เรื่องราวมากมาย ในชนบทเล็กๆ ของไต้หวัน จุดน่าเที่ยวใหม่ของการท่องเที่ยวรอบโลก
เนื้อเรื่อง‧JU Li-chyun ภาพ‧ CHUANG Kung-ju
ธันวาคม 2015
近幾年,國際媒體旅遊報導吹起「瘋台灣」熱潮,而且,還不約而同地把目光集中在台灣的「小城」。因為在民間與政府的共同協力下,台灣三百多個鄉鎮區域的魅力與豐富度已不輸大都會,甚至還散發著一股都市所沒有的迷人氣息。
到小城來做客吧!因為在這裡,不管是文化的、生態的、工藝的、農漁物產的、宗教的……,各式特色應有盡有。而且,唯有身歷其境者,才能深刻體會「小城故事多,充滿喜和樂,若到小城來,收穫特別多」的魅力。
ช่วงหลายปีมานี้ รายงานข่าวการท่องเที่ยวของสื่อต่างชาติเกิด "กระแสไต้หวันฟีเวอร์" ไม่ว่าจะเป็น
หนังสือพิมพ์ New York Times ของอเมริกา
The Guardian ของอังกฤษ หรือสถานีโทรทัศน์โตเกียว ของญี่ปุ่นแม้กระทั่งช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศทั่วเอเชียโดยภาษาอังกฤษอย่าง Travel & Living Channel (TLC) ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแล้วแต่ให้การชื่นชมแหล่งท่องเที่ยวในไต้หวันที่มีเสน่ห์หลากหลายรูปแบบ
มิหนำซ้ำสื่อต่าง ๆ ก็ยังให้จุดสนใจตรงกันคือเรื่องราวของ "เมืองเล็กๆ" ในไต้หวัน โดยเข้าไปมีประสบการณ์จริงกับการดำรงชีวิตจริง ๆ ของคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวารดำรงชีวิตและผลผลิตของท้องถิ่นนั้น ๆ และได้เจาะจงพูดถึงความมีน้ำใจอันงดงามของชาวเมืองเล็ก ๆ ที่ได้ไปสัมผัส ทำไมเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน ถึงได้มีแรงดึงดูดมากมายขนาดนี้ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไต้หวันต้องแวะไปที่นั่น
เพราะความร่วมมืออันดีของภาครัฐและภาคเอกชน 300 กว่าเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน ความมีเสน่ห์และความหลากหลาย ไม่แพ้เมืองใหญ่อีกต่อไป แถมยังโชยกลิ่นอายความมีเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ๆ
งั้นเราแบกเป้ มาท่องเมืองเล็กๆของไต้หวันกันเถอะ
หนังสือพิมพ์ที่มีผู้อ่านกว่า 2 ล้านคนอย่าง New York Times ได้ตีพิมพ์บทความเรื่องสถานที่น่าเที่ยว 52 แห่งทั่วโลก โดย ไต้หวันได้อยู่ในลำดับที่11 ผู้ที่คัดเลือกบทความคือนักชิมและนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวอย่าง โรบิน เอคฮาร์ท (Robyn Eckhardt) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ไต้หวันมีการขนส่งที่สะดวกสบาย หากออกเดินทางจากไทเปลงไปทางใต้ นั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูง แล้วต่อด้วยรถเมล์ ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงก็สามารถไปถึงจุดใต้สุดของไต้หวันอย่างเขิ่นติง หากเดินทางจากไทเปขึ้นไปทางเหนือ ก็ยิ่งไปถึงจุดเหนือสุดเช่นท่าเรือประมงปาโต๋จึจีหลงได้เร็วยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าไต้หวันมีทั้งภูเขาและทะเล ซื้อตั๋วครั้งเดียวเที่ยวได้หมดทุกที่ “เมืองเล็กเมืองใหญ่มาทีเดียวเที่ยวได้ครบ”
