การแลกเปลี่ยนตะวันออก-ตะวันตก นวัตกรรมและความยั่งยืน

รางวัลถังไพรส์ ครั้งที่ 3 ชื่อเสียงขจรไกล
:::

2019 / มิถุนายน

บทความ‧เจิงหลันซ รูปภาพ‧จวงคุนหรู คำแปล‧กาญจน์ญาณ์ กฤษณ์ชญาคมน


「唐宋社會變遷的最終結果,就是擴大庶民的力量。」第3屆唐獎漢學獎得主斯波義信接受《台灣光華雜誌》專訪時指出,這個庶民的力量不僅支撐唐宋對抗蠻夷,營造唐宋文明發展,並且帶動福建一代華人往海外移動,造就今日華僑的貢獻。


“ผลสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง คือการแผ่ขยายของพลังแห่งมวลชน” ดร.โยชิโนบุ ชิบะ (Yoshinobu Shiba) เจ้าของรางวัลถังไพรส์ ครั้งที่ 3 สาขาจีนศึกษา กล่าวขณะให้สัมภาษณ์พิเศษกับนิตยสารไต้หวันพาโนรามา พลังของมวลชนไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนราชวงศ์ถังและซ่งในการต่อต้านการรุกรานของพวกอนารยชน ยังก่อให้เกิดการพัฒนาของอารยธรรมในสมัยราชวงศ์ถังและซ่งอีกด้วย นอกจากนี้ ยังนำชาวจีนรุ่นหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยนย้ายไปต่างประเทศ สร้างคุณูปการของชาวจีนโพ้นทะเลในวันนี้

 

“รางวัลถังไพรส์” ได้รับการขนานนามว่าเป็นรางวัลโนเบลแห่งโลกตะวันออก การจัดงานครั้งที่ 3 มีผู้ได้รับรางวัล 8 ท่าน ซึ่งได้เดินทางมายังไต้หวันในเดือนกันยายน 2018 เพื่อเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลและมาบรรยายในกิจกรรมที่จัดขึ้น ผู้ได้รับรางวัลต่างก็มีส่วนร่วมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับการคุกคามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนายารักษามะเร็ง การถ่ายทอดความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจและวรรณกรรมในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง และการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทของกฎหมายที่มีต่อเสรีภาพและประชาธิปไตย เพื่อถ่ายทอดมุมมองและค่านิยมแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ไปสู่ทั่วโลก

ในฐานะที่เป็นรางวัลระดับโลก ดร.เฉินเจิ้นชวน (陳振川) อดีตประธานคณะกรรมการการโยธาสาธารณะ สภาบริหารไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารมูลนิธิถังไพรส์ ชี้ว่า มูลนิธิถังไพรส์ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 จากทุนบริจาคของคุณหยินเหยี่ยนเหลียง (尹衍樑) นักธุรกิจไต้หวัน และเป็นรางวัลที่แตกต่างจากรางวัลโนเบล ซึ่งมอบรางวัลสำหรับผู้สร้างคุณูปการในด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วรรณกรรม และสันติภาพ โดยรางวัลถังไพรส์ได้ปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองต่อการพัฒนาและความท้าทายในโลกปัจจุบัน ด้วยการมอบรางวัลสาขาพัฒนาอย่างยั่งยืน, สาขาชีวเภสัชศาสตร์ และสาขานิติธรรม นอกจากนี้ ยังจัดตั้งสาขาจีนศึกษาขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและคุณค่าของวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตกอย่างเด่นชัด

 

โยชิโนบุ ชิบะ: ความยิ่งใหญ่ของพลังมวลชน

ผู้ได้รับรางวัลสาขาจีนศึกษาในการจัดงานครั้งนี้มี 2 ท่าน หนึ่งในนั้นคือคุณโยชิโนบุ ชิบะ ซึ่งเกิดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมจีน และยังเป็นผู้แทนของ “สำนักปรัชญาโตเกียว” ในวงการจีนศึกษาของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีอายุ 88 ปีแล้ว โดยคุณชิบะได้ใช้เวลาทุ่มเทในการวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการค้าในยุคราชวงศ์ซ่งและเรื่องชาวจีนโพ้นทะเลเป็นเวลานานกว่า 6 ทศวรรษ

คุณโยชิโนบุ ชิบะ ให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสารไต้หวันพาโนรามา ที่โรงแรมแกรนด์ (Grand Hotel) ในไทเปว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ตนสนใจทำงานวิจัยด้านจีนศึกษานั้น เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากบิดามารดา “แต่เดิม ผมอยากจะทำงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศเยอรมนี แต่คุณพ่อเห็นว่าอักษรจีนหรือคันจินั้น เป็นภาษาต่างประเทศที่ญี่ปุ่นยืมใช้มาโดยตลอด จึงเชื่อว่าผมจะสามารถใช้ภาษาจีนมาทำการวิจัยได้ดีกว่าใช้ภาษาเยอรมันอย่างแน่นอน ประกอบกับญาติฝ่ายแม่ก็ทำงานวิจัยด้านสังคมจีน เขามักจะพูดคุยกันในครอบครัวถึงความสนุกในการเดินทางไปดูงานที่ประเทศจีนเพื่อทำวิจัยสำรวจอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผมเกิดความรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก”

คุณโยชิโนบุ ชิบะ มักจะใช้นิ้วมือทาบไว้ที่หน้าผากเพื่อขบคิดชั่วขณะถึงสิ่งที่ถูกถามก่อนจะตอบออกมา เขากล่าวว่า ผลสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคราชวงศ์ถังและซ่งสามารถอธิบายโดยใช้เพียงประโยคเดียวคือ นำพลังสู่ประชาชน ในยุโรปได้เกิดการปฏิวัติทางการค้าขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 11 ประชาชนจึงได้เข้ามามีบทบาท ส่วนในญี่ปุ่นล่วงเลยมาจนถึงสมัยรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ (ยุคเอโดะ) ประชาชนจึงเริ่มมีบทบาทขึ้น แต่สำหรับจีนเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นและอิทธิพลแผ่ขยายกว้างกว่า นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ถังและซ่งในช่วงศตวรรษที่ 8

