การสร้างสรรค์งานศิลปะจากคนสองรุ่น โลกอันสุนทรีย์ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2

:::

2017 / 4月

文‧หลินเนี่ยนฉือ 圖‧หลินหมินเซวียน


目前在台新二代突破36萬人,其中不乏發光發亮的佼佼者:菲裔台籍導演鄒隆娜,用電影銜接台菲傷痕;繼承印尼媽媽勇敢的陳又津,恣意生活與寫作;翩翩起舞的張婉昭,一次次地旋轉……這群創作者只是誠實展現自己,至於「我是誰」,作品會給出答案,不須誰來定義。


ปัจจุบันในไต้หวันมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 ทะลุ 360,000 คน ในจำนวนนี้มีหลายคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก เช่น โจวหลงน่า (鄒隆娜) ผู้กำกับชาวไต้หวัน เชื้อสายฟิลิปปินส์ ซึ่งใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อในการสมานรอยแผลที่บาดหมางกันระหว่างไต้หวันกับฟิลิปปินส์, เฉินโย่วจิน (陳又津) ผู้สืบทอดความกล้าหาญจากคุณแม่ชาวอินโดนีเซีย มุ่งมั่นกับชีวิตและงานเขียน, จางหวั่นเจา (張婉昭) นักเต้นที่พลิกชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า บุคคลเหล่านี้ถือเป็นนักสร้างสรรค์ที่ค้นพบตัวเองได้อย่างแท้จริง ผลงานของพวกเขาเป็นตัวชี้ถึงคำตอบของคำถามที่ว่า "ฉันเป็นใคร" ได้ดีโดยไม่ต้องให้ใครมาจำกัดความ


งานเขียนฉบับท่องไปในโลกกว้างของเฉินโย่วจิน

คุณแม่ของเฉินโย่วจินเป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ตอนเป็นเด็ก เธอมักถูกถามเสมอว่า คุณแม่ของเธอเป็นคนที่ไหน เธอก็จะคอยหาคำตอบอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าการตอบคำถามกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ภายหลังเธอลองรวบรวมคำตอบที่เคยตอบไว้ และพบว่ามีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน ราวกับว่าแม่ของเธอสามารถแปลงร่างใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเริ่มสนใจเขียนนวนิยาย

ในฐานะที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 เธอพูดด้วยท่าทางสบายๆ ว่า "ทุกคนมองว่าการตีตราหรือแบ่งแยกในลักษณะนี้ เป็นการบอกว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความพิเศษ แต่ฉันเองไม่เคยคิดว่ามันพิเศษตรงไหน คนเราทุกคนล้วนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทือกเถาเหล่ากอของฉันก็ดี ประเภทวรรณกรรมที่ฉันชอบก็ดี มีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องมาจำแนก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การแบ่งแยกนั้นมีผลทางบวกหรือไม่? อย่างไร?"

หนังสือเรื่อง "ว่าที่คนไทเป" (準台北人) เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตที่นอกเหนือจากการเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 อย่างลึกซึ้ง คุณพ่อซึ่งเป็นทหารผ่านศึกและคุณแม่เป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน มาตั้งรกรากที่เขตซันฉง (三重區) ในนครนิวไทเป (新北市) เฉินโย่วจินบอกเล่าถึงประวัติและความเป็นมาของคุณแม่อย่างละเอียด ขณะที่เธอไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อเท่าไรนัก คุณแม่ของเธอเป็นคนที่มีบุคลิกเข้มแข็ง เดิมพันอนาคตของตัวเองด้วยตั๋วเครื่องบินเพียงใบเดียว และก่อนที่วีซ่าท่องเที่ยวของเธอจะหมดอายุลง เธอคิดหาหนทางเพื่อที่จะแต่งงานและลงหลักปักฐานใช้ชีวิตในไต้หวัน ทุกครั้งที่ได้ยินเพื่อนบ้านซึ่งมีนิสัยสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น พูดถึงเธอด้วยน้ำเสียงดูแคลนว่า "เธอเป็นคนอินโดนีเซีย" คุณแม่ก็สามารถที่จะตอบโต้ได้อย่างคมคายจนอีกฝ่ายถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก และไม่กล้าที่จะใช้คำพูดเยาะเย้ยถากถางคุณแม่ว่า "มาจากอินโดนีเซีย" อีกเลย