ไม่ใช่เพียงแต่เท่านี้ หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ ก็เคยจัดลำดับให้ไต้หวันเป็นหนึ่งใน 40 "สถานที่เที่ยวสุดฮิตช่วงวันหยุด" แล้วยังแนะนำ "อาหารข้างทางแสนอร่อยของไต้หวัน" The Guardian กล่าวว่า เริ่มจากปี ค.ศ. 2013 อาหารกินเล่นของไต้หวันเริ่มเป็นที่นิยมในอังกฤษ ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชอบการกินเข้ามาไต้หวันเป็นอย่างมาก พ่อค้าแม่ขายชาวไต้หวันจึงใช้โอกาสนี้เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาลิ้มลองอาหารไต้หวัน โดยใช้คำขวัญว่า "หากอยากลองชิมอาหารข้างทางไต้หวันรสต้นตำรับ ต้องมาที่ไถหนาน" และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจัดคณะมาชม "เมืองเล็กๆ" ของไต้หวัน New York Times และหนังสือพิมพ์อังกฤษ The Guardian ได้ลงเนื้อหาคล้าย ๆ กันว่า ไต้หวันเป็นที่ที่คู่ควรแก่การมาเยี่ยมเยือนอย่างยิ่ง ไต้หวันไม่ได้มีเพียงสถานที่ท่องเที่ยวตามหนังสือไกด์บุ๊คอย่างไทเป 101 และร้านติ่งไท่ฟงซึ่งขายเสี่ยวหลงเปาลือชื่อเท่านั้น แต่ยังมีการท่องเที่ยว รูปแบบใหม่ของเมืองเล็ก ๆ ซึ่งมีเสน่ห์น่าสนใจไม่แพ้กันเดินเท้าไต้หวัน การท่องเที่ยวด้วยการเดินเท้า เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลอย่างมาก
รายการโทรทัศน์ ยิ่งทำให้ได้เห็นความสดใส และความมีชีวิตชีวาของเมืองเล็กๆของไต้หวันเป็นอย่างมาก
จากปี 2003 เป็นต้นมา Travel & Living Channel (TLC) ได้เริ่มเผยแพร่รายการ Fun Taiwan พิธีกรสาวไต้หวันสัญชาติอเมริกัน Janet (เซี่ยอี๋เฟิน) ได้เดินทางไปทำรายการทั่วทุกแห่งของเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน โดยใช้ภาษาจีนแมนดาริน ภาษาไต้หวัน และภาษาอังกฤษผสมผสานกัน 3 ภาษา ในการแนะนำสิ่งต่างๆของสถานที่นั้น และความมีน้ำใจของชาวบ้าน ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความสนุกสนานมีชีวิตชีวา เรตติ้งของรายการมีแต่ขึ้นไม่มีตก และนั่นก็ทำให้ Janet กลายเป็นดาราที่ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม
จากปี 2011 เป็นต้นมา Travel & Living Channel (TLC) ได้ผลิตรายการเพิ่มขึ้นมาคือรายการ Fun Taiwan Challenge โดยการนำของ Janet ได้เชิญแขกรับเชิญจากนานาประเทศมาร่วมรายการที่ไต้หวัน เดินทางขึ้นเหนือจรดใต้ ขึ้นเขาลงทะเล สัมผัสความงดงามอันแท้จริงของเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน เดือนมีนาคม ปี 2014 จึงเปิดตัวรายการใหม่คือ Fun Taiwan All Stars ได้ทำให้สัมผัสธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม ความบันเทิงและอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่น ที่ไต้หวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายการนี้ถ่ายทอดให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไต้หวัน