เขายกตัวอย่าง ช่วงกลางของราชวงศ์ถังซึ่งมีทหารรับจ้างกว่า 1 ล้านคน กองทัพจำเป็นต้องจัดส่งเสบียงอาหารให้ รัฐบาลจึงเปลี่ยนมาให้พ่อค้าวาณิชและผู้ประกอบการรับจ้างขนส่งทำหน้าที่แทน นี่เป็นผลที่เห็นได้ชัดในการช่วยป้องกันการรุกรานจากชาวชี่ตันและหนี่ว์เจินได้ และทำให้สถานะของพ่อค้าสูงขึ้น การขุดคลองลำเลียงขนาดใหญ่ (ต้ายุ่นเหอ) ในสมัยราชวงศ์สุย ทำให้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นถูกจำหน่ายไปทั่วประเทศ ในสมัยนั้นจึงเกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมทอดิ้นของเฉิงตู เครื่องเซรามิกของติงโจว และสินค้าชั้นดีอื่นๆ รวม 28 รายการ บรรดาพ่อค้าก็ได้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาระหว่างแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายจนสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองได้เป็นอย่างมาก

คุณโยชิโนบุ ชิบะ ได้กลั่นกรองข้อมูลความรู้จากอารยธรรมสมัยราชวงศ์ถังและซ่งจนตกผลึก  และได้ความรู้ที่ละเอียดและกว้างขวางเป็นอย่างมาก ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ เขาพูดถึงจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเราคือ “อย่าปล่อยให้ตนเองหวั่นไหวไปกับโลกภายนอก ต้องยึดมั่นในจุดยืน”  ตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาทำงานวิจัยด้านจีนศึกษาในยุค 1970 ขณะนั้นจีนเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้นอย่างฉับพลัน ประกอบกับลัทธิมาร์กซิสต์เป็นแนวคิดกระแสหลักของโลกในสมัยนั้น แนวคิดต่อต้านทุนนิยมทำให้เขาทำการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลได้ยากลำบาก แต่ถึงแม้ว่างานวิจัยของเขาจะขัดกับกระแสหลัก เขาก็ยังยืนหยัดในเจตนารมณ์เดิมและเดินหน้าต่อไป

 

งานสัมมนาระดับปรมาจารย์ จุดประกายปัญญาแก่โลก

มูลนิธิถังไพรส์ร่วมกับองค์กรวิชาการที่สำคัญในระดับโลก จัดงานสัมมนาบรรยายหัวข้อพิเศษของรางวัลถังไพรส์ (Tang Prize Lecture) ทำให้อิทธิพลของรางวัลถังไพรส์แผ่ขยายไปทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับไต้หวันไปสู่สายตาทั่วโลกด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อปีค.ศ.2016 มูลนิธิถังไพรส์ได้ลงนามความตกลงร่วมกับสหพันธ์นานาชาติชีวเคมีและอณูชีววิทยา (IUBMB) เป็นเวลา 9 ปี เพื่อสนับสนุนการจัดการประชุมนานาชาติสาขาชีวเคมีและอณูชีววิทยา และมอบทุนค่าเดินทางให้แก่นักวิชาการรุ่นใหม่เพื่อทำการวิจัยในต่างประเทศและเข้าร่วมประชุมนานาชาติ เป็นการบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและสร้างนวัตกรรมในสาขาชีวแพทย์

ในปีค.ศ.2018 IUBMB จัดการประชุมขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปิดการประชุมโดยเชิญคุณทาสุคุ ฮอนโจ (Tasuku Honjo) เจ้าของรางวัลถังไพรส์ครั้งที่ 1 สาขาชีวเภสัชศาสตร์ และรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ บรรยายหัวข้อพิเศษของรางวัลถังไพรส์ (Tang Prize Lecture) ต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและชีววิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คน เพื่อแบ่งปันความสำเร็จของเขาในการรักษามะเร็งด้วยวิธีการภูมิคุ้มกันบำบัด

 

อาจารย์ผู้สอนสั่งกับศิษย์รุ่นเยาว์

ไม่เพียงแต่มุ่งสู่เวทีนานาชาติ มูลนิธิถังไพรส์ยังให้ผู้ได้รับรางวัลได้มีส่วนร่วมในการมอบความรู้สู่มหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลายของไต้หวัน โดยร่วมกับสถานศึกษาจัดการประชุมสัมมนา Tang Prize Master Forum เพื่อถ่ายทอดความรู้และจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่เหล่านักเรียนนักศึกษา

ในปี 2018 ผู้ได้รับรางวัลสาขาพัฒนาอย่างยั่งยืน 2 ท่าน คือ คุณเจมส์ อี. ฮานเซน (James E. Hansen) และคุณวีรา
บราดัน รามานาทัน (Veerabhadran Ramanathan) ได้เดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงยาง (NCU) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงซิง (NCHU) ตามลำดับ ในหัวข้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแนวทางการรับมือแก้ปัญหา ขณะที่ผู้ได้รับรางวัลสาขาชีวเภสัชศาสตร์ ได้แก่ คุณโทนี ฮันเตอร์ (Tony Hunter) ผู้บุกเบิกการรักษาแบบมุ่งเป้า และคุณไบรอัน เจ. ดรูเกอร์ (Brian J. Druker) ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และมหาวิทยาลัยการแพทย์จีน ในหัวข้อเกี่ยวกับอุปสรรคและความก้าวหน้าที่ต้องเผชิญบนเส้นทางการวิจัยวิทยาศาสตร์ ด้านคุณโยชิโนบุ ชิบะ เจ้าของรางวัลสาขาจีนศึกษา เดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเฉิงกง ในนครไถหนาน ในหัวข้อ “จิ้ง” ในวัดวาอารามของเมืองไถหนาน และองค์กรทางสังคมของชาวจีน เจ้าของรางวัลจีนศึกษาอีกท่านหนึ่งคือ คุณสตีเฟน โอเวน (Stephen Owen) ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งชาติไต้หวันในหัวข้อที่เกี่ยวกับอุปสรรคในการวิจัยวรรณกรรมจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นถึงราชวงศ์ถังและซ่ง และคุณโจเซฟ ราซ (Joseph Raz) เจ้าของรางวัลสาขานิติธรรม ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเจิ้งจื้อในหัวข้อเกี่ยวกับการค้นคว้าแก่นแท้ของกฎหมาย”

