิตในดินแดนทางเหนือ การข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ยซีจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย และความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
เมื่อสะพานซีหลัวเปิดใช้งาน ทุกครั้งที่รถแล่นข้ามสะพาน ซุ้มเหล็กโค้งที่ทอดผ่านสายตานอกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ราวกับฉากเปิดของการเดินทางครั้งใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการสานฝันให้เป็นจริง และเป็นสะพานแห่งความหวังที่เชื่อมผู้คนเข้ากับอนาคตที่กว้างไกลกว่าเดิม
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
สะพานซีหลัวได้รับการก่อสร้างด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ โดยบนโครงซุ้มเหล็กมีภาพสัญลักษณ์ประดับไว้เป็นที่ระลึก
เปิดประวัติการสร้างสะพานซีหลัว กว่าจะสำเร็จต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย
สะพานซีหลัวเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1953 ทว่ากว่าจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ สวี่ฟงหยวน (許峰源) นักวิจัยจากกองบริการจดหมายเหตุ กรมบริหารจดหมายเหตุ คณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติเล่าว่า แม้ทางรถไฟสายหลักของไต้หวันจะเปิดใช้งานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 และทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของการคมนาคมเชื่อมเหนือใต้ในยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น แต่ระบบทางหลวงกลับยังมีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากถนนสิ้นสุดที่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี นักธุรกิจและผู้สัญจรในยุคนั้น จึงต้องเลือกระหว่างการนั่งรถไฟ หรือใช้แพไม้ไผ่ข้ามแม่น้ำ การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบากและไม่แน่นอน
ในยุคนั้น การสร้างสะพานยาวเกือบ 2 กิโลเมตรนับเป็นภารกิจที่ท้าทาย ทั้งด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง งบประมาณและการจัดหาวัสดุ ปี ค.ศ. 1937 สำนักงานผู้ว่าการไต้หวันจึงตัดสินใจเริ่มโครงการสะพานสัญจรข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี และสามารถก่อสร้างเสาสะพานคอนกรีตแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1941 อย่างไรก็ตาม การปะทุของสงครามแปซิฟิกทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเหล็ก ประกอบกับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองจีน และเหตุการณ์ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้โครงการต้องชะงักและล่าช้าเป็นเวลานาน
จนกระทั่งปี ค.ศ. 1950 เมื่อสงครามเกาหลีปะทุขึ้น สหรัฐอเมริกาตระหนักถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไต้หวันในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความพยายามของหลี่อิ้งถัง (李應鏜) กำนันตำบลซีหลัวในขณะนั้น ร่วมกับการประสานงานของหน่วยงานภาครัฐหลายฝ่าย ไต้หวันจึงได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ทำให้การก่อสร้างสะพานซีหลัวสามารถเดินหน้าต่อจนแล้วเสร็จในปี
ค.ศ. 1953
สะพานซีหลัวมีความยาว 1,939 เมตร กว้าง 7.32 เมตร ออกแบบเป็นโครงสร้างวอร์เรนทรัส ใช้เสาคอนกรีตและโครงเหล็กเชื่อมต่อกันทั้งหมด 31 ช่วง ในสมัยนั้น สะพานแห่งนี้มีความยาวเป็นอันดับสองของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกตในนครซานฟรานซิสโก และถือเป็นสะพานที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกไกล
สะพานเชื่อมตำบลซีหลัว เมืองหยุนหลิน เข้ากับตำบลซีโจว (溪州鄉) เมืองจางฮั่ว โดยโครงเหล็กโค้งช่วงที่ 16 ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสองเมือง ภาพสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐจีนกับสหรัฐอเมริการ ที่หัวสะพาน รวมถึงธงชาติของไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ยังคงยืนหยัดเป็นพยานทางประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ก่อนจะบรรลุผลสำเร็จ
การเปิดใช้งานสะพานซีหลัวเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วไต้หวัน เหอเหม่ยหุ้ยกล่าวพร้อมเล่าว่า งานเฉลิมฉลองในครั้งนั้นจัดต่อเนื่องยาวนานถึง 3 วัน 3 คืน มีผู้คนเข้าร่วมกว่า 30,000 คน สะพานสามารถรองรับการสัญจรได้ทั้งรถบรรทุกและรถไฟขนาดเล็กหรือรถไฟรางแคบในคราวเดียวกัน นับเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจในยุคนั้น และยังกลายเป็นสถานที่ทัศนศึกษายอดนิยมของนักเรียนระดับประถมศึกษาอีกด้วย
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
หลี่โหย่วผิง (李友平) ผู้อำนวยการสำนักงานบริการแม่น้ำสาขา 4 กรมชลประทานได้พัฒนาพื้นที่ราบใกล้แม่น้ำจั๋วสุ่ยซีและบริเวณใต้สะพานซีหลัว ให้กลายเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมริมน้ำ (ภาพถ่ายโดย กัวเหม่ยอวี๋)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
สำนักงานบริหารแม่น้ำสาขา 4 ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาภูมิทัศน์สีเขียวตลอดแนวพื้นที่ริมตลิ่งของแม่น้ำจั๋วสุ่ย รวมถึงบริเวณใต้สะพานซีหลัว (ภาพจากสำนักงานบริหารแม่น้ำสาขา 4 กรมชลประทาน)
บทบาทด้านคมนาคม เศรษฐกิจ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
สะพานซีหลัวเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมแนวเหนือใต้ทางฝั่งตะวันตกของไต้หวันได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากใช้เพื่อการคมนาคมแล้ว ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อีกด้วย สวี่ฟงหยวนกล่าวว่า ในยุคนั้นเส้นทางคมนาคมหลักของฝั่งตะวันตกคือทางรถไฟสายเหนือ-ใต้ สะพานนี้จึงทำหน้าที่เป็นเส้นทางสำรองทางยุทธศาสตร์ด้วย สีของสะพานถูกออกแบบโดยเลือกใช้สีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ในตอนแรกใช้สีเทาฝุ่น ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวแตงโม และเมื่อพ้นภารกิจด้านความมั่นคงของชาติแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส สะพานแห่งนี้มีภารกิจที่หลากหลาย จึงปรากฏโฉมอยู่บนดวงตราไปรษณียากร อากรแสตมป์ ลอตเตอรี่และธนบัตรไต้หวัน
ปี ค.ศ. 1978 ทางด่วนจงซานเปิดใช้งานตลอดสาย สะพานต่าง ๆ รวมทั้งสะพานซีโจว (สะพานซีหลัวใหม่) สร้างเสร็จสมบูรณ์ ทำให้สะพานซีหลัวเก่าหมดบทบาททางคมนาคม รัฐบาลมีแผนจะรื้อทิ้ง แต่ด้วยการรณรงค์ของคนในพื้นที่และมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมหลัวหยาง สะพานจึงได้รับการอนุรักษ์ไว้ ในปี ค.ศ. 2012 ผู้ชื่นชอบทางหลวงโหวตให้สะพานซีหลัวเป็นอันดับ 1 ของ 8 ทิวทัศน์ทางหลวงที่สวยงามที่สุดในไต้หวัน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของซีหลัว ปัจจุบันห้ามรถบรรทุกใหญ่ผ่าน สะพานเปิดให้รถยนต์ขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์สัญจรได้
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมหลัวหยางจัดนิทรรศการศิลปะบนสะพานซีหลัว (ภาพจากมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมลั่วหยาง)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
เหอเหม่ยหุ้ย (何美慧) กรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมหลัวหยาง (螺陽) กล่าวว่า ภาพถ่ายที่ระลึกในพิธีเปิดใช้งานสะพานซีหลัว แน่นขนัดไปด้วยแขกผู้มีเกียรติกว่า 400 คน (ภาพถ่ายโดย กัวเหม่ยอวี๋)
สัญลักษณ์แห่งบ้านเกิดของชาวซีหลัว