รายการบันเทิงของไต้หวัน Super Taste และ The Big Taiwan Experience เป็นการนำเสนอรายการโดยการเดินเท้า เดินทางไปทุกซอกทุกมุมทั่วไต้หวัน ไม่เพียงแค่ทำให้ ห้าวเจี่ยวเสียงฉี่ เลี่ยวชิ่งเสวีย ที่รับหน้าที่พิธีกรมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมาก และได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำของไต้หวัน รายการและพิธีกรยอดเยี่ยม ในประเภทรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอโดยเดินเท้า มาเป็นรางวัลการันตีอีกด้วย เพราะรายการเหล่านี้พิธีกรได้นำเสนอรายการอย่างเป็นธรรมชาติและมีความสนุกสนาน บวกกับโลกยุคอินเทอร์เน็ต เพียงไม่นานรายการเหล่านี้ก็ดังไปทั่วประเทศต่าง ๆ ที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ และที่ฮ่องกงก็ได้ เริ่มนิยมพูดภาษาจีนแมนดารินสำเนียงไต้หวันตามมาอีกด้วย
"เรื่องราวมากมายในเมืองเล็กๆ เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน" 30 ปีก่อน เติ้ง ลี่จวิน ที่สวยหวานและมีน้ำเสียงที่ไพเราะกินใจแสดงออกถึงความรู้สึกของคนไต้หวันอย่างมาก จนถึงวันนี้ ความมีน้ำใจต้อนรับแขกผู้มาเยือนยังไม่เปลี่ยนแปลง กอปรกับผลผลิตทางการเกษตร อาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม การสำรวจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและงดงาม ด้วยเหตุนี้ถึงได้สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง
กระแสความนิยมนี้ส่งผลให้ี้ นักเขียนทั้งในและนอกประเทศ ต่างก็เข้ามาหาข้อมูลเขียนลงหนังสือ ได้ตีแผ่เรื่องราวเมืองเล็ก ๆ จนกลายเป็นที่เลื่องชื่อในเวลาต่อมา นักเขียนชื่อดังหลี่อั๋งซึ่งเคยเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก เดิมเธอมองหาแต่่ (ของที่ดีที่สุด สูงที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก) และในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานเธอเริ่มเดินทางไปตามเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวันโดย ท่องเที่ยวแบบสไตล์โฮมสเตย์ เดินไปถึงเมืองเล็ก ๆ ที่ไหนก็หยุดพักที่นั่นแล้วค่อย ๆ ออกสำรวจท่องเที่ยวไปโดยรอบ ปี ค.ศ. 2013 ได้ออกหนังสืออาหารและการท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "ความลับของนักกิน" ได้พูดถึงเรื่องราวและประสบการณ์ดี ๆ จากเมืองเล็ก ๆ ที่เธอได้ไปมา
เมื่อหลี่อั๋ง เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ของเมืองไถตง ที่ตำบลฉือซั่ง กลุ่มแม่บ้านชาวนาต้าตั้น ได้นำผ้าลายของชาวจีนแคะ(เค่อเจีย)มาใช้ห่ออาหารสำหรับเมนูท้องถิ่น "ต้าหว่านกงฟั่น" ข้าวที่ใส่ในถ้วยใหญ่ๆ และได้ไปที่ร้านกาแฟที่เปิดอยู่ข้างถนนใหญ่ซึ่งเจ้าของเป็นช่างงานศิลปะเชื้อสายชนเผ่าดั้งเดิมของไต้หวัน ได้แสดงความรู้สึกเอาไว้ว่า "ร้านกาแฟที่มองออกไปเห็นยอดเขาหยาโข่วเหนือทิวเขาตะวันออก ชื่นชมวิวทิวทิศน์และนั่งเรื่อยเฉื่อยตามสบาย นี่แหละคือสถานที่เด็ดสำหรับคนที่มาเที่ยวไถตง!"