คุณเจมส์ ฮานเซน เจ้าของรางวัลสาขาพัฒนาอย่างยั่งยืน เคยเป็นหัวหน้าสถาบันศึกษาอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Institute for Space Studies) ของนาซา สหรัฐอเมริกา บรรยายในหัวข้อ “โลกของคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตใหม่ของตนเอง” (Young People's World: Making Your Future) ที่โรงเรียนมัธยมปลายสาธิตมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ไทเป มีนักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศกว่า 200 คน เข้าร่วม ศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านี้ต่างก็ได้สอบถามอาจารย์ฮานเซนเกี่ยวกับคตินิยมกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานและการพัฒนานิวเคลียร์ของไต้หวัน

 

เงินรางวัลถังไพรส์ สร้างคุณประโยชน์อย่างกว้างขวาง

รางวัลถังไพรส์แต่ละรายการมีเงินรางวัล 50 ล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้ 10 ล้านเหรียญ จะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนงานวิจัย วัตถุประสงค์ในการใช้เงินจำนวนนี้ทำให้กลายเป็น “รางวัลย่อย” ภายใต้รางวัลถังไพรส์ ในขณะเดียวกันยังเป็นการชดเชยแทนรางวัลที่มีชื่อเสียงระดับโลกอื่นๆ อีกมากมาย ที่มอบรางวัลให้แก่บุคคลที่ประสบความสำเร็จแต่กลับละเลยที่จะสนับสนุนให้กำลังใจนักวิชาการรุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี 2014 คุณอวี๋อิงสือ (余英時) เจ้าของรางวัลถังไพรส์ครั้งที่ 1 สาขาจีนศึกษา ใช้เงินรางวัลนี้ในการจัดตั้ง “ทุนวิจัยมนุษยศาสตร์อวี๋อิงสือ” โดยมอบทุนสนับสนุนเป็นระยะเวลา 5 ปี แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ที่ทำวิจัยด้านจีนศึกษาและมนุษยศาสตร์ในการเขียนหนังสือหรือวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก

คุณโกร ฮาร์เลม บรันด์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ เจ้าของรางวัลถังไพรส์ครั้งที่ 1 สาขาพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ให้มิลจิส ทรัสต์ (Milgis Trust) องค์กรอนุรักษ์ในเคนยา สำหรับใช้ในภารกิจอนุรักษ์ช้าง และบริจาคเงินอีก 5 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อจัดตั้ง “รางวัลโกร บรันด์แลนด์” โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเฉิงกงจัดกิจกรรม “สัปดาห์โกร บรันด์แลนด์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสตรี” (Gro Brundtland Week of Women in Sustainable Development) ตั้งแต่ปี 2016 เป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี โดยคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์หญิงจากประเทศกำลังพัฒนา ให้เดินทางเยือนไต้หวันและตระเวนเข้าร่วมการบรรยาย เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์จากประเทศกำลังพัฒนาได้รับรู้ถึงพลังและประสบการณ์ของไต้หวัน ทำให้เกิดการเชื่อมสัมพันธ์ในระดับนานาชาติ

คุณโยชิโนบุ ชิบะ ปัจจุบันเป็นผอ.หอสมุดตะวันออก โตโย บุนโกะ (Toyo Bunko) ในกรุงโตเกียว มีความเชี่ยวชาญในการสืบเสาะข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง เขาเผยว่า มีแผนที่จะใช้เงินรางวัลทุนวิจัย 5 ล้านเหรียญไต้หวันของถังไพรส์ ส่วนหนึ่งนำไปบริจาคให้หอสมุดตะวันออก โตโย บุนโกะของญี่ปุ่น จัดตั้งทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการวิจัยด้านจีนศึกษา โดยวิเคราะห์และจัดการกับเอกสารโบราณด้านสังคมศาสตร์จำนวน 24,000 ฉบับ และข้อมูลที่เป็นแผ่นในสภาพไม่สมบูรณ์ที่มูลนิธิมอร์ริสัน (Morrison) มอบให้ ส่วนเงินรางวัลอีกก้อนหนึ่งจะใช้ในการรวบรวมจัดทำพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์คำศัพท์ทางสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ชื่อของรางวัลถังไพรส์ คำว่า “ถัง” ก็เหมือนกับงานวิจัยเรื่องความเจริญรุ่งเรืองยุคราชวงศ์ถังและซ่งของคุณโยชิโนบุ ชิบะ ซึ่งหวังว่าจะนำพาจิตวิญญาณแห่งราชวงศ์ถังอันรุ่งโรจน์ ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากโบราณสู่ปัจจุบัน ด้วยอิทธิพลและคุณูปการของผู้ได้รับรางวัล จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก นอกจากนี้ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของการพัฒนาสังคมในปัจจุบัน การขับเคลื่อนด้วยมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ จะทำให้ทั่วโลกอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Inovasi Berkesinambungan Perpaduan Timur & Barat