สำหรับชาวซีหลัวแล้ว สะพานคือสัญลักษณ์ของบ้านเกิด เราต้องการเก็บรักษาคุณค่าแห่งยุคสมัยของสะพานเอาไว้ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งต่อคุณค่านี้ให้ดำรงอยู่อย่างยาวนาน เหอเหม่ยหุ้ยกล่าว
ในปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2005 เมืองหยุนหลินและ จางฮั่วได้ประกาศขึ้นทะเบียนสะพานซีหลัวเป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2014 มีการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมูลนิธิหลัวหยางได้นำโครงเหล็กเก่าที่ถูกรื้อออกมา สร้างสรรค์เป็นงานศิลปะสาธารณะตั้งตระหง่านอยู่บริเวณพื้นที่ว่างใกล้หัวสะพาน ขณะที่หมุดย้ำโลหะดั้งเดิมก็แปรเปลี่ยนเป็นงานสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ทำหน้าที่สืบทอดความทรงจำของยุคสมัยที่สะพานเคยรุ่งเรืองให้คงอยู่สืบไป
ปัจจุบัน ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเมืองหยุนหลินและมูลนิธิหลัวหยาง สะพานซีหลัวถูกปรับเปลี่ยนเป็นเวทีการแสดงและหอศิลป์กลางแจ้ง รัฐบาลเมืองหยุนหลินจัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสะพานซีหลัวมาแล้วหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับศิลปะการแสดง ขณะที่มูลนิธิหลัวหยางเป็นผู้จัดงานนิทรรศการประติมากรรม ใต้สะพานคือแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี แม่น้ำที่ยาวที่สุดของไต้หวัน ส่วนโครงเหล็กโค้งเหนือศีรษะสอดรับกับผลงานประติมากรรมอย่างงดงาม เมื่อผสานเข้ากับแสงสีส้มของอาทิตย์ยามอัสดง ภาพตรงหน้าจึงหลอมรวมเป็นทิวทัศน์ที่งดงามราวกับบทกวีที่ถูกวาดขึ้นด้วยกาลเวลา เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความหมายที่ไม่รู้เลือน
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
บนถนนเก่าเหยียนผิงมีตึกแถวหลายแห่งที่สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิงและ
ยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของซีหลัว
สะพานผสานกับถนนโบราณ ขับเคลื่อน การท่องเที่ยว
เฉินสูเยี่ยน (陳淑燕) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจการเกษตรตำบลซีหลัว เปิดเผยว่า ซีหลัวเป็นตำบลที่มีศาลเจ้าแม่มาจู่มากเป็นอันดับสองของไต้หวัน รองจากตำบลเป่ยกั่งในเมืองหยุนหลิน สำหรับผู้ศรัทธาที่ร่วมขบวนแห่เจ้าแม่ การได้ก้าวข้ามสะพานซีหลัวหมายถึงเป้าหมายของการจาริกแสวงบุญใกล้เข้ามาแล้ว สะพานจึงเปรียบเสมือนหลักกิโลเมตรที่สำคัญบนเส้นทางแสวงบุญ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศาลเจ้าฝูซิงกง (福興宮) ได้จัดกิจกรรม วิ่งมาราธอนขอพรเจ้าแม่มาจู่ไท่ผิง (太平) แห่งซีหลัว เชิญชวนนักวิ่งจากทั่วสารทิศมาร่วมกันวิ่งข้ามสะพานซีหลัว นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางจักรยานรอบเกาะไต้หวันสายที่ 1 การปั่นจักรยานข้ามสะพานจึงเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านครึ่งหนึ่งของเกาะไต้หวัน กล่าวได้ว่าการข้ามสะพานซีหลัวมีความหมายที่หลากหลาย ราวกับการปลดล็อกเพื่อก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในชีวิต
การเปิดใช้งานของสะพานซีหลัว ทำให้ตำบลซีหลัวก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของเมืองหยุนหลินตั้งแต่ยุค แรก ๆ ย่านการค้าถนนเก่าเหยียนผิงซีหลัว ซึ่งอยู่ห่างจากเชิงสะพานราว 200 เมตร ยังคงอนุรักษ์อาคารสไตล์โบราณที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งวันวานไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของท้องถิ่น อาทิ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมถนนเก่าซีหลัว ตลาดตง (東市場) โรงงานซีอิ๊วเชิงท่องเที่ยวหวันจวง (丸莊) ร้านโมจิ และร้านขนมน้ำตาลมอลต์เก่าแก่ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนถนนเก่าซีหลัวในวันธรรมดาจะได้สัมผัสความเงียบสงบและบรรยากาศสบาย ๆ ของเมืองเล็กแห่งนี้อย่างแท้จริง
