ทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ เติมเต็ม ความสุขสู่อนาคต
เนื้อเรื่อง‧หลี่เซียงถิง ภาพ‧หลี่อี้หลุน แปล‧รุ่งรัตน์ แซ่หยาง
มิถุนายน 2016
農地不種稻子,改「種」房子,會變成什麼樣的風景?
出於好奇,5位宜蘭的孩子,利用2個月暑假期間,拍攝製作出紀錄短片《田.滿》,以兒童觀點出發,為家鄉留下最真實的土地記錄。
2015年暑假,北成國小5位12歲的宜蘭之子,頂著炙熱的艷陽,將攝影機架設在田埂中間,孩子們專注於攝影鏡頭前,拍攝家鄉土地之美。
พื้นที่การเกษตรสำหรับปลูกข้าว หากถูกแทนที่ด้วยการ “ปลูกบ้าน” จะเกิดเป็นภาพเช่นไรกัน? More Ricefield, More Happiness《田.滿》เป็นภาพยนตร์ สารคดีสั้นที่เกิดขึ้นจากความสงสัยใคร่รู้ของเด็กนักเรียนชั้นประถม ศึกษาชายหญิง 5 คน จากเมืองอี๋หลาน ที่อาศัยช่วงปิดภาคฤดูร้อน ราวสองเดือนในการผลิตและถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชน ในบ้านเกิดผ่านมุมมองของเด็กปฐมวัย
พื้นที่การเกษตรสำหรับปลูกข้าว หากถูกแทนที่ด้วยการ “ปลูก บ้าน” จะเกิดเป็นภาพเช่นไรกัน? More Ricefield, More Happiness《田.滿》เป็น ภาพยนตร์สารคดีสั้นที่เกิดขึ้นจากความสงสัยใคร่รู้ของเด็ก นักเรียนชั้นประถมศึกษาชายหญิง 5 คน จากเมืองอี๋หลาน ที่ อาศัยช่วงปิดภาคฤดูร้อนราวสองเดือนในการผลิตและถ่ายทำ เพ่อื ถ่ายทอดเร่อื งราวของชุมชนในบ้านเกิดผ่านมุมมองของเด็ก ปฐมวัย ฤดูร้อนปีค.ศ.2015 เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาวัย 12 ปี 5 คน จากโรงเรียนประถมศึกษาเป่ยเฉิง (北成國小) เมืองอี๋หลาน ลงพื้นที่เพื่อติดตั้งกล้องไว้กลางคันนา ท่ามกลางความร้อนแรง ของแดดที่แผดเผา เด็กๆ พากันให้ความสนใจกับการเก็บภาพ ความงดงามของผืนแผ่นดินบ้านเกิดที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่พวกเขาใช้เลนส์จับภาพให้ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ภาพ ของบ้านที่อยู่อาศัยบนที่ดินเพื่อการเกษตรภาพแล้วภาพเล่า ปรากฏขึ้นแทนที่ภาพของท้องทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จากเดิม ที่คาดไว้ว่า ควรจะเห็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก แต่กลับกลายเป็น พื้นที่รกร้างว่างเปล่า ภาพของที่ดินที่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเช่นนี้ ไม่ใช่ เรื่องแปลกใหม่สำหรับเด็กๆ สักนิดเดียว เพียงแต่พวกเขาไม่มี โอกาสทำความเข้าในใจเชิงลึกมาก่อน โรงเรียนนำร่องการเรียนรู้เท่าทันสื่อแห่ง เดียวในภาคตะวันออก โรงเรียนประถมศึกษาเป่ยเฉิงเมืองอี๋หลาน เป็นโรงเรียนแห่งเดียวทางภาค ตะวันออกของไต้หวัน ที่มี “ศูนย์การเรียนรู้เท่าทันสื่อ” ด้วยการสนับสนุน จากทางการท้องถิ่น โรงเรียนได้สร้างสตูดิโอถ่ายทำ ภาพยนตร์ขนาดย่อมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ให้นักเรียนประถมฯ ในระดับชั้นกลางและชั้นสูง มีโอกาส เข้าร่วมชมรมนักข่าวน้อยอย่างอิสรเสรี และมักมีการจัด กิจกรรมลงพื้นที่ถ่ายภาพนอกสถานที่อยู่บ่อยๆ คณะครูผู้รับผิดชอบมีการปรับเปลี่ยนสตูดิโอขนาด ย่อมดังกล่าวให้กลายเป็น “สถานีโทรทัศน์เป่ยเฉิง” เพื่อ เสริมสร้างการเรียนรู้และทักษะในการแสดงออกและ การรวมกลุ่มให้กับเด็กผ่านกระบวนการผลิตสื่อ โดยกลุ่ม ครูเองก็เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเช่นกัน นับจากปีค.