Efek Tang Prize ke-3 Meluas

Artikel‧Esther Tseng Gambar‧Chuang Kung-ju

「唐宋社會變遷的最終結果,就是擴大庶民的力量。」第3屆唐獎漢學獎得主斯波義信接受《台灣光華雜誌》專訪時指出,這個庶民的力量不僅支撐唐宋對抗蠻夷,營造唐宋文明發展,並且帶動福建一代華人往海外移動,造就今日華僑的貢獻。


“Pencapaian terbesar dari transformasi yang terjadi pada masa dinasti Tang dan Song adalah kekuatan rakyat jelata semakin meluas.” Seorang peraih Tang Prize ke-3 kategori Sinologi bernama Dr. Yoshinobu Shiba menerima wawancara eksklusif dari majalah《Taiwan Panorama》dan ia menyampaikan, rakyat jelata, selain adalah kekuatan yang mendukung dinasti Tang dan Song untuk melawan barbarisme, juga telah membantu mengembangkan perabadan di era dinasti Tang dan Song serta pemberdayaan masyarakat Tionghoa etnik Fujian dan sekitarnya melalui imigrasi, hingga mewujudkan kontribusi masyarakat Tionghoa di masa sekarang ini.

 

“Tang Prize”juga dikenal sebagai penghargaan Nobel Asia. Pada bulan September lalu, delapan orang peraih Tang Prize ke-3 berkunjung ke Taiwan untuk mengikuti serangkaian acara penganugerahan dan seminar. Atas inisiatif dari peraih Tang Prize ini, mereka melibatkan diri dalam riset penelitian tentang ancaman yang ditimbulkan akibat perubahan iklim; pengembangan terapi target (targeted therapy) pengobatan penyakit kanker; menampilkan  pencapaian ekonomi dan sastra di era dinasti Tang dan Song serta menunjukkan betapa penting dialog tentang hukum, kebebasan dan demokrasi serta penyampaian sudut pandang dan nilai-nilai yang bermanfaat pada abad ke-21.

Menyandang predikat sebagai penghargaan bertaraf internasional, mantan Ketua Komisi Konstruksi Umum Yuan Eksekutif, kini menjabat sebagai CEO Tang Prize Foundation, Dr Chern Jenn-chuan mengemukakan bahwa pada tahun 2012 Tang Prize dimodali dan dirintis oleh pengusaha Taiwan Samuel Yin, untuk memberikan pendanaan menyokong penelitian ilmiah dasar dan sastra. Perbedaan Tang Prize dengan penghargaan Nobel adalah dalam menanggapi perkembangan dan tantangan dunia saat ini, Tang Prize menempatkan pemberian penghargaan untuk kategori Pengembangan Berkesinambungan, Biofarmasetika dan Aturan Hukum, serta menempatkan penghargaan kategori Sinologi yang menonjolkan nilai-nilai dan diferensiasi budaya antara Timur dan Barat.

 

Dr. Yoshinobu Shiba: Kekuatan Masyarakat yang Luar Biasa

Salah seorang dari kedua peraih Tang Prize kategori Sinologi kali ini yaitu Dr. Yoshinobu Shiba yang lahir di Tokyo Jepang, adalah seorang pakar ekonomi terkemuka di dunia, selain itu ia masih menyandang gelar sebagai tokoh representatif sastra Sinologi Jepang. Kini di usia 88 tahun, ia mendalami penelitian tentang sejarah ekonomi era dinasti Song, sejarah bisnis dan masyarakat perantauan Tionghoa. Penelitian tersebut telah dilakukannya selama lebih dari enam dasawarsa.

Saat menerima wawancara eksklusif dari majalah《Taiwan Panorama》 di Grand Hotel, Dr. Yoshinobu Shiba membeberkan penelitian sinologi  yang dilakukannya adalah pengaruh dari orang tua, “Semula saya menjalankan riset penelitian sejarah ekonomi Jerman, namun orang tua saya beranggapan karakter Kanji selalu menjadi bahasa asing serapan yang kerap kali digunakan oleh Jepang, maka menggunakan karakter Kanji akan lebih kuat dan mengena jika dibandingkan dengan bahasa Jerman; ditambah lagi saudara dari ibu bekerja di bidang penelitian komunitas masyarakat Tionghoa, saat berkumpul di rumah tak jarang kami membahas kunjungan dinas ke Daratan Tiongkok yang menyenangkan, hal ini membuat saya semakin tertarik untuk mendalaminya.” 

Saat menghadapi masalah, Dr. Yoshinobu Shiba selalu menggunakan jari tangan menopang dahinya dan berpikir sejenak baru menjawab, menurutnya hasil mutakhir dari transformasi dinasti Tang dan Song, dapat didefinisikan dengan sebuah kalimat yakni memberi kekuasaan kepada rakyat. Revolusi industri Eropa pada abad ke-11 baru memberikan kekuasaan bagi masyarakatnya, sementara Jepang baru mengejar ketertinggalannya pada masa pemerintahan Shogun Tokugawa. Dibandingkan dengan Tiongkok, perubahan sosial telah terjadi pada era yang lebih dini dan berskala besar, inilah faktor penting pendukung kemajuan peradaban dinasti Tang dan Song di abad ke-8.

Ia mengutip sebuah contoh, di pertengahan era dinasti Tang, prajurit bayaran yang dikerahkan mencapai lebih dari jutaan orang, guna memenuhi kebutuhan pasukan prajurit dan kuda yang memerlukan persediaan masif, maka pemerintah menyerahkan pekerjaan ini kepada pengusaha lokal dan portir darat dan sungai untuk menguasai lapangan, kondisi ini dapat menghadang serangan bangsa nomadik Khitai dan Jurchen, selain itu strategi ini juga semakin mempertinggi status kaum pedagang. Konstruksi kanal pada Dinasti Sui membuat produk lokal dapat dipasarkan hingga ke berbagai pelosok di seluruh negeri. Pada masa tersebut muncul sebanyak 28 jenis produk khas berkualitas di antaranya “Tapestry” dari Chengdu dan porselin “Ding ware” dari Dingzhou. Kaum pedagang memanfaatkan produk lokal dan selisih harga konsumsi untuk mengumpulkan profit menambah kekayaan mereka.