นักเขียนหนังสือท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น Katakura Mari ใช้คำและสำนวนอย่างเป็นธรรมชาติ ในการเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ไปพบในเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวันไม่ว่าจะเป็นผลผลิตและความมีน้ำใจอันงดงามของคนในท้องที่ เธอเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอและสร้างความประทับใจแก่เธอด้วยความรู้สึกจากใจ ในหนังสือ "ความซาบซึ้งใจที่พบในไต้หวัน" เธอ้เล่าถึงประสบการณ์ทได้พบเจอ เช่น ได้ร่วมพิธีกับชนเผ่าพื้นเมืองของไต้หวัน ในพิธีการไหว้อันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นประเพณีสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานของชนเผ่าพื้นเมือง ในไถจง เข้าร่วมในพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ ที่ต้องเดินร่วมขบวนพร้อมกับคนมากมายไปในระยะทางไกล ที่ เขตอนุรักษ์แหล่งกำเนิดเต่าพันธุ์สีเขียวเผิงหูวั่งอัน ทหนานโถว เขตลู่กู่ ได้เรียนรู้การเก็บใบชาและขั้นตอนการผลิตชากับชาวบ้าน และที่ไถหนาน ยวี่จิ่ง ได้ลิ้มรสชาติของมะม่วงสุกพันธุ์อ้ายเหวินซึ่งเป็นรสชาติที่คนญี่ปุ่นหลงใหลเป็นอย่างมาก ตื่นใจกับการฟังและจดประวัติเรื่องราวความเป็นมาของการปลูกมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวินที่ถ่ายทอดโดยผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเธอตั้งใจฟังอย่างกับเด็กนักเรียนก็ว่าได้
ประสบการณ์ในเมืองเล็กๆของไต้หวันนี้ ช่างเหมือนกับเหล้า ยิ่งนานวันยิ่งหอมหวล Katakura Mari ได้ใช้มุมมองของชาวญี่ปุ่นในการมาสำรวจไต้หวัน สิ่งทเธอเขียนได้แสดงออกถึงสิ่งที่เธอหลงใหลในเกาะอันงดงามแห่งนี้ เป็นเพราะเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวันเต็มไปด้วยเสน่ห์ความงดงามจริงใจของผู้คนและพื้นดิน
การท่องเที่ยวเมืองเล็กๆนั้นเป็นแนวทางการท่องเที่ยวใหม่ของโลก
อันที่จริงแล้วในหลาย ๆ ประเทศก็ได้นำจุดท่องเที่ยวในเมืองเล็กๆออกมาเป็นจุดโปรโมทสำคัญของการแนะนำแหล่งท่องเที่ยว นิตยสารและสื่อต่าง ๆ ก็ได้มีการแนะนำอยู่บ่อย ๆ ให้ทุกๆคนได้ลองเที่ยวในรูปแบบนี้ดูบ้าง
นิตยสาร Smithsonian ของอเมริกา นับจากปี 2012 ติดต่อกันเป็นเวลา3 ปี ได้คัดเลือก 20 เมืองเล็ก ๆ ที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว อันดับหนึ่งของปี ค.ศ. 2014 คือเมืองชาโตกัวของนิวยอร์ค ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและผู้นำด้านการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ และได้รับการขนานนามจากนิตยสาร Frobes ว่าเป็น"เมืองในอุดมคติของอเมริกา"
สำนักข่าวออนไลน์ของอเมริกา อย่าง The Huffington Post ก็ทำการคัดเลือกเมืองเล็ก ๆ ที่เจ๋งที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องสาวกลัวฝน อลวนทุกวิวาห์ (Runaway Bride) และชั่วนิรันดร์ (Tuck Everlasting) เบอร์ลิน เมืองแมรี่แลนด์ และอีก15 เมืองเล็ก ๆ ที่ได้รับคัดเลือก
กระทรวงคมนาคม กรมการท่องเที่ยวแห่งไต้หวัน ในปี ค.ศ. 2012 เป็นปีแรกที่จัดให้มีการโหวต "10 เมืองเล็กที่น่าท่องเที่ยวของไต้หวัน" 10 เมืองที่ติดโหวตมีดังต่อไปนี้ ต้าซี เมืองเถาหยวน ลู่กั่ง เมืองจังฮว่า อันผิง เมืองไถหนาน ต้าเจี่ย เมืองไถจง จินเฉิง เกาะจินเหมิน เหม่ยหนง เมืองเกาสง เจียวซี เมืองอี๋หลาน จี๋จี๋ เมืองหนานโถว โร่ยฟาง นครนิวไทเป เป่ยโถว นครไทเป เหนือใต้ออกตก ล้วนแล้วแต่มีที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ทั้งนั้น เดือนกันยายนในปีเดียวกันนั้น Michael Yamashita ช่างภาพชาวญี่ปุ่นเชื้อสายจีน ประจำนิตยสาร National Geographic Magazine