งานเขียนของเฉินโย่วจินจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงประเทศบ้านเกิดของผู้เป็นแม่หรือเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอน แต่สำหรับเธอแล้ว เรื่องนี้เป็นเพียงการพลิกผันของชีวิต ไม่ใช่การหลงลืมรากเหง้าหรือการหลงเดินผิดทาง เธอโยนคำถามกลับว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 หมายถึงอะไร? "เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่เคยมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 เลย" เฉินโย่วจินกล่าว คนเราทุกคนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ใครบ้างที่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ถ้าเช่นนั้นก็ลองเดินไปค้นหาไปดู จงท่องไปในโลกกว้างพร้อมกับค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง

โลกแห่งภาพยนตร์ของโจวหลงน่า

ภายในงานเสวนาหลังฉายภาพยนตร์ในเทศกาลภาพยนตร์ New Nanyang Film Festival (新南洋影展) ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติไต้หวัน (國立臺灣藝術大學: National Taiwan University of Arts) ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่อย่างโจวหลงน่าได้สร้างความประทับใจให้กับกลุ่มคนดู จากผลงานเรื่อง "อานี" (Arnie) ที่มีความยาวเพียง 23 นาที เธอเกิดที่ไต้หวัน แต่เติบโตที่ฟิลิปปินส์ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ จึงได้เดินทางกลับมาไต้หวันอีกครั้ง คุณพ่อของเธอมาจากมณฑลเจียงซี ในจีนแผ่นดินใหญ่ แม่เป็นคนฟิลิปปินส์ ทั้งสองได้สร้างชีวิตอันสมบูรณ์ของโจวหลงน่าขึ้นมา แต่ก็มอบความรู้สึกต่างถิ่นให้แก่เธอไปตลอดกาลด้วยเช่นกัน

ความรักระหว่างคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่โจวหลงน่าให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ ไม่ว่าธีมของเรื่องจัดอยู่ในประเภทใด สิ่งที่เธอใส่ใจมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร แรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง อาจจะมีสถานะเป็นลูก หรืออาจจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งมีรักครั้งแรก และหากพูดถึงเรื่องของ "การยอมรับ" ในภาพยนตร์เรื่อง "Chicharon" (薯片) สิ่งที่อยู่ในใจของเด็กผู้หญิงซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่อง เป็นเพียงความเหงาและอ้างว้างเท่านั้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดเรื่องชาติพันธุ์ แต่ย้อนไปสู่ความสัมพันธ์และความรู้สึกระหว่างคนกับคน เรื่องราวนั้นๆ จึงจะสามารถสร้างความซาบซึ้งใจให้เกิดขึ้นได้

โจวหลงน่ากล่าวว่า ตนเองไม่อาจนับว่าเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 เธอพูดให้กำลังใจเยาวชนรุ่นที่สองซึ่งเป็นลูกหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นแรกและมีภูมิหลังที่คล้ายกันว่า "อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนน่าสงสาร ถ้ามีปัญหาก็ให้แก้ไข สังคมทำให้เราจมอยู่กับความโศกเศร้ามากเกินไป อันที่จริง บางครั้งหากเราเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับบาดแผลในใจ ก็จะทำให้มองไม่เห็นจุดแข็งหรือจุดเด่นของตัวเอง เราควรที่จะสร้างโลกของเราเองในแบบที่เราต้องการดีกว่า พยายามมุ่งสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าคุณมีศักยภาพมากพอที่จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ ก็ควรที่จะลงมือทำ ไม่ใช่ว่าคุณมีปัญหา ถึงจะมาทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แต่ในเมื่อคุณมีศักยภาพ ก็ควรที่จะขยันและมุมานะเข้าไว้"