Dr. Yoshinobu Shiba mengkristalisasi silsilah pengetahuan tentang peradaban dinasti Tang dan Song, sungguh luas dan sangat luar biasa. Di akhir wawancara, Dr Yoshinobu Shiba mengungkapkan tujuan kehidupan manusia yang paling penting yaitu “Tidak menerima pengaruh luar, bersikap kukuh mempertahankan tujuan” terutama pada era tahun 1970an berawal dari penelitian sinologi, pada masa tersebut terjadi Revolusi Kebudayaan di Tiongkok, ditambah tren menganut paham Marxisme yang melawan paham Kapitalisme, hal ini menyulitkannya untuk mengumpulkan data-data perniagaan dalam penelitiannya, bahkan riset yang dijalankan bertentangan dengan arus aliran ideologi, tetapi ia tetap berpegang teguh akan niat awal dan terus maju melangkah.

 

Forum Master, Penerang Dunia

Tang Prize Foundation bekerja sama dengan berbagai organisasi akademis internasional terkemuka, menghelat seminar Tang Prize (Tang Prize Lecture) agar manfaat Tang Prize dapat menjalar luas ke seluruh pelosok dunia, sekaligus meningkatkan visibilitas Taiwan di panggung internasional. Sebagai contoh pada tahun 2016 Tang Prize Foundation bersama International Union of Biochemistry and Molecular Biology (IUBMB) melakukan penandatanganan sembilan perjanjian kerja sama, mensponsori pertemuan internasional yang berhubungan dengan biokimia atau biologi molekuler serta mendanai biaya perjalanan bagi periset muda untuk menghadiri konferensi internasional, membina potensi sumber daya manusia yang profesional dan kreatif di dunia kesehatan.

Pada tahun 2018 pertemuan akbar IUBMB ke-24 berlangsung di Seoul, Korea, sebelum pemberian penghargaan Tang Prize berlangsung, dalam acara tersebut turut hadir Tasuku Honjo seorang peraih Tang Prize ke-1 kategori Biofarmasetika yang baru saja memenangkan Penghargaan Nobel bidang kedokteran untuk menjadi narasumber seminar Tang Prize yang dihadiri lebih dari 2.500 pakar ilmu hayati dan bioteknologi. Dalam seminar, Tasuku Honjo berbagi pencapaian imunoterapi untuk perawatan penderita kanker.

 

Pakar dan Pemula

Tidak hanya menyerukan kepada dunia internasional, di sisi lain Tang Prize Foundation telah menetapkan pendanaan bagi peraih penghargaan untuk menginspirasi kalangan pelajar Taiwan baik universitas maupun sekolah menengah atas (SMA), yayasan ini berkoordinasi dengan pihak sekolah menyelenggarakan serangkaian Tang Prize Master Forum, bertujuan menurunkan warisan intelektual yang bermakna.

Dua peraih Tang Prize untuk kategori Pengembangan Berkesinambungan yakni James E. Hansen dan Veerabhadran Ramanathan memaparkan isu permasalahan perubahan iklim di National Central University (NCU) dan National Chung Hsing University (NCHU). Sementara peraih Tang Prize kategori Biofarmasetika, pencetus terapi target yaitu Tony Hunter dan Brian J. Druker berbagi tentang kendala yang dihadapi selama penelitian, serta terobosan yang dicapai kepada para mahasiswa di National Taiwan University (NTU) dan China Medical University (MCU). Dr Yoshinobu Shiba peraih Tang Prize kategori Sinologi memaparkan ceramah tentang “Jing” (artinya lingkungan) vihara dan organisasi masyarakat Tionghoa pada masa pemerintahan kuno Tainan di National Cheng Kung University (NCKU) di Tainan; Pemenang lainnya untuk Tang Prize kategori Sinologi, Stephen Owen berceramah santai di National Taiwan Normal University (NTNU) mengenai kendala yang dihadapi dalam penelitian Sinologi masa dinasti Han hingga dinasti Tang. Joseph Raz, peraih Tang Prize kategori Aturan Hukum menerima undangan menghadiri seminar pembahasan esensi hukum di National Cheng Chi University (NCCU).

Peraih Tang Prize kategori Pengembangan Berkesinambungan, yang juga adalah seorang mantan Direktur Institut Goddard Penelitian Antariksa Badan Penerbangan dan Antariksa (NASA), James E. Hansen  mengangkat topik “Dunia Generasi Muda: Menciptakan Masa Depan Sendiri” (Young Peoples’s World: Making Your Future) di depan lebih dari dua ratus pelajar dari Sekolah Menengah Atas Afiliasi National Taiwan Normal University (HSNU). Setelah itu, para pelajar muda bertanya tentang ideologi, kebijakan energi Taiwan, masalah pengembangan nuklir dan mereka mendapat penjelasan dari pakar.

 

Manfaat Hadiah Tang Prize Meluas

Setiap peraih Tang Prize menerima hadiah uang senilai NT$ 50 juta, dari angka tersebut senilai NT$ 10 juta dialokasikan sebagai “Hadiah pendukung” dan wajib digunakan untuk penelitian, dengan demikian manfaat Tang Prize baru dapat menjalar. Cara demikian dianggap mampu melengkapi karena sebagian besar ajang penghargaan terkemuka hanya diperuntukkan bagi tokoh-tokoh sukses, sebaliknya mengabaikan pelajar muda yang semestinya perlu mendapat dukungan, hal ini sangat disesalkan. Sebagai contoh pada tahun 2014 peraih Tang Prize ke-1 kategori Sinologi, Yu Ying-shih dengan hadiah penghargaan yang diperolehnya dialokasikan sebagai “Hadiah Penghargaan Penelitian Sastra Yu Ying-shih” untuk periode lima tahun yang dimanfaatkan sebagai dana bantuan bagi pelajar muda untuk penulisan buku dan disertasi tentang penelitian sinologi dan perkembangan peradaban manusia.