Taiwan ได้เดินทางไปถ่ายภาพในเมืองทั้งสิบที่ได้รับการคัดเลือกโดยกรมท่องเที่ยวไต้หวัน ผลงานเป็นคอลเลคชั่นเดียวกัน และเปิดเป็นนิทรรศการภาพถ่าพขึ้นที่วอชิงตันอเมริกา เนื้อหาของภาพมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าแม่มาจู่ที่ต้าเจี่ยที่คนมากมายสักการะบูชา ผู้คนเดินเบียดเสียดที่ถนนโบราณลู่กั่ง แต่ละภาพล้วนแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติและการดำรงชีวิตในรูปแบบต่างๆ ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมในการเปิดงานนิทรรศการในครั้งนี้กว่าหลายร้อยคนไม่ว่าจะเป็นสื่อจากหลายๆแขนงและผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยว จะจดจำภาพเหล่านั้นไปอีกนาน
การประโคมข่าวโปรโมทเมืองเล็กทั้ง 10 เมืองที่เกิดขึ้นนั้น ก็ทำให้คนในประเทศเอง ได้รับรู้ว่า เมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจชาวต่างชาติได้เช่นกัน
การร่วมมือร่วมใจของมวลชน กำหนดรากฐานสำคัญของเมืองเล็ก
ความสร้างสรรค์ให้เกิดเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน สังคมเป็นส่วนร่วมที่สำคัญอันขาดไม่ได้ การผลักดันให้เกิดการร่วมมือของสังคมนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 นำโดย เหวินเจี้ยนฮุ่ย (ปัจจุบันคือกระทรวงวัฒนธรรม) ทำมาแล้วรวมระยะเวลา 20 ปี
การทำงานร่วมกันของสังคม ภาคเอกชน สมาคมต่างๆ (NGO) ได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนา ประกอบกับการช่วยเหลือของทางรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม และยังมีสำนักงานก่อสร้างและการวางแผนกระทรวงมหาดไทย "โครงการสาธิตการวางแผนโดยรวมของภูมิทัศน์เมืองและชนบทไต้หวัน" กรมการเกษตรได้ผลักดันให้มี โครงการฟื้นคืนชีพการเกษตร และอื่น ๆ ขึ้นมาด้วย อย่างไรก็ตาม่แรงขับเคลื่อนที่สำคัญเกิดขึ้นใน ปี ค.ศ. 1999 ไต้หวันได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น 7.3 ริกเตอร์ ภายหลังเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 921 หกหมื่นหลังคาเรือนพังทลายทั้งหมดหรือพังลงมาบางส่วน จากจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว มีสิบกว่าเมืองเล็กที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก สูญเสียทั้งกำลังใจและทรัพย์สิน จึงทำให้เกิดการระดมกำลังของมวลชนในการร่วมมือกันในการก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่
ปัจจุบัน รองศาสตราจารย์หลิน จวิ้นหนาน คณะการท่องเที่ยวแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหูเหว่ย หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ท่านเป็นคนแรกที่ได้ติดต่อประสานงานร่วมกันกับนักสังคมสงเคราะห์สิบกว่าคน เข้าไปให้การช่วยเหลือที่เกิดเหตุ หนานโถว ผูหลี่ ในเริ่มแรกถึงแม้ความเสียหายจะทำให้ผู้คนหมดสิ้นความหวัง แต่ด้วยความรักที่มีต่อผืนแผ่นดินนี้ พวกเขาได้ทำให้มันเป็นโอกาสอันใหม่ ตั้งใจไว้ว่าพื้นแผ่นดินของฉัน ฉันจะฟื้นมันขึ้นมาด้วยตัวฉันเอง มวลชนก็ไม่ได้กล่าวหาการช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอ หรือเพียงแต่รอคอยการช่วยเหลือจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับกระตือรือร้นขวนขวายหาการช่วยเหลือจากหลาย ๆ ช่องทางของสังคม ค้นหาจุดเด่นของพื้นที่นั้น ๆ เป็นแนวทางการก่อร่างสร้างตัวของชุมชนนั้น ๆ ต่อไป