บริเวณเชิงสะพานฝั่งซีโจว (溪州) มีป้ายไม้แกะสลักบทกวีของอู๋เซิ่ง (吳晟) เจ้าของบทกวีชื่อ พบกันบนสะพานใหญ่ ซึ่งจัดทำขึ้นในโอกาสครบรอบ 60 ปี การเปิดใช้สะพานซีหลัว ใจความตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า จูงมือกันสดับเสียงสายน้ำแห่งแม่น้ำจั๋วสุ่ยซี… ร่วมกันปกปักษ์รักษา สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสะพานใหญ่กับแม่น้ำสายสำคัญที่คอยเคียงข้างและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาตลอดกาล
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ตลาดตงซีหลัว (西螺東市場) คือพื้นที่ที่อดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน ตั้งแต่ร้านชำสไตล์ย้อนยุคแบบดั้งเดิม ไปจนถึงงานหัตถศิลป์และสินค้าสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนแหล่งล่าขุมทรัพย์สำหรับนักเดินทาง
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
ซีอิ๊วที่ผลิตในซีหลัวมีชื่อเสียงโด่งดังมาอย่างยาวนาน (ภาพถ่ายโดย จวงคุนหรู)
เสาะหากลิ่นอายมนต์เสน่ห์ของสะพานและแม่น้ำ
แม่น้ำจั๋วสุ่ยซีที่มีสะพานซีหลัวทอดข้าม ในอดีตเมื่อถึงฤดูแล้ง หากต้องเผชิญลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหรือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดแรง สันทรายที่โผล่พ้นผิวน้ำจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำนักงานบริหารแม่น้ำสาขา 4 กรมชลประทาน ได้ดำเนินมาตรการควบคุมและลดปัญหาฝุ่นละอองจากแม่น้ำจั๋วสุ่ยซีอย่างจริงจัง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น และไม่ต้องทนกับสภาพกินข้าวไป เขี่ยทรายไปอีกต่อไป
ปัจจุบัน เทศบาลตำบลซีหลัวและเทศบาลตำบลซีโจวรับหน้าที่ดูแลพื้นที่ราบริมแม่น้ำใต้สะพานคนละฝั่ง คือฝั่งเหนือและใต้ของสะพานซีหลัว ฝั่งซีโจวมุ่งพัฒนาด้านการเกษตร เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรปลูกข้าวและไม้ดอกไม้ประดับ ส่วนฝั่ง ซีหลัวได้จัดภูมิทัศน์ให้สะท้อนภาพวิถีเกษตรกรรมในอดีตที่ขึ้นชื่อด้านการเพาะปลูก ด้วยกังหันแบบโบราณที่จำลองขึ้น นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่ราบกว้างยังได้รับการพัฒนาเป็นสวนผีเสื้อและจัดวางงานศิลปะกลางแจ้ง ขณะที่พื้นที่อีกด้านหนึ่งที่เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีกลายเป็นสนามเล่นว่าวยอดนิยมของชุมชน
สะพานใหญ่ที่ทอดข้ามแม่น้ำแห่งนี้จึงไม่เพียงเชื่อมโยงภาพฝันของอนาคต หากยังเก็บรักษาความทรงจำอัน คลาสสิกในอดีตไว้ด้วย สะพานซีหลัวคือพื้นที่สั่งสมประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งและรากเหง้าทางวัฒนธรรมมายาวนาน แม้วันนี้จะไม่มีรถราสัญจรหนาแน่นดังเช่นวันวาน แต่กลับเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าใกล้สะพานมากขึ้น ได้หยุดยืนพินิจเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันระหว่างสะพานกับแม่น้ำใหญ่ และอาจก้าวต่อไปเชื่อมโยงลำน้ำสายสำคัญนี้เข้ากับถนนเก่าและชุมชนเล็ก ๆ รอบข้าง เพื่อเสาะหากลิ่นอายมนต์เสน่ห์แห่งยุคสมัยของแม่น้ำและสะพานแห่งนี้อีกครั้ง
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
แสงตะวันยามอัสดงสาดส่องขับเน้นความงามของแม่น้ำจั๋วสุ่ยซีและสะพานซีหลัว จนก่อเกิดภาพทิวทัศน์ของสายน้ำกับสะพานทอดเคียงคู่กันอย่างวิจิตรงดงาม (ข้อมูลจากมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมหลัวหยาง, ภาพถ่ายโดย เว่ยจิ้นฝู)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)
.jpg?w=1080&mode=crop&format=webp&quality=80)