ศ.2010 เป็นต้นมา ครูหลี่อี้หลุน (李易 倫) ผู้ซึ่งชื่นชอบการถ่ายภาพและวิดีโอเป็นชีวิตจิตใจได้ ร่วมกับครูประจำชั้นอีกหลายคน หารือวางแผนร่วมกัน เพอื่ ทจี่ ะผลกั ดนั ใหเ้ กดิ หลกั สตู รการถา่ ยทำตดั ตอ่ วดี ทิ ศั น์ และยังเชิญวิทยากรจากภายนอก รวมถึงนักข่าวท้องถิ่น มาร่วมจัดการเรียนการสอน ตลอดจนพาเด็กๆ ออกฝึก สัมภาษณ์นอกพื้นที่อีกด้วย ในบรรดาผลงานสารคดเี ชงิ บนั ทกึ จำนวนมากทถี่ กู นำ มาแบ่งปันและใช้ประกอบการเรียนการสอนในช้นั เรียน ผลงานภาพถ่ายทางอากาศของหลินหมิงเหริน (林明仁) ช่างภาพท้องถิ่นชาวอี๋หลาน ช่วยให้เด็กๆ มองเห็นถึงการ เปลี่ยนแปลงของแผ่นดินบ้านเกิดได้อย่างชัดเจนตลอด ช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เด็กจำนวนมากพากันตั้ง ข้อสงสัยเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยบนที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ครูหลี่อี้หลุนจึงพาพวกเขา เขา้ รว่ มงานสมั มนาเพอื่ ฟงั บรรยายและอภปิ รายเกยี่ วกบั ความรู้ด้านสินค้าเกษตร ในงานดังกล่าวได้เชิญวิทยากร สองท่าน ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทุ่มเททั้งแรงกายและ แรงใจในการอนุรักษ์พื้นที่ทางการเกษตรของอี๋หลาน เรื่องราวของเกษตรกรทั้งสองทำให้เด็กๆ เกิดความคิดที่ อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม “หลังงานสัมมนาผ่านไป เด็กๆ เกิดความหวั่นวิตกขึ้น ในใจ อีกทั้งปีที่ผ่านมา เรื่องของกฎหมายว่าด้วยการ สร้างบ้านพักในที่ดินเพื่อการเกษตรมักจะปรากฏเป็น ข่าวให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ผมจึงขอให้พวกเขากลับไปพูดคุย หารือกับพ่อแม่ และเขียนแสดงความคิดเห็น จึงพบว่า เด็กนกั เรียนเหล่าน้มี คี วามสนใจในประเดน็ ทเี่ กยี่ วข้องกับ แผ่นดินบ้านเกิดของตนเองอย่างมาก เพียงแต่โดยปกติ พวกเขาไม่มีโอกาสได้แสดงออกเท่านั้น” ครูหลี่อี้หลุน บอกต่อว่า ตัวเขาเองก็เกิดและเติบโตที่อี๋หลาน เป็นคน อี๋หลานแท้ๆ เช่นกัน เพื่อเป็นกระบอกเสียงที่จะสะท้อนถึงปัญหาของการ ทำการเกษตรบนแผ่นดินบ้านเกิด ครูจึงเสนอที่จะส่งผล งานเข้าร่วมการประกวดภาพยนตร์ ปรากฏว่ามีนักเรียน 5 คน ได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมในทันที ทีมงานถ่าย ทำจึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เด็กๆ เติมเต็มความสุขได้ด้วยตัวเอง ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินว่า ก่อนที่จะเริ่มการถ่าย ทำ ทุ่งนาในอี๋หลานเป็นช่วงที่ข้าวเจริญเติบโตและออก รวงพอดี คุณครูพาเด็กๆ ออกพื้นที่โดยเริ่มจากการให้ยืน อยู่กลางทุ่งนาที่เต็มไปด้วยรวงข้าวพลิ้วไหวเพื่อสำรวจ พื้นที่จริงก่อน เมื่อได้ไปสัมผัสมาแล้วค่อยมาหารือเรื่อง ราวของบทภาพยนตร์ที่จะถ่ายทำ “ผมยกคำถามให้ทีม งานถ่ายทำได้ขบคิดไปเรื่อยๆ จัดเตรียมรายละเอียด และเนอื้ หาของรายการโทรทศั นท์ มี่ กี ารถกเถยี งหรอื แลก เปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการสร้างบ้าน พักในที่ดินเพื่อการเกษตร พาพวกเขาเข้าร่วมกิจกรรม ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์และเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น การเก็บเกี่ยวข้าวในทุ่งนา เป็นการกระตุ้นให้เกิดแนวคิด ว่า ต้องการรูปแบบของบทภาพยนตร์อย่างไร?” ครูหลี่ อหี้ ลนุ ยงั คงจดจำไดด้ ถี งึ เหตกุ ารณต์ อนทเี่ รมิ่ งานกนั ใหมๆ่ เด็กๆ พากันเสนอไอเดียที่น่าสนใจมากมาย และหารือกัน อยู่นานกว่าจะได้แนวคิดในการทำหนังเรื่องนี้ ภาพยนตร์สารคดีสั้นเรื่องนี้มีชื่อว่า “More Ricefield, More Happiness”《田.滿》หรือ “ทุ่งนาที่อุดม สมบูรณ์ เติมเต็มความสุขสู่อนาคต” โดยคำว่า《田. 滿》อ่านออกเสียงว่า “เถียน-หม่าน” มาจากคำพ้อง เสียงของคำว่า 「填」 (อ่านว่า เถียน) ที่มีความหมาย ถึงการเติมเต็ม 《田滿》อนาคต ให้อบอวลไปด้วยความ สมบูรณ์พูนสุข ทีมงานถ่ายทำมองว่า ตัวอักษรคำว่า 「田」 (อ่านว่า เถียน แปลว่า นา) ยังเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของ คนกลุ่มหนึ่งที่จับมือกัน ใช้ชีวิตอยู่บนผืนดินแห่งนี้ร่วมกัน ช่วยกันทำมาหากิน ทำการเพาะปลูก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ภาพของทุ่งนาเขียวชอุ่มหรือรวงข้าวสีทองอร่าม รวมไป ถึงนก แมลง และผู้คนทั้งหลายที่เลือกมาพำนักพักอาศัย ยังที่แห่งนี้ ได้ร่วมกันขีดเขียนเรื่องราวเป็นภาพวาดแห่ง ความสุขที่งดงามที่สุดภาพหนึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริง ผ่านมุม มองของเด็ เด็กชายไช่เฉินเหว่ย (蔡辰緯) เป็นเด็กที่มีรูปร่างสูง ที่สุดในกลุ่ม เสนอตัวรับหน้าที่เป็นผู้กำกับในครั้งนี้ แต่ใน ขณะเดียวกันก็ต้องรับตำแหน่งอื่นควบคู่ไปด้วย เมื่อทีม งานพบปัญหาหรือเจออุปสรรค ทุกคนจะพากันขอให้ไช่ เฉินเหว่ยช่วยคิดหาวิธีแก้ไข ในทางตรงกันข้าม หากมี สถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำคุณครูเอง ก็จะร้องขอให้ไช่เฉินเหว่ยเป็นผู้รับผิดชอบ “ครูไม่ควรจะ ก้าวก่ายมากเกินไป เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดของ เด็กๆ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการพึ่งพาตัวผู้กำกับในทุกๆ เรื่อง จะว่าไปแล้ว เขาเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดก็ว่าได้” หลี่อี้หลุนกล่าวย้ำในภายหลัง เด็กชายไช่เฉินเหว่ย ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันเรียกเขา ว่า “ผู้กำกับไช่” เป็นครั้งแรกในวัยเพียง 12 ปี บอกเล่า ถึงตัวเขาเองว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกตื่นเต้นมาก “จริงๆ ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะทำงานชิ้นนี้ได้สำเร็จ สิ่งที่สร้าง ความประทับใจมากที่สุดก็คือ เรื่องราวของเกษตรกรรุ่น ใหม่บางคนที่มีอายุเพียงแค่ 20-30 ปี พวกเขาไม่เหมือน กับคนรุ่นใหม่อื่นๆ ที่ไปทำงานหาเงินต่างถิ่น แต่เลือกที่จะ กลับมายังบ้านเกิดของตัวเอง ร่วมกันปกป้องรักษาท้อง นา ช่วยเหลือเกษตรกรท้องถิ่นที่อายุมาก ผมคิดว่าเป็น เรื่องที่ไม่ง่ายนัก” ส่วนเด็กชายหวงจวิ้นเจี๋ย (黃峻傑) เพื่อนนักเรียน อีกคนหนึ่ง ได้โน้มน้าวให้มารดาของเขาช่วยออกหน้า ชักชวนญาติที่มีสถานะเป็นเจ้าบ้านของที่อยู่อาศัยบน ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายมาให้สัมภาษณ์ เพื่อ ให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น ลีลาการซักถามที่ดูสุขุม นุ่มลึกต่อหน้ากล้องถ่ายวิดีโอ ทำให้เขาดูมีท่าทางที่เป็น ผู้ใหญ่อย่างมาก เขากล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ได้รับ ในครั้งนี้ ทำให้เมื่อเขาพบเจอกับปัญหาใดๆ ก็ตาม มัก จะต้องหาสาเหตุให้ได้ทุกครั้งไป ความสามารถในการคิด และวิเคราะห์ของเขาได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก” เพื่อให้เด็กๆ ได้มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ สูงขึ้นในการใช้งาน คุณครูได้รวมกันควักกระเป๋าจ่ายเงิน ซื้ออุปกรณ์ถ่ายภาพต่างๆ กันเองเสียส่วนใหญ่ โดยที่กลุ่ม ครูยังคงยืนกรานที่จะให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้การถ่าย ภาพเอง รวมไปถึงการถ่ายภาพมุมสูงด้วยโดรน ภาพถ่ายทางอากาศ ดนตรีประกอบ ก่อนจะเป็นสต็อปโมชั่น หลินโย่วหรง (林宥蓉) เด็กหญิงผู้รับหน้าที่บังคับการ บินของโดรน เผยว่า การควบคุมและสั่งงานในการถ่าย ทำจริงนั้นเป็นเรื่องที่กดดันมาก “ช่วงท้ายของหนังจะ มีเบื้องหลังการถ่ายทำให้ชม ซึ่งมีอยู่ฉากหนึ่งเป็นฉาก ที่โดรนร่วงตกลงมา คนบังคับก็คือหนูเอง ตอนนั้นรู้สึก กลัวจนใจสั่นเหงื่อท่วมตัว โดรนเอียงเสียการควบคุมและ ร่วงหล่นลงมาใส่รถไถและกระแทกสู่พื้น โชคดีที่เครื่องไม่ เป็นอะไร” หลินโย่วหรงซึ่งเคยมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ เชิงสารคดีเรื่อง Beyond Beauty - TAIWAN FROM ABOVE 《看見台灣》เผยความในใจว่าหลังได้ ทดลองควบคุมโดรนด้วยตัวเอง จึงพบว่าบังคับยากมาก เจิงเจี๋ยหลิง (曾詰凌) เด็กหญิงอีกคนที่รับหน้าที่เป็น ชา่ งภาพและมโี อกาสไดส้ มั ผสั กบั กลอ้ งถา่ ยวดิ โี อเปน็ ครงั้ แรกในชีวิต กล่าวว่า การถ่ายทำหนังสารคดีไม่ใช่การ สรุปความ แต่ต้องการจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ให้ทุกคนได้รับรู้ แม้ว่าจะไม่มีคนในครอบครัวประกอบ อาชีพเกษตรกรรมสักคนเดียว แต่ตอนนี้เธอรับรู้ได้ถึง ความรู้สึกจำยอมของผู้ที่เป็นเกษตรกรอย่างแท้จริง เจิงเจี๋ยหลิง ซึ่งเป็นผู้ที่เรียนเครื่องดนตรีจีน มีโอกาส ได้บรรเลงเพลงพื้นบ้านไต้หวัน〈丟丟銅〉(อ่านว่า ติวติวถง) ด้วยพิณหลิว เพื่อใช้เป็นดนตรีประกอบใน ภาพยนตร์ช่วงหนึ่ง เธอย้อนคิดกลับไปถึงระหว่างการ ถ่ายทำฉากนี้ว่า ถูก NG หรือสั่งเทคให้ถ่ายทำใหม่หลาย ต่อหลายครั้ง รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ฉากการบรรเลง ดนตรีดังกล่าว ยังสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิด อีกด้วย ทำเอาผู้ชมซาบซึ้งกับฉากนี้ไปตามๆ กัน ขณะที่ พ่อแม่ของเจิงเจ๋ยี หลิงเองก็ร้สู ึกปลาบปล้มื ท่ลี ูกสาวมีจิต อาสาที่จะแสดงด้วยตัวเอง ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง “More Ricefield, More Happiness” ใช้เทคนิคสต็อปโมชั่น ในการจบการ เล่าเรื่องราวที่เข้มข้นจริงจังของบ้านพักอาศัยบนที่ดิน เกษตรกรรม ด้วยการปิดฉากอย่างเบาๆ ภาพที่ปรากฏ ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่นาทีกว่าๆ เป็นผลงานการตัด ต่อของหวงซูฝัน (黃書凡) ซึ่งทุ่มเทให้กับการวาดภาพ อยู่เป็นเวลานานกว่าจะสำเร็จลง กระบวนการถ่ายทำ ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความอดทนอีกด้วย ภาพที่ปรากฏขึ้น แต่ละภาพนั้น ต้องถ่ายทำไม่น้อยกว่า 8 เทคขึ้นไป และ หวงซฝู นั ไดเ้ สยี สละเวลานอนเพอื่ เรง่ ทำงานจนไดผ้ ลงาน อันเป็นที่น่าพอใจชิ้นนี้ในท้ายที่สุด หนังภาคที่ 2 พร้อมปล่อยออกสู่ สายตา สมาชิกในทีมคนอื่นๆ พากันเสนอความคิดและอยาก จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เฉกเช่นเดียวกับที่หวงซูฝันได้ลอง มาแล้ว ครูของพวกเขาได้ให้กำลังใจและส่งเสริมให้พวก เขามีความกล้าที่จะทดลอง การทำงานเป็นทีมมักจะหลีก หนีไม่พ้นที่จะเกิดการโต้แย้งถกเถียงกันในกลุ่ม แต่เมื่อใด ก็ตามที่เกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต้องมีการเรียนรู้ที่จะ พูดคุยสื่อสารกัน ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการทำร้ายความ รู้สึกระหว่างกันแล้ว ยังทำให้ “ถก” กันจนเกิดความคิดที่ จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นที่สองขึ้นด้วย “หนังภาคที่ 2 นี้ เราต้องการจะบันทึกให้เห็นเรื่องราว การเตรียมการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ และชีวิตหลัง ออกจากราชการของนายหยางเหวินเฉวียน (楊文泉) อดีตผู้อำนวยการกองการเกษตรของเมืองอี๋หลาน ที่ผัน ตัวเองมาเป็นเกษตรกร...” เด็กชายไช่เฉินเหว่ยแย้มถึง โครงการถ่ายทำหนังเรื่องต่อไป หลังการถ่ายทำภาพยนตร์ “More Ricefield, More Happiness” แล้วเสร็จลง ได้ปลุกให้เกิดกระแสการถ่าย ทำหนังขึ้นในโรงเรียนเป่ยเฉิง ปัจจุบันมีนักเรียนจากสอง ห้องเรียน เกิดความสนใจและต้องการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม พวกเขาวาดฝันไว้ว่าจะ สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้แล้วเสร็จก่อนท่จี ะจบการ ศึกษา และมีอยู่หนึ่งกลุ่มที่อาสาจะถ่ายทำโฆษณาเพื่อ การกุศลให้กับมูลนิธิกองทุนเพื่อสวัสดิการสังคมประจำ เมืองอี๋หลานด้ว ขณะที่ทางโรงเรียนเองได้เตรียมจัดนิทรรศการ ภาพยนตร์โรงเรียนขึ้นในเขตรั้วของโรงเรียนก่อนพิธี ปัจฉิมนิเทศหนึ่งวัน โดยจะมีการนำผลงานของเด็กๆ เหล่านี้ออกฉายผ่านจอขนาดยักษ์ที่ติดตั้งไว้
ปัจจุบันการศึกษาเรียนรู้ผ่านการถ่ายทำภาพยนตร์ ได้ ฝังรากลึกและแพร่หลายไปทั่วไต้หวันแล้ว ภาพยนตร์เชิง สารคดีเรื่องนี้ ทำให้เด็กวัย 12 ปี ได้มีโอกาสทำหน้าที่ เป็นกระบอกเสียงให้กับบ้านเกิดของตนเอง และนี่อาจจะ เปน็ การปลกุ จติ สำนกึ และกระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความรกั บา้ นเกดิ ขึ้นในใจของพวกเราด้วยเช่นกัน