และที่สำคัญไปกว่านั้น ชุมชนมีจุดยืนที่ชัดเจนในสิ่งที่ชุมชนต้องการและอยากให้มันเป็นไปแม้จะไม่ตรงกับแนวทางของรัฐก็ตาม ดังที่ศาสตราจารย์หลินจวิ้นหนานได้กล่าวไว้ว่า "คนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าตนเองต้องการอะไร"
ใช้ธุรกิจชุมชนเพื่อผลักดันพลังสร้างสรรค์ของชุมชน
รองศาสตราจารย์หลิน จวิ้นหนาน เห็นว่า เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน อยู่ที่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
คำว่า สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆนั้น มองจากการตลาดแล้ว คือการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำกับเมืองอื่น เพราะความที่ไม่เหมือนเมืองอื่นจึงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ และนี่คือสิ่งที่รองศาสตราจารย์หลินจวิ้นหนาน อธิบายให้เราฟัง ดังนั้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา มวลชนและสมาคม NGO ต่างๆ ได้ใช้หลักการการรู้จักชุมชนของตนให้มากขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาศักยภาพของชุมชน ค้นหาประวัติความเป็นมาที่โดดเด่นผสมผสานเป็นเรื่องราวส่งเสริมด้านธุรกิจ ที่กำลังนิยมทำกันอย่างแพร่หลายอยู่นี้ ให้ประวัติความเป็นมาได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวมันเอง
บางแห่งก็ได้ฟื้นฟูงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่เคยมีในท้องถิ่น แต่กลับสูญหายไปเพราะขาดคนสืบทอดกลับคืนมาใหม่และพัฒนาขึ้นไปอีก ให้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท้องถิ่นที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และมีหมู่บ้านบางแห่งที่อนุรักษ์ผืนดินของตัวเอง พยายามเปลี่ยนมาใช้แนวทางการเกษตรปลอดสารพิษ ประสบผลสำเร็จจนกลายเป็นแหล่งอนุรักษ์จุดขายของชุมชนนั้น ๆ
สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีความอดทนและความพยายามที่ต่อเนื่อง ความสำเร็จนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน
รองศาสตราจารย์หลินจวิ้นหนาน ได้ยกตัวอย่างเช่น ที่ชุมชนหยูนหลิน หูเหว่ย หมู่บ้านเป่ยซี จากเดิมที่ชุมชนนั้นไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดเลย ก็ได้มีการคิดและพยายามทำ จากเดิมที่เป็นเพียงแหล่งปลูกข้าวโพดก็พัฒนาโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น
ที่ไร่ข้าวโพดในช่วงเวลากลางคืนที่มีแสงพระจันทร์ หลังจากชาวไร่เก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วก็จะโยนข้าวโพดใส่ตะกร้าที่แบกอยู่ข้างหลัง มองดูแล้วเหมือนปลาบินสีเขียวกำลังกระโดดขึ้นจากผิวน้ำ กี่ปีมานี้ทำให้ชุมชนขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยวได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้เกิดการหลั่งไหลมาเที่ยวชมปลาบิน เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าเท่านั้นที่ขายได้ กระบวนการต่างๆก็ทำให้เป็นจุดขายได้เช่นกัน
