โครงสร้างไม้ไผ่ที่สื่อถึงสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม
หากมองในแง่มุมของโครงสร้างสถาปัตยกรรม เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะโครงสร้างไม้ไผ่อื่น ๆ ในไต้หวัน สถาปนิกหลินหย่าอิน (林雅茵) มองว่า “โครงฐานหลัก (libattubattu)” ซึ่งเป็นส่วนของโครงสร้างรับน้ำหนักที่อยู่ตรงกลางฐานอาคาร และ “เสาค้ำหลัก (panubayun)” ซึ่งเป็นเสาค้ำแนวทแยงจากหลังคาสู่พื้นดิน ทอดตัวออกไปในทิศทางทั้งแปดด้านของตัวอาคาร เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของ ttabukan
หลินหย่าอิน กล่าวว่า อาคารแห่งนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณและปรัชญาของกลุ่มชาติพันธุ์ เสาค้ำหลักมีลักษณะของการรวมศูนย์ให้มาอยู่ที่จุด ๆ เดียวเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคง คล้ายกับคำว่า “panubayun” ที่สื่อถึง “ความสามัคคี”
หลินหย่าอินเสริมว่า “โครงสร้างของ ttakuban เป็นโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ทนทานต่อแผ่นดินไหว แต่ไม่ต้านแรงลม” ttakuban จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับโครงสร้างด้วยการใส่ก้อนหินลงในโครงฐานหลัก “libattubattu” รูปกรวยซึ่งตั้งอยู่บนพื้นบริเวณใจกลางโครงสร้างเพื่อถ่วงน้ำหนักและลดจุดศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วง มีงานวิจัยของนักวิชาการไต้หวันได้แสดงให้เห็นว่า “libattubattu” มีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักของตึกไทเป 101 ที่ทำหน้าที่ในการพยุงโครงสร้างและดูดซับแรงไหวเมื่อมีแรงลมหรือแผ่นดินไหว ทำให้นักวิชาการท่านหนึ่งถึงกับอุทานว่า “ชาวพื้นเมืองไต้หวันเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยกำเนิด”
การออกแบบโครงสร้างในลักษณะดังกล่าวทำให้ตัวอาคารไม้ไผ่ที่ดูบอบบาง ยังคงตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคง แม้จะเคยเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นเนพาร์ตักซึ่งมีความเร็วลมมากกว่า 200 กม./ชม. ในปี ค.ศ. 2006 หลินหย่าอินกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า “นั่นเป็นเพราะว่าบรรพบุรุษของพวกเรามีความเข้าใจในเรื่องวัสดุธรรมชาติมากกว่าเราเสียอีก”
เธอตัดพ้อว่า หลังจากที่มีการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ความรู้เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างจากธรรมชาติค่อย ๆ สูญหายไป ทำให้การถ่ายทอดเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิมของไต้หวันขาดช่วง “เราเป็นชาวไต้หวัน ดังนั้น สิ่งที่พวกเราต้องเรียนรู้คือภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และงานหัตถกรรมแบบดั้งเดิมของไต้หวัน”
วิธีการก่อสร้างแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นการถ่ายทอดจากปรมาจารย์สู่ลูกศิษย์ แทบไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารหรือวิธีการก่อสร้างจึงแตกต่างกันตามความเข้าใจและมุมมองของนายช่างที่มีต่อตัวอาคาร “ฉันใช้เวลา 20 กว่าปีในการเรียนรู้จากช่างฝีมือผู้สูงอายุหลายต่อหลายคน เมื่อช่างฝีมือเหล่านี้จากโลกนี้ไปทีละคน ความรู้ต่าง ๆ ที่พวกเขาสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนก็สูญหายไปพร้อม ๆ กันด้วย”
หลินหย่าอินและ Ahung Masikadd ร่วมกันเปิดสอนหลักสูตรการก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ที่มูลนิธิการศึกษาลี่เหริน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดวิธีการก่อสร้าง ttakuban ผ่านการเรียนการสอนที่เป็นระบบให้แก่คนที่สนใจจากทุกสาขาอาชีพ นอกจากนี้ พวกเขายังจัดทำเป็นบันทึกร่วมกันด้วย
ในหนังสือ Puyuma Ttakuban : Traditional Bamboo Construction in Taiwan’s Puyuma Village ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ เป็นหนังสือที่เขียนโดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของ Ahung Masikadd เป็นหลัก เขาได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของ ttakuban ความสำคัญทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของตัวอาคาร ขั้นตอนและวิธีการสร้าง รวมถึงข้อควรระวังอย่างละเอียด โดยใช้การอธิบายร่วมกับการแสดงภาพประกอบ
หลินหย่าอิน กล่าวว่า “ถ้าฉันไม่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ความรู้ทั้งหมดก็จะสูญหายพร้อมกับการจากไปของคนรุ่นนี้”

ความพยายามของ Ahung Masikadd ที่จะฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชนพูยูม่า นำไปสู่การสร้าง ttakuban และลวดลายสัญลักษณ์ของชนเผ่าทาสีขาวดำบนชายคาของอาคารที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

ในระหว่างการฝึกสร้าง ttakuban หลินหย่าอินกำหนดให้ผู้เรียนจะต้องเรียกชื่อส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นภาษาชนพื้นเมือง (ภาพโดย หยางเสี่ยวหง และ ไช่จั่วหลิน จากมูลนิธิการศึกษาลี่เหริน)

Ahung Masikadd สอนเทคนิคการก่อสร้างด้วยไม้ไผ่โดยใช้รูปภาพง่าย ๆ แม้ว่าเขาจะไม่เคยเรียนการเขียนแบบก่อสร้างมาก่อน