Peraih penghargaan kategori Pengembangan Berkesinambungan ke-1, Gro Harlem Brundtland menyumbangkan setengah dari hadiah penghargaan yang diperoleh senilai NT$ 5 juta untuk organisasi konservasi Milgis Trust di Kenya yang menjalankan tugas perlindungan binatang gajah; setengah dana lainnya dialokasikan untuk membentuk Gro Brundtland Award, dengan memercayakan National Cheng Kung University (NCKU) menghelat kegiatan “Pembangunan Berkesinambungan Pekan Wanita Gro Brundtland (Gro Brundtland Week of Women in Sustainable Development) selama tiga tahun berturut-turut, memilih ilmuwan wanita di negara sedang berkembang untuk berkunjung dan mengadakan tur seminar di seluruh Taiwan, agar para ilmuwan dari negara berkembang mampu merasakan potensi dan pengalaman Taiwan serta menciptakan integrasi internasional.

Sementara ini Dr. Yoshinobu Shiba selaku Ketua Pustakawan Museum Toyo Bunko dengan keahliannya dalam penelaahan sejarah yang kompleks secara mendetail, ia membeberkan perencanaan alokasi hadiah penghargaan senilai NT$ 5 juta untuk digunakan sebagai dana subsidi penelitian, sebagian uang hadiah lainnya akan didonasikan untuk Museum Toyo Bunko sebagai beasiswa yang bertujuan untuk mendukung generasi muda ikut serta dalam penelitian sinologi, mendorong agar generasi muda Jepang ikut menelaah 24 ribu buku kuno yang mencatat ilmu pengetahuan sosial dan fragmen dokumen; masih ada lagi uang hadiah penghargaan yang akan dialokasikan untuk penyusunan kamus elektronik tentang istilah akademik ekonomi sosial.

Seperti penelitian sinologi yang dilakukan oleh Dr. Yoshinobu Shiba di bidang perkembangan dinasti Tang dan Song, pemberian nama ajang penghargaan ini disesuaikan dan disebut sebagai “Tang” Prize, untuk merepresentasikan semangat di era dinasti Tang dapat diekspansi, ke zaman modern dengan memanfaatkan efek kekuatan dan kontribusi nyata dari para pemenang penghargaan, mempromosikan pertukaran budaya dan teknologi Timur-Barat serta menanggapi perubahan situasi perkembangan sosial saat ini dengan menyuntikkan visi dan pemikiran baru dalam praktik nyata agar di dunia ada keharmonisan dan pengembangan yang berkesinambungan.

 

Hòa quyện Đông-Tây‧Sáng tạo bền vững

Giải thưởng Tang Prize lần thứ 3, lan tỏa tầm ảnh hưởng

Bài viết‧Esther Tseng Ảnh‧Chuang Kung-ju Biên dịch‧Tố Kim

「唐宋社會變遷的最終結果,就是擴大庶民的力量。」第3屆唐獎漢學獎得主斯波義信接受《台灣光華雜誌》專訪時指出,這個庶民的力量不僅支撐唐宋對抗蠻夷,營造唐宋文明發展,並且帶動福建一代華人往海外移動,造就今日華僑的貢獻。


“Kết quả cuối cùng của sự thay đổi xã hội thời nhà Đường, nhà Tống là sức mạnh to lớn của thường dân”. Ông Shiba Yoshinobu, người đoạt Giải Nghiên cứu Hán học của Giải thưởng Nhà Đường (Tang Prize) lần thứ 3 cho biết khi được tạp chí Taiwan Panorama phỏng vấn, sức mạnh của dân thường không chỉ giúp nhà Đường, nhà Tống chống lại người Man di, xây dựng phát triển nền văn minh Đường Tống, đồng thời tạo nên xu thế người Hoa ở Phúc Kiến di dời ra hải ngoại mà có được sự cống hiến của Hoa kiều ngày nay.

 

Giải Tang Prize còn được gọi là Giải Nobel Đông phương, vào tháng 9, 8 vị đoạt Giải Tang Prize lần thứ 3 đến Đài Loan tham dự lễ trao giải, diễn thuyết, những người đoạt giải dùng hành động và nghiên cứu khoa học để chống lại sự biến đổi khí hậu; dùng thuốc nhắm đích chống ung thư; truyền đạt các thành tựu kinh tế và văn học thời Đường Tống; nêu bật tầm quan trọng của pháp luật và đối thoại dân chủ, tự do, đồng thời truyền đạt cho toàn Thế giới về quan điểm và giá trị trọng yếu của thế kỷ XXI.

Giải thưởng Tang Prize là một giải thưởng Quốc tế, ông Chern Jenn-chuan (Trần Chấn Xuyên) hiện giữ chức vụ CEO của Quỹ Giải thưởng Tang Prize, người từng giữ chức vụ Chủ nhiệm Ủy ban Công trình Công cộng thuộc Viện Hành chính cho biết, năm 2012 ông Doãn Diễn Lương, doanh nhân Đài Loan đã đầu tư sáng lập giải thưởng Tang Prize. Khác với giải thưởng Nobel khích lệ cống hiến cho nghiên cứu khoa học cơ bản, văn học và hòa bình, giải thưởng Tang Prize này là để đáp ứng với sự phát triển và thử thách của thế giới hiện nay, lập Giải thưởng phát triển bền vững, công nghệ sinh học y dược và qui tắc pháp lý, đồng thời thiết lập giải Nghiên cứu Hán học để thể hiện sự khác biệt và giá trị của văn hóa phương Đông và phương Tây.