ในอีกมุมหนึ่ง คือคนในท้องถิ่นตระหนักได้ว่าผลผลิตที่ได้จากการปลูกข้าวโพด ไม่ใช่แค่เพียงส่งออกขายตามท้องตลาดเท่านั้น ผู้บริโภคผู้คนในท้องถิ่นและผู้ที่มาสัมผัสการเก็บข้าวโพดด้วยตนเอง ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ฉะนั้นชาวบ้านจึงพร้อมใจกันทำให้เป็นแหล่งปลูกข้าวโพดปลอดสารพิษเกิดขึ้น ทำให้ผู้มาเก็บและผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจในระยะยาว
ผลผลิตจากเมืองเล็ก ๆ คุณภาพระดับ LV
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการระยะยาวก็จะต้องเผชิญกับปัญาหาขาดเงินทุนและรายได้ที่ไม่เพียงพอ ฉะนั้นกลุ่มสมาคม NGO จึงมุ่งไปสู่ทิศทางทางธุรกิจมากขึ้น ก็ทำให้มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างดีทีเดียว เมืองเจียอี้ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติงาน นายไช่ จิ่วเฉียว ของสมาพันธ์วัฒนธรรมปู้ไต้จุ่ย และนายเย่ เหวินฮูย ประธานสมาพันธ์ชุมชนซานเจี่ยว อำเภอเยวี่ยนหลี่ เมืองเหมียวลี่ ก็ได้ผลักดันแนวทางนี้เช่นกัน
ปี ค.ศ. 2001เมืองเจียอี้ เขตปู้ไต้ ล้มเหลวในการทำนาเกลือ จนถึงปี ค.ศ. 2008 สมาพันธ์วัฒนธรรมปู้ไต้จุ่ย ได้ประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือที่โจวหนาน จนเกิดเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ละแวกนั้นฟื้นฟูและคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง และปัจจุบันนี้ การทำนาเกลือก็เป็นทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะของท้องถิ่นปู้ไต้ไปแล้ว นาเกลือคือจุดดึงดูดหลัก นอกจากนั้น นายไช่ จิ่วเฉียวยังได้ร่วมกับชาวปู้ไต้ในด้านอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่รักในผืนแผ่นดินที่ทำการเกษตรปลอดสารพิษ ผู้ประกอบการบ่อเลี้ยงปลา และชาวสวนร่วมมือกันทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นในพื้นที่ และได้ใช้อินเตอร์เน็ตในการจำหน่ายสินค้าปลอดสาร ในราคายุติธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ขาย
เมืองเหมียวลี่ เขตเยวี่ยนหลี่ ได้เคยเป็นแหล่งงานจักสานที่สำคัญ แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้งานหัตถกรรมด้านนี้หายสาบสูญขาดผู้สืบทอด สมาพันธ์ชุมชนซานเจี่ยวไม่เพียงเสาะหาฟื้นฟูกลับคืนมา ยังร่วมมือกับทางคณะออกแบบของมหาลัย ทำให้เกิดชื่อเสียง งานจักสานคุณภาพระดับ LV นี้เกิดขึ้น ทำให้เกิดเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และเกิดการสืบทอดงานฝีมือมากขึ้น ทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เกิดเสน่ห์ที่ไม่มีวันดับหาย
ผ่านการฝ่าฟันมา 20 กว่าปี เมืองเล็ก ๆ ของไต้หวัน ออกดอกเบ่งบาน มีเอกลักษณ์หลากหลาย จุดเด่นมากมาย ลองหาโอกาสดี ๆ ลมเย็นๆสบาย ฟ้าใสๆ เพื่อเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่
จุดแรกเลย ต้องมาเที่ยวชมเมืองเล็ก ๆ เพราะที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศิลปะ การเกษตรประมง ศาสนา และอื่นๆ มีครบทุกรูปแบบ และการที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งกับเสน่ห์ที่ว่า "เรื่องราวมากมายในเมืองเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ถ้าได้มาเที่ยว ณ เมืองเล็กๆแห่งนี้ก็จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับไปมากมาย"