นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ เหยียนหรงจง ศิลปินนักล่าฝัน

:::

2018 / ตุลาคม

บทความ‧เฉินฉวินฟาง รูปภาพ‧เหยียนหรงจง คำแปล‧กาญจน์ญาณ์ กฤษณ์ชญาคมน์


上天關了這扇門,必會再開另一扇窗,人生的境遇有起有伏,不論順遂逆境,端看我們如何面對。

嚴榮宗,幼時罹患小兒麻痺,受大、小腦、肌肉萎縮及嚴重骨質疏鬆等疾病所苦。他憑著19 歲時學過3個月的油畫基礎,在相隔30年後,自創「追光技法」,鑽研畫作的光線與色彩表現,連續3年入選世界寫實大賽,2016年更獲選加拿大藝術家聯盟高等簽名會員,贏得如同當代大師級畫家之稱的最高榮譽。


มีคำกล่าวที่ว่า แม้สวรรค์จะปิดประตู แต่ก็จะเปิดหน้าต่างเอาไว้ให้ ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับเราจะเผชิญหน้ารับมือกับมันอย่างไร

คุณเหยียนหรงจง (嚴榮宗) ป่วยเป็นโรคโปลิโอมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้สมองใหญ่ สมองส่วนท้าย (เซรีเบลลัม) และกล้ามเนื้ออ่อนแรง อีกทั้งยังต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคกระดูกพรุนอย่างรุนแรง เมื่อเขามีอายุ 19 ปี ได้เรียนพื้นฐานการวาดภาพสีน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน ต่อมา 30 ปีให้หลัง เขาคิดค้นเทคนิคการวาดภาพที่เรียกว่า ìเทคนิคไล่แสงî ซึ่งเขาศึกษาการวาดแสงและสีในภาพอย่างละเอียด จนได้รับเลือกให้โชว์ผลงานภาพวาดในงานจัดแสดงผลงานศิลปะนานาชาติประจำปีของแคนาดา (Annual International Representational Show : AIRS) ติดต่อกันถึง 3 ปี  เมื่อปี 2016 เขายังได้รับตำแหน่งสมาชิกอาวุโสกิตติมศักดิ์ (Senior Signature Member) ของสหพันธ์ศิลปินแคนาดา (Federation of Canadian Artists : FCA) ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดเทียบเท่ากับการเป็นสุดยอดจิตรกรร่วมสมัยแห่งยุคเลยทีเดียว

 

เหยียนหรงจงเกิดเมื่อปีค.ศ.1959 ที่เถาหยวน (桃園) ในครอบครัวช่างทำกุญแจ เขาป่วยเป็นโรคโปลิโอเมื่ออายุ 1 ขวบ ในสมัยนั้นไต้หวันยังไม่มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่ายุคปัจจุบัน พ่อแม่พาเหยียนหรงจงไปรักษาตามสถานที่ต่างๆ ทุกหนทุกแห่ง พยายามหาทางรักษาทุกวิธี ยอมจ่ายเงินไปมากมาย แต่อาการป่วยของเขากลับไม่ดีขึ้นเลย ทำให้ต้องทุกข์ทรมานจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องจากโรคโปลิโอไปตลอดชีวิต 

เจ้าพ่อนักทำกุญแจ แกะสลักราคาหลักหมื่น

กล้ามเนื้อขาของเหยียนหรงจงค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถเดินเหินได้อย่างปกติ ตั้งแต่เด็กมักถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้ออยู่เป็นประจำ แต่เขาไม่เคยยอมแพ้ ทั้งขยันตั้งใจเรียนและพยายามพิสูจน์ว่าถึงตนเองจะเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก แต่ก็สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติทั่วไป

เหยียนหรงจงเรียนหนังสือเก่งได้เกรดเฉลี่ยดี แต่เพื่อที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้น เขาจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ แต่ละวันเขาต้องลากขาทั้งสองที่ไร้เรี่ยวแรง พยายามขี่จักรยานเก่าๆ ผุๆ จากเถาหยวนไปอิงเกอ (鶯歌) ซันเสีย (三峽) และที่อื่นๆ เพื่อไปตั้งแผงลอยรับทำกุญแจ ซึ่งกุญแจแต่ละดอกเป็นงานฝีมือที่สร้างพื้นฐานทักษะการแกะสลักให้แก่เขา

ธุรกิจร้านกุญแจแผงลอยเล็กๆ ของเขาค่อยๆ อยู่ตัว ต่อมา พ่อของเหยียนหรงจงจึงไปเช่าสถานที่ทำร้านชั่วคราวให้เขาตรงหัวมุมถนน พื้นที่ขนาดครึ่งผิง (1 ผิง = 3.33 ตร.ม.) บริเวณหน้าร้านขายเครื่องเขียนที่ซู่หลิน (樹林) เวลาทำกุญแจ
เหยียนหรงจงจะสอบถามลูกค้าถึงความเคยชินในการใช้กุญแจและสังเกตจากความสึกหรอของกุญแจ เพื่อทำกุญแจดอกใหม่ที่เหมาะสมแก่การใช้งานของลูกค้า เมื่อกุญแจที่เขาทำออกมาใช้งานได้ดียิ่งกว่ากุญแจดอกเดิม ทำให้เขามั่นใจที่จะอวดกับลูกค้าว่า ถ้ากุญแจที่เขาทำนั้นใช้เปิดไม่ได้ ให้เอายาฆ่าแมลงมาให้เขากินได้เลย ทักษะในการทำกุญแจของเหยียนหรงจง ทำให้เขาได้รับสมญานามว่าเป็น ìเจ้าพ่อกุญแจหมื่นดอกî ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอร่ำเรียนวิชา ซึ่งในทุกวันนี้มีลูกศิษย์ที่สืบทอดเทคนิคการทำกุญแจจากปรมาจารย์เหยียนจงหรงกระจายอยู่ทั่วไต้หวันเลยทีเดียว

ช่วงกลางวันเหยียนหรงจงศึกษาทักษะการทำกุญแจ พอตกกลางคืนเขาก็ฝึกฝนทักษะการแกะสลักตัวอักษรจีนในรูปแบบตัวอักษรต่างๆ ซึ่งก่อนที่เขาจะพัฒนาการแกะสลักขึ้นมาจนกลายเป็นงานศิลปะ เมื่อเหยียนหรงจงอายุ 19 ปี เขาได้เรียนการวาดภาพสีน้ำมันกับจิตรกรหลิ่วชิงซง (柳青松) โดยมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะการวาดภาพสีน้ำมันขั้นพื้นฐาน และเขาได้นำสิ่งที่เรียนมาผสมผสานเข้ากับการแกะสลักตราประทับชื่อ ด้วยวิธีของตนเอง

ตราประทับชื่อรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร เหยียนหรงจงสามารถแกะสลักรูปมังกร หงส์ ต้นสน ต้นไผ่ นกกระเรียน และรูปภาพต่างๆ ตามศิลปะแบบตะวันออก ประดับคู่กับการแกะสลักตัวอักษรจีน เมื่อตราประทับชื่อเล็กๆ นี้ประทับด้วยหมึกสีแดงลงไป ทำให้ดูราวกับภาพวาด นอกจากนี้ เขายังท้าทายความสามารถของตนด้วยการนำบทกวีที่ชื่อว่า "กวีไร้หัวข้อ" (無題詩) ของหลี่ซางอิ่น (李商隱) กวีสมัยราชวงศ์ถัง จำนวน 56 ตัวอักษร มาแกะสลักลงบนตราประทับชื่อที่มีขนาดเล็กเพียง 1 ตร.ซม. ทำให้ผู้คนต่างทึ่งในฝีมือแกะสลักอันวิจิตรบรรจงของเขา

ฝีมือการแกะสลักที่มีคุณภาพดีและละเอียดประณีตได้สร้างชื่อเสียงให้แก่เหยียนหรงจง และด้วยเหตุที่ว่างานฝีมือแกะสลักตราประทับชื่อนั้น ต้องใช้เวลาและลงแรงค่อนข้างมาก แต่ปริมาณผลงานที่ออกมามีจำนวนจำกัด ทำให้ในตอนนั้น ผู้ที่อยากให้เหยียนหรงจงทำตราประทับชื่อให้จำเป็นต้องรอนานหลายเดือน อีกทั้งค่าจ้างแกะสลักตัวอักษรเพียงหนึ่งตัวก็สูงถึง 10,000 เหรียญไต้หวันเลยทีเดียว ทำให้บรรดานักสะสมต่างก็พากันพูดอย่างติดตลกว่า "อักษรตัวละเป็นหมื่น ขนาดจ่ายเป็นหมื่นยังขอยากเลย!"

ก่ออิฐ ปูกระเบื้อง สร้างคฤหาสน์แห่งรักด้วยตัวเอง

จากประสบการณ์การเรียนวาดภาพตอนอายุ 19 ปี ในปีนั้น ไม่เพียงแต่เติมเต็มความรู้เรื่องการแกะสลักตราประทับให้เหยียนหรงจง ยังทำให้เขาได้รู้จักกับคุณซูตัน (書丹) คู่ครองในชีวิตเขาอีกด้วย ถึงเหยียนหรงจงจะเคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวก แต่โชคดีที่การใช้ชีวิตประจำวันของเขามีภรรยาคอยดูแล จึงทำให้เขาสามารถทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะการแกะสลักตราประทับชื่อได้ ชื่อเสียงที่โด่งดังขจรกระจายไปไกลทำให้มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก กินเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันของเหยียนหรงจง การใช้กล้ามเนื้อที่หนักหน่วงเกินไป ยิ่งทำให้อาการของเหยียนหรงจงย่ำแย่ลง จนเขามาตระหนักได้ว่าถึงจะร่ำรวยมีเงินทองแต่สุขภาพย่ำแย่ก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจปลดเกษียณตัวเองและย้ายไปตั้งรกรากที่ประเทศแคนาดา

เพื่อเป็นการขอบคุณภรรยาที่คอยอยู่เคียงข้าง เหยียนหรงจง
จึงหาที่แถวชานเมืองในแวนคูเวอร์ แล้วสร้างคฤหาสน์ขึ้นมาด้วยตนเองเพื่อมอบเป็นของขวัญให้ภรรยา ตั้งแต่การจัดทำเลบ้าน ไปจนถึงการวางโครงสร้างและการเทคอนกรีต เขาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด แม้เขาไม่มีพื้นฐานทางด้านสถาปัตยกรรมมาก่อน แต่ก็ตั้งใจศึกษากฎหมายอาคารของแคนาดา อ่านหนังสือและดูวิดีโอทุกรูปแบบมาใช้ในการร่างแบบแปลนบ้านและซื้อหาวัสดุ เพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งมวล

ตั้งแต่เริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างในปี 2002 เหยียนหรงจงผู้ทุกข์ทรมานจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและกระดูกพรุน ถึงแม้ว่าเคยกระดูกหักมาหลายครั้ง แต่เขาก็ยังใช้ไม้เท้าพยุงและทำงานก่อสร้างต่อไป ยืนกรานที่จะลงมือก่ออิฐ ปูกระเบื้องด้วยตัวเอง ไม่เพียงแต่ก่อกำแพงบ้าน เหยียนหรงจงยังตกแต่งภายในด้วยตัวเองคนเดียวทั้งหมด เขาไปเรียนวาดภาพสีน้ำมันกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยวาดลวดลายหินอ่อนลงบนเสา ออกแบบภายในด้วยสไตล์ยุโรป ด้วยฝีมือของเขา ทำให้บ้านหลังนี้ดูราวกับผลงานศิลปะชิ้นใหญ่ ศิลปะการก่อสร้างของเขาทำให้ผู้ตรวจสอบบ้านที่มาตรวจงานถึงกับชมเชยในคุณภาพการก่อสร้างของเขาว่า ทำได้ดีกว่าผู้รับเหมาท้องถิ่นเสียอีก

จนกระทั่งในปี 2007 รวมระยะเวลา 5 ปี คฤหาสน์อันแสนงดงามก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยตั้งชื่อว่า "หยาดน้ำค้างของซูตัน" (書丹白露) ตามชื่อภรรยาของเขา

นักล่าฝัน ผู้ไม่เคยยอมแพ้

ความทรงจำสมัยที่เหยียนจงหรงเป็นวัยรุ่น ช่วงเรียนแกะสลักและหัดวาดภาพระยะเวลาสั้นๆ ในตอนนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาไปชมงานนิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันในปี 2008 เขาได้จับแปรงทาสีอีกครั้งหลังผ่านไป 30 ปี เหยียน
หรงจงผู้ไม่เคยได้รับการฝึกฝนวาดภาพตามแบบแผนที่ถูกต้อง เขาต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานตั้งแต่ทฤษฎีทัศนศิลป์ ศึกษาองค์ประกอบทางสายตา สี แสง ฯลฯ เปรียบเปรยว่าตนเองต้องฝึกวิทยายุทธตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสังเกตรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของแสงและเงา

ผลงานชิ้นแรกของเหยียนหรงจงมีชื่อว่า "อาทิตย์อัสดงบนอ่าวซูตัน" (書丹灣的夕陽) ผลงานชิ้นนี้เป็นที่ยอมรับจากจิตรกรคนอื่นๆ จนได้รับเลือกให้เป็นผลงานสำหรับการจัดแสดงชิ้นหลัก ผ่านการลงคะแนนโหวตของจำนวนจิตรกรกว่า 90 คน ในนิทรรศการภาพวาดประจำปีของสโมสรศิลปะการีบาลดี (Garibaldi Art Club) ของแคนาดา โดยภาพวาดของเหยียนหรงจงถูกนำไปจัดทำเป็นโปสเตอร์โปรโมทงานนิทรรศการ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาอันเป็นที่ประจักษ์

เมื่อมองเข้าไปในภาพจะเห็นแสงอาทิตย์ยามอัสดงทอประกายระยิบระยับ ผู้ชมที่ยืนชมอยู่เบื้องหน้าของภาพจะรู้สึกราวกับได้รับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง อ่าวซูตันในภาพวาด จริงๆ แล้วอยู่ที่ใด? เหยียนหรงจงตอบพลางหัวเราะอย่างทะเล้นว่า อ่าวซูตันอยู่ในสมองของเขา ก็คือสถานที่ที่ในหัวใจของเขาอยากจะจูงมือภรรยาเดินเล่นไปด้วยกัน ที่แท้
เหยียนหรงจงใช้จินตนาการอันแสนโรแมนติกของตนใส่ลงไปในภาพวาดนี่เอง ถ่ายทอดให้เห็นความงดงามราวกับอยู่บนสวรรค์

เหยียนหรงจงตั้งใจแสวงหาการเรียนรู้ที่จะทำให้ผลงานเกิดความโดดเด่น เขาตั้งใจศึกษาเรื่องแสงและเงาในภาพวาดอย่างต่อเนื่อง มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิทรรศการภาพวาด ผลงานของ
เหยียนหรงจงถูกจัดวางในมุมมืด ภาพวาดซึ่งฉากหลังมีสีเข้มและขาดแสงสว่างส่องถึง ทำให้ภาพดูหมองลงเป็นอย่างมาก มองไม่เห็นมิติและรายละเอียดความสว่างในภาพ เขาเข้าใจว่าทุกคนมักนิยมใช้แสงจากหลอดไฟมาช่วยเพิ่มเอฟเฟกต์ของภาพ แต่เขาไม่อยากให้ผลงานของตัวเองต้องได้รับอิทธิพลจากแสงของหลอดไฟ สถานที่ หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ ซึ่งจะทำให้สีเดิมในภาพวาดเพี้ยนไป ดังนั้น เขาจึงคิดค้นเทคนิคการไล่แสง ทฤษฎีความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และฉลาดในการเลือกใช้โทนสีทั้งร้อนและเย็นมาผสมผสานกัน ทำให้ไม่ว่าภาพวาดของเขาจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ก็เสมือนมีการจัดแสงด้วยหลอดไฟภายในภาพเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าภาพของเหยียนหรงจง สายตาของผู้ชมจะถูกสะกดและรู้สึกทึ่งต่อความงดงามในผลงานของเขา ผลงานภาพนิ่งของเหยียนหรงจงราวกับสามารถยื่นมือไปจับต้องได้จริงๆ ดูแล้วเหมือนของจริงมาก ยกตัวอย่างเช่นผลงานที่มีชื่อว่า "น้ำผลไม้ป่า" (叢林果汁) ซึ่งได้รับรางวัลที่ 2 จากนิทรรศการภาพนิ่งระดับประเทศของแคนาดา ประจำปี 2013 องุ่นในภาพมีความวาวสะท้อนออกมา เมลอนสีเหลืองอมส้มแลดูหวานฉ่ำ ทำให้ผู้คนเห็นแล้วอยากจะลองชิมสักคำ