 

Giáo sư Shiba Yoshinobu: Sức mạnh to lớn của dân

Giáo sư Shiba Yoshinobu là một trong 2 học giả đoạt Giải Nghiên cứu Hán học của Giải thưởng Nhà Đường (Tang Prize) lần này. Ông sinh ra tại Tokyo, Nhật Bản, là chuyên gia nổi tiếng về lịch sử kinh tế Trung Quốc, ông cũng là nhân vật đại biểu của  “Phái học thuật văn hiến Tokyo” (phái học thuật gồm các học giả nghiên cứu lịch sử Trung Quốc tại trường Đại học Tokyo). Hiện nay ông 88 tuổi và ông đã nghiên cứu lịch sử kinh tế Nhà Tống, lịch sử thương nghiệp và Hoa kiều đã hơn 60 năm.

Giáo sư Shiba Yoshinobu thổ lộ khi được tạp chí Taiwan Panorama phỏng vấn tại khách sạn Viên Sơn, Đài Bắc, ông lao vào nghiên cứu Hán học chủ yếu là do ảnh hưởng bởi cha mẹ ông. “Tôi vốn muốn nghiên cứu lịch sử kinh tế nước Đức, nhưng cha tôi cho rằng chữ Hán là ngoại ngữ mà nước Nhật luôn sử dụng, nghiên cứu chữ Hán nhất định sẽ hay hơn là nghiên cứu tiếng Đức; hơn nữa họ hàng của mẹ tôi theo ngành nghiên cứu xã hội Trung Quốc, ở nhà thường kể những điều thú vị khi sang Trung Quốc khảo sát khiến tôi sanh lòng muốn theo ngành này.”

Đối mặt với vấn đề, giáo sư Shiba Yoshinobu có thói quen lấy tay rờ rờ trán và suy nghĩ 1 chút rồi mới nói, kết quả cuối cùng của sự thay đổi xã hội thời nhà Đường, nhà Tống có thể dùng 1 câu để hình dung, đó là mang lại sức mạnh to lớn cho dân. Cách mạng thương mại ở châu Âu vào thế kỷ XI cho người dân sức mạnh, còn Nhật Bản thì phải đợi đến thời kỳ Mạc phủ Tokugawa mới bắt đầu, nhưng với Trung Quốc thì sớm hơn, qui mô lại lớn hơn, đây là nhân tố chủ yếu tạo nên nền văn minh Đường Tống thế kỷ VIII.

Ông nêu ví dụ, vào giữa thời Đường có hơn 1 triệu lính đánh thuê, tất cả lương thực mà quân đội cần dùng chính phủ đều giao quyền chủ đạo cho các thương nhân trong nước cùng doanh nghiệp vận chuyển đường thủy và đường bộ, điều này phát huy việc phòng chống ngăn chặn sự xâm lược của Khiết Đan và Nữ Chân một cách hiệu quả, nó cũng khiến cho địa vị thương nhân trong nước được nâng cao.

Từ nền văn minh của Đường Tống, giáo sư Shiba Yoshinobu chắt lọc ra sự kết tinh, mang tính phổ biến lại tinh tế của hệ thống̣ tri thức. Sau khi kết thúc cuộc phỏng vấn, giáo sư Shiba Yoshinobu nói đến tôn chỉ quan trọng nhất cuộc đời là “Không dao động vì tác động bên ngoài, kiên trì giữ vững cương vị” , nhất là vào năm 1970 khi ông làm công tác nghiên cứu Hán học, lúc đó Trung Quốc xảy ra cuộc cách mạng văn hóa và lúc đó chủ nghĩa Marx lại là trào lưu tư tưởng chủ yếu của Thế giới với hình thái ý thức chống chủ nghĩa tư bản, khiến ông gặp nhiều khó khăn khi thu thập tài liệu nghiên cứu thương nghiệp. Mặc dù nghiên cứu của ông xung đột với trào lưu chủ yếu nhưng ông vẫn giữ vững ý định ban đầu, luôn tiến về phía trước.

 

Diễn đàn bậc thầy  Tỏa sáng trên trường quốc tế

Quỹ Giải thưởng Tang Prize hợp tác các tổ chức học thuật quan trọng cấp thế giới, tổ chức Diễn đàn Chuyên đề giải thưởng nhà Đường (Tang Prize Lecture) mang sức ảnh hưởng của giải thưởng này truyền ra thế giới, đồng thời giúp Đài Loan được Quốc tế biết đến nhiều hơn. Ví như vào năm 2016, Quỹ Giải thưởng Tang Prize cùng Liên đoàn Quốc tế về Hóa Sinh và Sinh học Phân tử (IUBMB) ký kết thỏa thuận hợp tác 9 năm, tài trợ hội nghị Quốc tế liên quan về lĩnh vực hoá sinh và sinh học phân tử, đồng thời cung cấp kinh phí cho học giả trẻ tuổi đi đến các nơi nghiên cứu và tham dự hội nghị quốc tế, đào tạo nhân tài chuyên môn về lĩnh vực sinh vật y học và sáng tạo.

Năm nay (2018), IUBMB tổ chức Đại hội Đại biểu khóa 24 tại Seoul, Hàn Quốc. Trước khi đại hội diễn ra sẽ tổ chức tọa đàm giải thưởng nhà Đường, mời chủ nhân giải Công nghệ sinh học y dược lần thứ 1, cũng là người vừa đoạt giải Nobel Y học –GS Tasuku Honjo phát biểu trong diễn đàn Chuyên đề giải thưởng nhà Đường, chia sẻ thành quả sử dụng liệu pháp miễn dịch chống một số bệnh ung thư với hơn 250 chuyên gia công nghệ sinh học và khoa học sự sống về dự đại hội.

 

Bậc thầy trực tiếp truyền đạt kiến thức cho học viên trẻ

Không chỉ lên tiếng trên trường quốc tế, quỹ Giáo dục Giải thưởng nhà Đường còn sắp xếp cho người đoạt giải đến các trường đại học và trung học của Đài Loan. Quỹ cùng nhà trường chung tay quy hoạch một loạt “Diễn đàn bậc thầy” mang tính truyền đạt và mở mang kiến thức.

Hai chủ nhân của Giải Phát triển bền vững năm nay là giáo sư James Edward Hansen và giáo sư Veerabhadran Ramanathan đến trường đại học Trung Ương và trường đại học Trung Hưng, nghiên cứu nghị đề biến đổi khí hậu và cách giải quyết. Và chủ nhân của Giải Công nghệ sinh học y dược là tiến sĩ Tony Hunter, và tiến sĩ Brian J. Druker thì đến trường đại học Quốc gia Đài Loan và trường đại học Y dược Trung Quốc chia sẻ những khó khăn và cách đột phá trong quá trình thực hiện nghiên cứu khoa học. Giáo sư Shiba Yoshinobu, chủ nhân Giải Nghiên cứu Hán học đến trường đại học Thành Công, Đài Nam, giảng thuật đề tài “ranh giới” của đền chùa phủ thành Đài Nam và các tổ chức xã hội người Hoa; Còn vị chủ nhân khác của Giải Nghiên cứu Hán học là giáo sư Stephen Owen thì đến trường đại học Sư phạm Quốc gia Đài Loan nói về những khó khăn trong việc nghiên cứu văn học thời nhà Hán đến thời Đường Tống. Giáo sư Joseph Raz – người đoạt Giải Quy tắc Pháp lý thì được mời đến trường đại học Chính Trị thảo luận về bản chất của luật pháp.

Giáo sư James Edward Hansen, người đoạt Giải Phát triển bền vững, cựu giám đốc của viện nghiên cứu không gian Goddard Institute for Space Studies ở New York, một cơ quan trực thuộc NASA, thì đối thoại với hơn 200 học sinh cấp 3 trường THPT trực thuộc đại học Sư phạm Đài Loan và trên cả nước về đề tài “Thế giới của thời đại mới: Sáng tạo tương lai của các bạn” (Young People's World: Making Your Future). Các học sinh trẻ đưa ra các vấn đề về ý thức hình thái, chính sách năng lượng và phát triển điện hạt nhân của Đài  Loan, xin ý kiến của giáo sư.

 

Tiền thưởng Tang Prize phát huy hiệu ứng rộng lớn

Tiền thưởng cho mỗi giải trong Giải thưởng Tang Prize trị giá 50 triệu Đài tệ, trong đó 10 triệu được chỉ định dùng cho việc nghiên cứu, và trở thành giải thưởng trợ cấp khuyến khích nghiên cứu của giải thưởng Tang Prize, phát huy hiệu ứng rộng lớn, đồng thời cũng bù đắp cho các giải thưởng nổi tiếng thế giới là chỉ trao giải thưởng cho những người đã đạt thành tựu, mà lại quên khích lệ những học giả trẻ tuổi. Ví như năm 2014, giáo sư Dư Anh Thời  (Yu Ying-shih), chủ nhân giải Nghiên cứu Hán học lần thứ 1 đã dùng tiền thưởng này thành lập “Giải Nghiên cứu nhân văn Yu Ying-shih” với thời gian 5 năm, dùng tiền thưởng trợ giúp cho các học giả trẻ tuổi nghiên cứu Hán học và nhân văn viết sách hoặc viết luận văn tiến sĩ.

Bà Gro Harlem Brundtland, Cựu Thủ tướng Na Uy, chủ nhân giải Phát triển bền vững khóa đầu tiên của giải Tang Prize thì mang phân nửa số tiền thưởng tức 5 triệu Đài tệ quyên tặng cho đoàn thể bảo vệ động vật Milgis Trus, Kenya để dùng trong công tác bảo tồn loài voi; một nửa tiền thưởng còn lại thì thành lập “Giải thưởng Gro Brundtland”, ủy thác trường đại học Thành Công liên tục trong 3 năm kể từ năm 2016, tổ chức hoạt động "Gro Brundtland Week of Women in Sustainable Development", bình chọn Nhà khoa học nữ của các quốc gia đang phát triển sang thăm Đài Loan và diễn thuyết khắp nơi trên toàn Đài Loan, để họ cảm nhận được năng lượng và kinh nghiệm của Đài Loan, tiến một bước kết nối quốc tế.

Giáo sư Shiba Yoshinobu hiện đảm nhiệm chức chủ nhiệm Thư viện Nghiên cứu châu Á, chuyên tháo gỡ những phức tạp trong lịch sử, ông thổ lộ, dự định vận dụng 5 triệu tiền thưởng nghiên cứu của giải thưởng Tang Prize quyên tặng một phần tiền thưởng cho Thư viện Nghiên cứu châu Á Nhật Bản thành lập học bổng , khích lệ lớp trẻ cùng tham gia nghiên cứu Hán học, phân tích chỉnh lý 24.000 tư liệu về sách cổ và mảnh tàn dư của khoa học xã hội mà Quỹ Morrison cung cấp; số tiền thưởng còn lại sẽ dùng để biên soạn từ điển điện tử về từ chuyên môn trong lĩnh vực xã hội kinh tế học.

Tang Prize lấy tên gọi giải “Nhà Đường”, cũng giống như giáo sư Shiba Yoshinobu nghiên cứu thời hưng thịnh Đường Tống, kỳ vọng có thể phát huy tinh thần Đường Tống, tìm chân lý qua sự biến đổi từ trước đến nay, mượn sức ảnh hưởng và cống hiến thực tế của người đoạt giải, xúc tiến giao lưu văn hóa và kỹ thuật giữa phương Đông và phương Tây, và khi đối mặt với diễn biến của sự phát triển xã hội thời nay, dùng hành động thực tế với tầm nhìn và tư duy mới để toàn thế giới cùng tồn tại hòa bình, phát triển bền vững.

 

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!