สำหรับโจวหลงน่าแล้ว ภาพยนตร์คือโลกใบใหม่ที่มีทั้งความมหัศจรรย์และความเป็นจริงปะปนกันไป การส่องแสงสว่างเข้าไปในความมืดมิด ก็เหมือนกับอิทธิพลที่ได้รับจากภาพยนตร์ ซึ่งในบางครั้งอาจไม่เพียงพอที่จะส่องนำทางได้ แต่ฉันบอกคุณได้ว่า ที่ใดมีความฝัน ที่นั่นย่อมมีแสงสว่าง

ปาฏิหาริย์งานเต้นของจางหวั่นเจา นาฏศิลป์แห่งชีวิต ไร้สิ่งกีดกั้น

"ตอนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น คุณจะคิดว่า ฉันเป็นใคร" จางหวั่นเจากล่าว "ตอนที่ออกแบบท่าเต้น ฉันมักจะคิดทบทวนตัวเองอยู่เสมอ สำหรับนักสร้างสรรค์แล้ว เรื่องที่มารบกวนจิตใจเปรียบเสมือนสารอาหารที่มาบำรุงร่างกาย"

ช่วงระหว่างที่เธอเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานสิบปี ไม่ว่าเธอจะสามารถเต้นได้ดีเพียงใดก็ตาม หากไม่ใช่ศิลปะการเต้นแบบตะวันออกแล้ว เธอไม่เคยได้รับโอกาสที่จะขึ้นแสดงอยู่ที่ด้านหน้าเวที เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน ยามที่เธอได้รับเชิญให้แสดง "การเต้นรำประจำชาติของตนเองสักเพลง" เธอมักจะตื่นเต้นจนแขนขาอ่อนไปหมด "อะไรคือการเต้นที่เป็นแบบฉบับของตัวฉันเอง แต่หลังจากเดินบนเส้นทางสายนี้มาตลอด ทำให้ฉันได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าบ้าน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานที่ มันถูกเติมเต็มและแผ่ขยายออกไปได้ไม่สิ้นสุด ฉันเริ่มต้นจากการเป็นนักเต้นธรรมดา จากนั้นผันตัวมาเป็นนักออกแบบท่าเต้น เพื่อไม่ให้ถูกตีตรา ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย"

จางหวั่นเจาชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับละครแล้ว การเต้นรำเป็นศิลปะที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม แต่มุ่งเน้นไปที่แก่นของอารมณ์ และเข้าถึงความรู้สึกได้ล้ำลึกกว่า มนุษย์รู้จักการเคลื่อนไหวและขยับตัวตามจังหวะตั้งแต่ก่อนที่จะมีการใช้ตัวอักษร เราต้องเรียกคืนสัญชาตญาณของการเต้นรำกลับมา ความประทับใจที่ฝังลึกอยู่ในใจ ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เข้าด้วยกัน ทำให้อุปสรรคในเรื่องของชนชาติถูกทำลายลง ไม่จำเป็นต้องพูดโน้มน้าว ขอแค่เพียงเชื้อเชิญอย่างจริงใจ ร่วมเต้นรำกับทุกคน ก็สามารถรู้จักวัฒนธรรมอันงดงามผ่านทางการเต้นรำได้

ดวงตาของเธอฉายแววประกายสดใส "การเต้นรำส่วนใหญ่มักจะมีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ฉันไม่ได้ต้องการเพียงแค่รูปแบบ สิ่งที่ฉันอยากได้คือทำอย่างไรให้โดนใจผู้ชม ทำให้พวกเขาเกิดคำถามขึ้นในใจหลังการแสดงจบลง และพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ ไปจากเดิม และนี่ก็คือภารกิจของฉัน"

จากนี้ไป จางหวั่นเจาอยากจะทุ่มเทให้กับการทำงานในโรงเรียนสอนเต้นอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้คนรู้จักอินโดนีเซียมากขึ้นผ่านการเต้นรำ เธอยอมรับว่าเส้นทางชีวิตของเธอ กว่าจะมาถึงจุดที่ทุกคนให้การยอมรับและรู้สึกซาบซึ้งได้นั้น เป็นหนทางที่ยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น จางหวั่นเจาหวังว่าตนเองจะได้เปิดโลกกว้าง ใครก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเส้นทางสายนี้จะยาวไกลเพียงใด และจะต้องเดินไปถึงระดับไหน แต่ขอแค่เพียงมีการพัฒนาขึ้นไปหนึ่งก้าว แค่นั้นก็จะเป็นการเปิดช่องว่างสำหรับการพูดคุยเจรจาได้แล้ว

近期文章

越南文

Nguồn sáng tạo từ hai Thế hệ Thế giới Nghệ thuật của Tân Di dân Thế hệ thứ hai

Lin Nien-Tzu/photos courtesy of Lin Min-Xuan/tr. by Bích Ngân

目前在台新二代突破36萬人,其中不乏發光發亮的佼佼者:菲裔台籍導演鄒隆娜,用電影銜接台菲傷痕;繼承印尼媽媽勇敢的陳又津,恣意生活與寫作;翩翩起舞的張婉昭,一次次地旋轉……這群創作者只是誠實展現自己,至於「我是誰」,作品會給出答案,不須誰來定義。

 


Hiện nay số lượng Tân di dân Thế hệ thứ hai tại Đài Loan đã vượt hơn 360.000 người, trong đó không thể không nhắc đến những nhân vật xuất chúng tỏa sáng trên bầu trời văn nghệ như : Rina Tsou (Trâu Long Na) đạo diễn người Đài Loan gốc Philippines đã dùng điện ảnh để hàn gắn vết rạn nứt trong tình hữu nghị giữa Đài Loan và Philippines, nhà tiểu thuyết Chen Yuchin (Trần Hựu Tân), thừa kế lòng dũng cảm của người mẹ đến từ Indonesia, tận hưởng cuộc sống ung dung tự tại và dành thời gian vào niềm đam mê viết lách, hoặc như những điệu múa uyển chuyển của diễn viên múa Chang Wan-chao (Trương Uyển Chiêu), v.v... Những người mang niềm đam mê sáng tác này thật ra chỉ muốn thể hiện bản thân chân thật nhất, còn về câu hỏi "Tôi là ai?” thì tác phẩm của họ sẽ có câu giải đáp, không cần chúng ta đưa ra bất cứ một định nghĩa nào.

 

Tác phẩm Du lịch chậm của Chen Yuchin “Taipei People-to-be”

Mẹ là người Indonesia gốc Hoa, lúc nhỏ, Chen Yuchin phải luôn đối diện với câu hỏi của mọi người, mẹ là người nước nào, lúc ấy cô phải tự nghĩ ra một đáp án, và “trả lời” đối với cô mà nói đã trở thành một thói quen, sau đó cô tự biên soạn ra vô số đáp án, chỉ trong chốc lát mẹ của cô hóa thân thành nhiều vai trò khác nhau, muôn hình vạn trạng, có lẽ đây cũng là chiếc cầu nối để cô bắt đầu đến với công việc sáng tác tiểu thuyết.

Là Tân Di dân Thế hệ thứ 2, thế nhưng hầu như cô không bao giờ nghĩ đến điều đó, cô nói: “Cái nhãn mác này (Tân Di dân Thế hệ thứ 2), mọi người đều cho rằng rất đặc biệt, thế nhưng tôi lại không nghĩ như vậy, mọi người vốn dĩ không ai giống ai, cho dù tôi là ai, tôi thích thể loại văn nào, cũng mặc kệ, cần gì phải đem ra phân loại? Nói cho cùng, phân loại như vậy có tác dụng tích cực gì hay không?”