ด้วยฝีมือการวาดภาพอันเก่งฉกาจของเขา ทำให้ผลงานของเหยียนหรงจงได้รับเลือกให้โชว์ในงานจัดแสดงผลงานศิลปะนานาชาติประจำปีของสหพันธ์ศิลปินแคนาดา (FCA) ติดต่อกันถึง 3 ปี สร้างชื่อเสียงโด่งดังในวงการศิลปะของแคนาดา และในปี 2016 เขายังได้รับตำแหน่งสมาชิกอาวุโสกิตติมศักดิ์ของสหพันธ์ศิลปินแคนาดา นับเป็นจิตรกรของไต้หวันคนแรกที่ได้รับเกียรติเช่นนี้

ระหว่างการก่อสร้างคฤหาสน์หยาดน้ำค้างของซูตัน เขาต้องตื่นตั้งแต่ตีสามมาวาดภาพจนถึงดึกดื่น การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปทำให้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกวันนี้เวลาที่เขาวาดภาพจะต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยประคองแขนซึ่งสั่งทำเป็นพิเศษ เพื่อให้แขนของเขายกลอยขึ้นจึงจะสามารถวาดภาพได้

กระนั้นก็ตาม เหยียนหรงจงยังคงตั้งความหวังว่า ถึงแม้จะมีข้อจำกัดในชีวิต แต่เขาจะวิ่งแข่งกับเวลา เพื่อวาดภาพความงดงามที่ปรากฏอยู่ในจิตใจ ในพจนานุกรมชีวิตของเหยียนหรงจงไม่เคยมีคำว่า "เป็นไปไม่ได้" เขาจะยังคงยืนหยัดในการไล่ตามความฝัน เพื่อแสวงหาแสงสว่างในชีวิตของตนเองต่อไป  

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

印尼文 越南文

Patriot Kehidupan Sang Pelukis Cahaya, Louis Yen

Artikel‧Chen Chun-fang Gambar‧Louis Yen

上天關了這扇門,必會再開另一扇窗,人生的境遇有起有伏,不論順遂逆境,端看我們如何面對。

嚴榮宗,幼時罹患小兒麻痺,受大、小腦、肌肉萎縮及嚴重骨質疏鬆等疾病所苦。他憑著19 歲時學過3個月的油畫基礎,在相隔30年後,自創「追光技法」,鑽研畫作的光線與色彩表現,連續3年入選世界寫實大賽,2016年更獲選加拿大藝術家聯盟高等簽名會員,贏得如同當代大師級畫家之稱的最高榮譽。


Saat Yang Maha Esa menutup sebilah pintu, pasti akan membuka jendela yang baru, demikian halnya dengan kehidupan manusia, tidak selamanya berjalan mulus, dan kita harus mampu menghadapi konsekuensi akhirnya.

Louis Yen, menderita polio sejak masih kanak-kanak. Perkembangan otot, otak besar dan kecilnya, menyusut bahkan osteoporosis akut. Dengan bermodalkan ikut dalam kelas melukis 3 bulan saat berusia 19 tahun, selang 30 tahun kemudian, ia menggagas "Teknik mengejar cahaya", khusus mengeksplorasi tampilan sinar dan warna. Karyanya di terima dalam ajang Annual International Representational Show of the Federation of Canadian Artists selama 3 tahun berturut.

 

Louis Yen dilahirkan dari sebuah keluarga tukang kunci pintu di kawasan Taoyuan pada tahun 1959. Penderita polio saat itu belum ditanggung oleh asuransi kesehatan, dan dunia medis pun belum semaju sekarang. Sekalipun Orang tuanya hanya bisa mencari penyembuhan melalui terapi alternatif, dan menghabiskan banyak uang, namun kondisi Louis Yen tidak membaik.

Ayah Tukang Kunci Pintu Terukir Kata Puluhan Ribu

Kondisi tubuh Louis Yen yang terus mengalami penyusutan hingga tak mampu lagi untuk berjalan layaknya orang normal, kerap menjadi bahan tertawaan teman-temannya di sekolah. Tekadnya yang pantang menyerah, ulet dan rajin dalam belajar, membuktikan dirinya sekalipun harus menghadapi berbagai kendala fisik, namun mampu melakukan aktivitas seperti manusia normal lainnya.

Prestasi pendidikan yang diraihnya, turut meringankan beban keluarga. Louis Yen memutuskan berhenti sekolah setelah lulus SMP. Setiap hari dengan kondisi tertatih, ia mengayuh sepeda butut dari Taoyuan ke Yingge, Sanxia untuk menggelar lapak pelayanan jasa kunci pintu. Setiap kunci yang dipahatnya, justru menjadi dasar penting teknik memahat yang dimilikinya.

Perlahan, gerai kecilnya pun mulai tumbuh dan berkembang stabil, sang ayah membantunya menyewakan ruang kecil di sudut sebuah toko peralatan tulis di kawasan Shulin untuk difungsikan sebagai toko bagi Louis Yen. Saat membantu klien membuat duplikat kunci, Yen selalu menanyakan kebiasaan penggunaannya. Daya aus akibat gesekan penggunaan kunci menjadi rujukan baginya untuk membuat duplikat kunci yang sesuai dengan permintaan. Kebiasaan ini justru membuat banyak klien yang merasakan kunci duplikat lebih nyaman digunakan dibandingkan kunci asli. Dengan bangga, Louis Yen juga bergurau jika pintu masih tidak dapat dibuka, klien boleh mengirimkan sebotol pestisida untuknya. Louis Yen akhirnya dijuluki “Bapak ragam kunci”. Banyak orang yang datang berguru kepadanya, dan hingga kini nama besarnya sebagai guru kunci pun telah dikenal luas oleh masyarakat Taiwan.

Jika di pagi hari Louis Yen menggeluti pembuatan kunci duplikat, malam harinya digunakan untuk belajar mengukir stempel nama dengan beberapa bentuk kaligrafi. Pada saat berusia 19 tahun, Louis Yen mengikuti kelas melukis, khususnya teknik dasar melukis dengan guru Liu Wing-song, yang kemudian dipadukan dengan pekerjaan mengukir stempel nama.

Dengan media stempel yang hanya berukuran beberapa cm saja, Yen mampu mengukir berbagai subjek di atasnya, misalnya naga dan burung phoenix, bambu dan bangau. Dengan olesan tinta di atasnya, stempel nama mampu membubuhkan sebuah lukisan kecil. Ia bahkan pernah mengukir 56 kata di dalam sebuah stempel segi empat kecil yang dikagumi oleh berbagai pihak.

Kualitas yang baik dan murni kreasi tangan, turut membangun popularitas Louis Yen. Pekerjaan yang menghabiskan banyak waktu ditambah dengan permintaan klien yang berlimpah, kerap membuat para pemesan harus menanti stempel cap hingga berbulan-bulan, dan harga ukiran per kata yang dipatok oleh Yen mampu mencapai NT$ 10 ribu. Sehingga para kolektor memberikan perumpaan akan karya Yen dengan “Puluhan ribu untuk 1 kata yang sulit didapati”.

Membangun Rumah dengan Cinta

Pengalaman belajar melukis di usia 19 tahun tersebut, tidak saja menambah khazanah bidang pengukiran stempel semata, namun juga mempertemukan dirinya dengan pasangan hidupnya, Susan Yen. Kondisi disabilitasnya menjadikan sang istri sebagai pengurus semua kegiatan aktivitas sehari-harinya, sehingga Yen bisa fokus dengan tugas karya seninya. Permintaan pesanan yang berlimpah juga menyita sebagian besar waktu yang ia miliki. Penggunaan otot yang berlebihan membuat situasi kesehatan Yen cepat memburuk. Ia pun sadar jika kekayaan yang berlimpah tiada gunannya tanpa kesehatan yang baik, dan Yen memutuskan untuk pensiun dini serta menetap di Kanada.

Sebagai tanda terima kasih untuk istrinya, Louis Yen membeli sebidang tanah dan membangun rumah besar di Vancouver. Dari pemilihan lokasi, pembangunan pondasi, mengaduk semen dan lainnya, dilakukan sendiri oleh Louis Yen. Ia yang tidak berlatar belakang arsitek bangunan, melakukan riset penelitian tentang hukum perundangan pembangunan bangunan setempat, meraup semua buku terkait bangunan, menonton ragam film dokumenter, membeli bahan material dan mencari solusi semua permasalahan terkait.

Pembangunan rumah dilakukan pada tahun 2002. Walaupun kondisi kesehatan Louis Yen terbatas, ditambah dengan banyaknya bagian tulang yang patah, namun tekadnya bulat untuk menyelesaikan impiannya. Yen tidak saja mendesain wujud luar rumah, termasuk desain interiornya. Ia mempelajari cara mengecat tembok agar berkesan layaknya batu marmer, dan mampu memberikan nuansa bagai sebuah rumah bergaya Eropa. Maha karya ini juga diakui oleh para petugas yang melakukan uji coba kelayakan rumah, sehingga dikenal oleh masyarakat setempat.

Rumah yang menghabiskan masa konstruksi selama 5 tahun, berhasil diselesaikan pada tahun 2007 dan diberi nama “Embun Kristal Sutan” (Sutan diambil dari nama Mandarin sang istri).

Mengejar Mimpi Tekun dan Tak Putus Asa

Saat muda Louis Yen belajar melukis untuk memperkuat teknik ukirannya, hingga suatu ketika saat menghadiri sebuah ajang pameran lukisan tahun 2008, memancing kembali antusias dirinya dalam bidang seni. Ia yang tidak memiliki pelatihan secara formal, mulai berpikir untuk belajar dari tahap awal. Dengan optik dan teori visual, Yen mempelajari struktur mata, warna, bayangan dan lain sebagainya.

Hasil karya pertama yang diluncurkan diberi tajuk “Lembayung di Teluk Su-tan”, mendapatkan apresiasi lebih dari 90 seniman peserta pameran dalam ajang Garibaldi Art Club’s Fall Show, dan karyanya menjadi bagian dalam poster promosi pameran.

Menatapi lukisan panorama indahnya lembayung di ufuk awan, maka kita mampu merasakan kehangatan cahaya mentari. Namun dimanakah letak Teluk Su-tan seperti yang terpapar dalam lukisan? Louis Yen menjelaskan bahwa apa yang menarik perhatian mata, hanyalah sebuah imajinasi khayalan belaka, dimana ia bergandengan tangan bersama sang istri menyusuri tempat itu.

Dalam salah satu pameran, lukisan Louis Yen kebetulan ada yang ditempatkan di sudut yang gelap, kebetulan saja lukisan tersebut juga berlatar belakang gelap, sehingga membuat lukisan nyaris tidak terlihat. Dari sini, ia mengetahui alasan mengapa banyak pelukis yang memadukan lampu penerang untuk memperkuat penampilan karyanya. Namun Yen tidak berharap penampilan karya lukisannya terlihat suram hanya karena lampu dan lokasi. Ia pun menciptakan teknologi tata penyinaran sendiri, dengan memadukan suhu yang berbeda dalam penyinaran, termasuk cahaya keabuan, sehingga hasil karya yang ditampilkan dimana saja, tetap akan mampu menunjukkan warna yang gemilang.

Lukisan Louis Yen memiliki warna dan daya pikat tersendiri. Objek lukisan karyanya seakan nyata dan hidup, misalnya “Jus Hutan” yang menempatkan dirinya dalam urutan ke dua di Federation of Canadian Artists’ Still Life Show tahun 2013. Dalam lukisan, buah anggur terlihat kemilau, potongan melon berwarna oranye terlihat manis merona, sehingga tanpa sadar kita hanya mampu menelan ludah tanpa dapat benar-benar memakannya.

Hasil karya yang memukau berhasil mendapatkan undangan dalam Annual International Representational Show (AIRS) selama 3 tahun berturut, juga menjadi pusat perhatian dalam komunitas seni Kanada. Pada tahun 2016, dirinya telah menjadi anggota senior tetap dalam FCA, dan menjadi satu-satunya seniman asal Taiwan di dalam FCA.

Membangun rumah “Embun kristal Su-tan” di pukul 3 subuh dini hari, menambah beban terhadap otot yang menyusut. Kini dirinya kerap ditemukan melukis dengan berbagai bantuan penyangga lengan.

Dalam kamus kehidupan Louis Yen, tidak ada kata “Tidak mungkin”, dan ia mewujudkan setiap impiannya dengan mengikuti alur sinar unik yang dimilikinya.  

           

Họa sĩ Nghiêm Vinh Tông không bao giờ từ bỏ ước mơ đuổi theo ánh sáng

Bài viết‧Chen Chun-fang Ảnh‧Louis Yen Biên dịch‧Minh Hà

上天關了這扇門,必會再開另一扇窗,人生的境遇有起有伏,不論順遂逆境,端看我們如何面對。

嚴榮宗,幼時罹患小兒麻痺,受大、小腦、肌肉萎縮及嚴重骨質疏鬆等疾病所苦。他憑著19 歲時學過3個月的油畫基礎,在相隔30年後,自創「追光技法」,鑽研畫作的光線與色彩表現,連續3年入選世界寫實大賽,2016年更獲選加拿大藝術家聯盟高等簽名會員,贏得如同當代大師級畫家之稱的最高榮譽。


Thượng đế khép lại cánh cửa này thì chắc chắn sẽ mở ra một cánh cửa khác, đời người có lúc thăng lúc trầm, cho dù thuận lợi hay đứng trước nghịch cảnh, còn tùy thuộc xem chúng ta đối phó ra sao. Khi còn nhỏ ông Nghiêm Vinh Tông (Louis Yen) bị mắc bệnh bại liệt, phải chịu đựng nỗi đau đớn của căn bệnh này như thoái hóa não, bị teo cơ và bệnh loãng xương nghiêm trọng. Năm 19 tuổi, ông từng tham gia lớp học vẽ tranh sơn dầu cơ bản 3 tháng, nhờ vậy 30 năm sau đã giúp ông tự sáng tạo nên “kỹ thuật vẽ tranh đuổi theo ánh sáng”, tập trung nghiên cứu sự thể hiện của ánh sáng và màu sắc trong các tác phẩm hội họa, đã 3 năm liên tục được bình chọn vào Cuộc thi thế giới về hội họa tả thực,
năm ngoái ông còn được bầu chọn là thành viên cấp cao của Liên minh các Nhà nghệ thuật Canada (SFCA), giành được danh hiệu cao nhất “Họa sĩ bậc thầy của nghệ thuật đương đại”. 

 

Ông Nghiêm Vinh Tông sinh năm 1959 tại Đào Viên (Taoyuan) trong một gia đình thợ làm khóa, lúc 1 tuổi ông bị mắc bệnh bại liệt. Vào thời đó không có bảo hiểm y tế, và ngành y tế cũng chưa tiến bộ như hiện nay, cho dù cha mẹ chạy ngược chạy xuôi đưa Nghiêm Vinh Tông đi chữa trị khắp nơi, dùng thử đủ các bài thuốc gia truyền, tiêu sạch gia tài, nhưng bệnh tình của ông không hề thuyên giảm, đối với những bệnh nhân mắc bệnh bại liệt từ nhỏ, suốt cuộc đời họ sẽ phải khổ sở đau đớn bởi chứng teo cơ tiến triển nặng dần.

 “Cha đẻ” của hàng vạn chiếc chìa khóa, tay nghề chạm khắc đáng giá ngàn vàng

Các cơ ở chân của ông Nghiêm Vinh Tông cứ teo dần đi, không thể đi lại như người bình thường, từ nhỏ đã chịu sự cười nhạo của chúng bạn, nhưng ông không bao giờ từ bỏ chính mình, ra sức học tập, nỗ lực chứng minh bản thân ngoài việc đi lại khó khăn, tất cả mọi việc đều không khác gì như người bình thường.

Là học sinh đạt nhiều thành tích xuất sắc trong trường, để làm nhẹ bớt gánh nặng kinh tế cho cha mẹ, sau khi tốt nghiệp cấp 2 ông Nghiêm Vinh Tông bèn quyết định nghỉ học. Hàng ngày ông lê đôi chân yếu ớt, cố hết sức leo lên chiếc xe đạp cũ mèm khởi hành từ Đào Viên đến các nơi như Oanh Ca (Yingge), Tam Hiệp (Sanxia) để mở sạp hàng làm chìa khóa, làm từng chiếc khóa thủ công, tự tạo cho mình nền tảng của kỹ thuật điêu khắc.

Sạp hàng làm khóa nho nhỏ làm ăn ngày càng ổn định, về sau cha của Nghiêm Vinh Tông đã thuê một góc nhỏ chỉ khoảng 1,6m2 tại một cửa hàng bán văn phòng phẩm ở Thụ Lâm (Shulin) cho ông làm mặt bằng kinh doanh. Khi khách hàng đến làm chìa khóa, Nghiêm Vinh Tông sẽ hỏi khách về thói quen sử dụng chìa khóa, để đánh ra chiếc chìa khóa thật ăn khớp với ổ khóa tùy thuộc vào tình trạng bị mài mòn của khóa. Chiếc chìa khóa do ông tạo nên còn dễ mở hơn so với chìa khóa ban đầu, thậm chí ông rất lấy làm tự tin khoe với khách hàng, nếu không mở được, cứ mang một chai thuốc trừ sâu ra ông sẽ uống ngay lập tức. Chính nhờ kỹ thuật đánh chìa khóa giúp ông Nghiêm Vinh Tông giành được danh hiệu “ Cha đẻ của hàng vạn chiếc chìa khóa”, thu hút nhiều người đến học hỏi, cho đến nay những người thợ làm khóa được ông Nghiêm Vinh Tông truyền nghề đã có mặt khắp Đài Loan.

Ban ngày ông Nghiêm Vinh Tông tập trung nghiên cứu kỹ thuật làm khóa, ban đêm thì luyện khắc con dấu, siêng năng tập luyện kỹ thuật chạm khắc các thể chữ Hán như Thảo, Lệ, Triện, Hành v.v..., khiến kỹ năng khắc con dấu được thăng hoa nâng tầm thành nghệ thuật. Do đó, vào năm 19 tuổi, Nghiêm Vinh Tông tham gia lớp hội họa tranh sơn dầu do họa sĩ Liễu Thanh Tùng (Liu Qing-song) mở lớp, học tập kỹ xảo vẽ tranh sơn dầu cơ bản, đồng thời đưa kỹ thuật này vào nghề khắc con dấu của mình.

Chỉ trên vài centi mét vuông của con dấu, ông Nghiêm Vinh Tông khắc lên đủ loại hình vẽ mang biểu tượng của Đông phương như rồng phượng, tùng trúc, hạc trắng v.v..., phối hợp với các thể chữ khắc triện, thông qua mực dấu để đóng những hình con dấu nho nhỏ, tựa như một bức tranh vậy. Thậm chí ông còn thử thách với mình bằng chùm thơ Vô Đề của nhà thơ đời nhà Đường Lý Thương Ẩn, khắc 56 chữ Hán lên một con dấu chỉ có 1 cm2, khiến mọi người phải trầm trồ khen ngợi kỹ thuật vô cùng tinh xảo của ông.

Chất lượng cao, với tay nghề chạm khắc con dấu thủ công rất tinh tế đã giúp ông Nghiêm Vinh Tông tạo được tiếng tăm cho mình, cũng vì nghề khắc dấu thủ công phải mất nhiều công sức và thời gian, nên số lượng sản xuất có hạn, vào thời ấy khách hàng muốn đến nhờ ông Nghiêm Vinh Tông khắc dấu đều phải chờ vài tháng, hơn thế, giá tiền chạm khắc một chữ lên tới 10.000 Đài tệ, chính vì vậy, ông được các nhà sưu tầm nói đùa là “một chữ đáng giá ngàn vàng, dù có ngàn vàng cũng không dễ dàng có được!”

Tự tay đặt từng viên gạch xây nên lâu đài tình yêu

Kinh nghiệm học vẽ vào năm 19 tuổi, không chỉ làm phong phú thêm đề tài chạm khắc dấu cho ông Nghiêm Vinh Tông, mà còn giúp ông có cơ hội kết duyên với người bạn đời – Thư Đan (Susan). Bản thân ông Nghiêm Vinh Tông do đi lại khó khăn, nên mọi vấn đề sinh hoạt đều do người vợ chăm lo, cho nên ông có thể chuyên tâm theo đuổi nghệ thuật khắc dấu. Nhờ danh thơm tiếng tốt được lan xa đã mang lại một số lượng lớn đơn đặt hàng, chiếm hết phần lớn thời gian của Nghiêm Vinh Tông. Do sử dụng các cơ quá mức, tình trạng sức khỏe của ông Nghiêm Vinh Tông trở nên xấu đi. Lúc này ông mới ý thức được rằng, cho dù giàu sang phú quý đến dường nào, nhưng không có sức khỏe thì cũng là vô ích, thế là ông quyết định nghỉ hưu, đưa gia đình tới Canada định cư.

Để tỏ lòng cảm ơn với vợ mình, ông Nghiêm Vinh Tông đã tìm được một mảnh đất trống ở gần khu vực ngoại ô Vancouver, tự tay xây cất một lâu đài để tặng cho Thư Đan. Bắt đầu từ hướng nhà, đào móng, cho tới đổ bê tông, v.v... Nghiêm Vinh Tông đều tự tay làm, dù không chuyên về kiến trúc, ông đã miệt mài nghiên cứu về quy định của luật kiến trúc Canada, đọc đủ các loại sách vở, phim ảnh, phác thảo bản vẽ thiết kế, mua nguyên vật liệu, khắc phục mọi khó khăn.

Bắt đầu từ năm 2002 chính thức động thổ xây nhà, bản thân ông Nghiêm Vinh Tông luôn phải chịu đựng đau đớn do bệnh teo cơ và loãng xương, mặc dù đã nhiều lần bị gãy xương, nhưng ông vẫn chống gậy tiếp tục thi công, kiên trì tự tay xếp từng viên gạch. Không những xây vách dựng nhà, đến cả việc trang trí nội thất cũng do ông Nghiêm Vinh Tông một tay phụ trách toàn bộ. Ông học thợ chuyên môn cách sơn vẽ cột trụ phỏng theo hoa văn của đá hoa cương, tạo nên phong cách thiết kế nội thất kiểu châu Âu. Nhờ đôi tay khéo léo của ông, ngôi nhà tựa như một tác phẩm nghệ thuật quy mô, kỹ thuật xây dựng ngôi nhà đã khiến nhân viên giám định chuyên môn khi đến kiểm tra, cũng phải ca ngợi chất lượng thi công hơn hẳn các nhà thầu xây dựng ở ngoài thị trường.

 Mất 5 năm, mãi tới năm 2007, cuối cùng trang trại xinh đẹp được đặt tên là “Thư Đan Bạch Lộ” mới được chính thức ra mắt mọi người.

Không bao giờ từ bỏ ước mơ đuổi theo ánh sáng

Ký ức ngắn ngủi của thời ông Nghiêm Vinh Tông theo đuổi học vẽ điêu khắc nghệ thuật khi còn trẻ, lại được tình cờ khơi dậy trong một lần tham quan triển lãm tranh sơn dầu vào năm 2008, sau 30 năm lại mới cầm bút vẽ . Ông Nghiêm Vinh Tông chưa từng qua bất kỳ khóa đào tạo hội họa chính quy nào, ông bắt đầu học từ khoa học hình ảnh, nghiên cứu cấu tạo của đôi mắt, cho tới các sắc màu sáng và tối v.v..., ông tự cho rằng mình giống như tập luyện thế võ “mã bộ”, phải mất nhiều thời gian để quan sát chi tiết biến hóa của ánh sáng và bóng hình, tạo dựng nền móng vững chắc cho các tác phẩm sau này.

Bức “Chiều tà trên vịnh Thư Đan” (Sunset over Susan Bay) - bức tranh đầu tiên mà ông Nghiêm Vinh Tông sáng tác đã nhận được sự đánh giá cao của các nhà nghệ thuật, được hơn 90 họa sĩ tham gia Cuộc triển lãm tranh Garibaldi Canada hàng năm bỏ phiếu bình chọn là tác phẩm trưng bày chính, bức tranh của ông Nghiêm Vinh Tông được làm thành tấm áp phích quảng cáo nổi bật nhất triển lãm.

Đứng ngắm cảnh hoàng hôn tuyệt đẹp buổi xế chiều trong bức tranh, người xem dường như có thể cảm nhận được vẻ dịu dàng của ánh dương lúc chiều tà. Còn hình ảnh vịnh Thư Đan trong bức tranh thì nằm ở đâu? Ông Nghiêm Vinh Tông tinh nghịch cười nói, vịnh Thư Đan ở trong tâm trí của tôi, đó là nơi ông nắm tay vợ đi thả bộ trong tưởng tượng, thì ra Nghiêm Vinh Tông đưa hình ảnh lãng mạn do ông tưởng tượng vào trong bức tranh, thể hiện vẻ đẹp bồng lai tiên cảnh.

Nghiêm Vinh Tông một lòng theo đuổi sự ưu việt, liên tục tập trung nghiên cứu sự thể hiện của ánh sáng và bóng tối trong tranh vẽ. Có một lần trong cuộc triển lãm tranh vẽ, tác phẩm của Nghiêm Vinh Tông được đặt ở góc tối, làm cho bối cảnh tối sẫm của bức tranh thiếu ánh đèn chiếu vào, trở nên lờ mờ, những chi tiết đường nét ánh sáng trong tranh vẽ cũng vì vậy mà biến mất. Ông hiểu rằng mọi người đã quen sử dụng ánh sáng đèn để tăng cường hiệu quả thể hiện cho bức tranh, nhưng ông không hy vọng tác phẩm của mình bị mất đi màu sắc vốn có do những ảnh hưởng từ bên ngoài như ánh đèn, địa điểm trưng bày. Do đó ông tự sáng chế ra kỹ thuật đuổi theo ánh sáng, lý luận về sự hỗ trợ lẫn nhau của độ sáng, khéo léo vận dụng phương pháp bổ trợ cho nhau giữa gam màu nóng và màu lạnh, sử dụng màu xám bổ sung thêm ánh sáng, v.v..., giúp cho tranh vẽ cho dù ở bất cứ môi trường nào, nó như tự động được lắp một dàn đèn chiếu sáng, phát ra ánh sáng.

Đứng trước tranh vẽ của ông Nghiêm Vinh Tông, ánh mắt của người xem sẽ bị thu hút trong chớp mắt, sẽ bị ngạc nhiên bởi vẻ đẹp của tác phẩm. Trong nhiều bức tranh tĩnh vật của Nghiêm Vinh Tông, tưởng như đưa tay ra là có thể chạm vào đồ vật thực tế, trông sống động như thật. Ví dụ như bức tranh “Nước trái cây trong rừng” (Jungle juice), là tác phẩm đạt giải nhì trong Triển lãm tĩnh vật Canada toàn quốc 2013, những quả nho trong tranh sáng lóng lánh, quả dưa lưới vàng ruộm cho cảm giác mọng nước và rất ngọt, làm người xem không cầm lòng nổi cứ muốn nếm một miếng.

Với khả năng vẽ tranh tinh tế như vậy, ông Nghiêm Vinh Tông 3 năm liên tục được bình chọn vào “Cuộc thi hội họa tả thực thế giới”, chính thức thể hiện tài năng xuất chúng trong làng nghệ thuật Canada. Năm 2016, ông trở thành thành viên cấp cao của Liên minh các Nhà nghệ thuật Canada, trở thành họa sĩ Đài Loan đầu tiên giành được vinh dự này.

Xây cất lâu đài Thư Đan Bạch Lộ, thức dậy từ 3 giờ sáng vẽ tranh tới tận đêm khuya, do sử dụng cơ quá mức làm cho bệnh teo cơ của Nghiêm Vinh Tông càng nặng hơn, hiện nay mỗi khi vẽ tranh, ông thường xuyên phải dùng chiếc khung treo để nâng cánh tay lên cao mới có thể vẽ được.

Cho dù như vậy, ông Nghiêm Vinh Tông vẫn hy vọng trong cuộc đời có giới hạn này, ông sẽ chạy đua từng giây từng phút với thời gian, vẽ nên những nét đẹp trong lòng. Trong tự điển cuộc sống của Nghiêm Vinh Tông, không có gì là không thể làm được, ông sẽ kiên quyết tiếp tục đi tìm ước mơ, theo đuổi ánh sáng cuộc đời của riêng mình.  

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!