“Taipei People-to-be” (Người Đài Bắc tương lai) là một tác phẩm được Chen Yuchin viết về câu chuyện khác ngoài thân phận “Tân Di dân Thế hệ thứ 2”, cha là một cựu quân nhân và mẹ là người Indonesia gốc Hoa, hai người chọn khu vực SanChong(Tam Trùng) làm nơi lập nghiệp, Chen Yuchin đã đo đạc xem những bước chân này đi được bao xa và để lại dấu ấn sâu đậm như thế nào. So với người cha luôn trầm ngâm ít nói thì mẹ lại là một phụ nữ tiềm tàng sức sống mãnh liệt, bà đã đem tương lai của mình cá cược vào chiếc vé máy bay, trước khi visa du lịch hết hạn, bà tìm mọi cách để lấy được tấm chồng, như vậy mới có thể ở lại mảnh đất Đài Loan này. Mỗi lần gặp người láng giềng nhiều chuyện chỉ chỏ và nói : “Cô ấy là người Indonesia”, với giọng điệu không ít thì nhiều mang phần miệt thị, khinh rẻ, mẹ của cô đều có thể đáp lại bằng những câu nói rất hay, khiến cho họ phải ngẩn người ra, thậm chí là không biết phải chống đỡ như thế nào, và lần sau là không bao giờ dám đụng vào “Người Indonesia” này nữa.

Tác phẩm của Chen Yuchin không tránh khỏi việc phải đối diện với vấn đề đất nước hoặc là quê hương, cũng may đối với cô mà nói, chỉ là một vấn đề rất nhỏ mà thôi chứ không phải gọi là mất gốc, mất phương hướng; thậm chí cô còn đưa ra câu hỏi: Thế hệ thứ 2 của Tân Di dân là gì? “Không chừng hoàn toàn không có danh từ này!” Cô nói. Mỗi người đều được xem như độc nhất vô nhị, ai dám nói mình không phải thuộc Thế hệ mới? Và bây giờ vừa đi vừa tìm nhé, thực hiện chuyến du lịch chậm luôn thể tìm cho bản thân một tọa độ nào!

Thế giới Điện ảnh của Rina Tsou,

không thể thiếu ARNIE

Tại buổi tọa đàm sau Liên hoan phim “New Southeast Asian Film Festival” do trường Đại học National Taiwan University of Arts,NTUA (Trường Quốc gia Đại học Nghệ thuật Đài Loan) tổ chức, bộ phim “ARNIE” dài 23 phút của đạo diễn xuất sắc Rina Tsou thật sự khiến tất cả các quan khách có mặt trong ngày hôm ấy vô cùng xúc động. Sinh ra tại Đài Loan, nhưng về Philippines sống cho đến năm 10 tuổi mới quay trở lại hòn đảo này; bố là người gốc Giang Tây, Trung Quốc, mẹ là người Philippines, với một bối cảnh gia đình như vậy đã làm cho cuộc đời của Rina Tsou trở nên phong phú hơn, nhưng cũng luôn đem đến cho cô một cảm giác mãi mãi là người tha phương.

Sự giằng co trong tình cảm là đề tài mà đạo diễn Rina Tsou luôn quan tâm nhất hiện nay. Cho dù là bất cứ một câu chuyện nào đi nữa, điều mà cô chú ý đến nhiều nhất vẫn là vai trò của người thân trong gia đình. Một lao động nhập cư Philippines, cũng có cha có mẹ, và cũng rất có thể là một cậu thanh niên mới bước vào con đường tình yêu; thậm chí nếu như nói đến sự "đồng thuận" trong bộ phim Chicharon, tâm trạng của cô gái nhỏ trong bộ phim chỉ là nỗi cô đơn của một đứa trẻ, không phải nói lên tâm trạng đau khổ đầy máu và nước mắt của quốc gia và dân tộc. Chỉ có quay về tình cảm giữa người với người thì câu chuyện mới cảm động được người xem.

Luôn tự chế nhạo mình không phải là điển hình Tân di dân Thế hệ thứ 2, Rina Tsou thường xuyên động viên cổ vũ các thanh niên có bối cảnh gia đình giống như cô: “Đừng nên cảm thấy mình tội nghiệp, gặp vấn đề thì phải giải quyết, xã hội ngày nay đem đến cho chúng ta quá nhiều ý nghĩ bi quan, thật ra đôi lúc chúng ta để tâm quá nhiều vào vết thương, nên không còn nhìn thấy điểm mạnh mẽ của bản thân; hãy sáng tạo một thế giới của chúng ta, hãy cố gắng hướng đến điều tốt đẹp hơn, có năng lực tạo ra hạnh phúc cho mọi người thì hãy bắt tay vào làm ngay, không phải do bạn có vấn đề này mới cần tạo ra hạnh phúc cho người khác, mà nếu bạn là người có năng lực thì hãy thực hiện nhanh lên!.”

Đối với Rina Tsou mà nói, điện ảnh là một thế giới mới mẻ, vừa kỳ ảo, vừa chân thực, như một luồng ánh sáng tỏa ra trong đêm tối, cũng giống như sức ảnh hưởng tỏa ra từ điện ảnh, có lẽ chưa đủ sức để dẫn đường cho bạn, nhưng sẽ nhắn nhủ bạn rằng: Ở đâu có ước mơ, thì ở đó sẽ có ánh sáng hy vọng.

Sự kỳ diệu trong điệu múa của Chang Wan-chao

Vũ điệu cuộc đời  Vượt qua rào cản

“Một khi bạn cảm thấy mình có gì đó rất lạ, bạn sẽ tự hỏi: Mình là ai?” Chang Wan-chao nói: “Khi biên đạo múa, tôi thường hay tự kiểm điểm lại bản thân, đối với một nhà sáng tác mà nói, sự tác động cũng là một dưỡng chất.”

Sang Mỹ tu nghiệp 10 năm, cho dù là một vũ công tuyệt vời đến thế nào đi nữa, nhưng chỉ cần show diễn không dính dáng đến điệu múa Đông Phương thì cô đều không được xếp vào vị trí hàng đầu để biểu diễn, và ngay cả khi có người mời cô “biểu diễn một bài múa của đất nước mình” thì cô cũng cảm thấy bối rối, cô nói : “Vũ điệu của riêng mình là gì? Từ đó đến nay tôi mới từ từ hiểu ra, định nghĩa về gia đình, không giới hạn ở điểm nào, nó luôn được trở nên phong phú và mở rộng thêm, v.v... Từ một vũ công chuyển sang làm biên đạo múa, tôi không muốn mình bị người khác gắn nhãn mác, mọi việc sẽ đơn giản hơn.”

Chang Wan-chao cho biết, so với nghệ thuật kịch, nghệ thuật múa mang tính trừu tượng hơn nhiều, thế nhưng bản chất của vũ điệu là hướng đến cảm xúc sâu lắng nhất của con người, nó mang một sự tác động tâm lý sâu sắc hơn; trước khi chưa có chữ viết, thì con người đã biết múa, phải tìm lại bản năng múa, tìm lại cảm xúc sâu sắc nhất, tìm lại mối liên kết giữa người với người, phá vỡ rào cản chủng tộc, nhưng đừng thuyết phục mà phải thành khẩn “mời gọi” mọi người cùng múa với nhau, thông qua điệu múa để làm quen thêm một nét đẹp văn hóa khác.

Trong cặp mắt của cô luôn có những cái nhìn rất độc đáo, cô nói: “Có nhiều điệu múa xem ra rất chỉnh tề ngay ngắn, nhưng điều mà tôi cần không phải chỉ có múa đều, múa đẹp, mà còn phải đem đến cho khán giả một sự tác động tâm lý, hãy để họ mang câu hỏi về nhà, sau này họ sẽ có cách nhìn khác về con người và sự việc xảy ra ở xung quanh, đây chính là sứ mệnh của tôi.”

Điều kế tiếp là Chang Wan-chao muốn dốc hết sức để tập trung vào công việc, qua những điệu múa để ngày càng có nhiều người biết đến đất nước Indonesia. Cô cũng thừa nhận rằng, từ cái nhìn và ý nghĩ phủ nhận đến chấp nhận và cảm kích, phải trải qua chặng đường dài đăng đẳng, cho nên cô trông mong bản thân mình sẽ “mở ra cánh cửa”, không một ai có thể biết trước con đường phía trước dài bao nhiêu, phải đi như thế nào, nhưng chỉ cần tiến lên một bước, cũng tức là mở ra cánh cửa đối thoại. 

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!