ผู้ตั้งถ‘่นฐ“นใหม่ ในเมืองผ‘งตง กับก“รม’ส่วนร่วมในชุมชน

:::

2017 / ธันวาคม

บทความ‧เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปภาพ‧ภาพ: หลินเก๋อลี่


根據行政院移民署統計,全台目前約有54萬的新住民,其中有2萬人在屏東,從陌生到一點一滴建立起對新家園的認同,如今他們更跨出家庭,走入社區,除了展現對於自己出身的自信,還要成為多元文化的最大推手。


จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ปัจจุบันไต้หวันมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั่วประเทศประมาณ 540,000 คน ในจำนวนนี้อาศัยอยู่ที่เมืองผิงตง 20,000 คน เพื่อให้บริการกลุ่มผู้มาอยู่ใหม่เหล่านี้ ตั้งแต่ปีค.ศ. 2003 เป็นต้นมา เทศบาลเมืองผิงตง ได้จัดตั้งศูนย์บริการผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวน 4 แห่ง ในตัวเมืองผิงตง  (屏東市)  ตำบลเฉาโจว (潮州) ตำบลตงกั่ง (東港) และตำบลเหิงชุน (恆春) โดยช่วยเหลือผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ให้สามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตเข้าสู่สังคมไต้หวันได้เร็วยิ่งขึ้น

จากความรู้สึกที่เหมือนเป็นคนแปลกหน้า ค่อยๆ กลายเป็นความรู้สึกในการยอมรับบ้านใหม่หลังนี้ จนทุกวันนี้พวกเขาสามารถก้าวออกจากครอบครัวและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน พวกเขาไม่เพียงกล้าที่จะแสดงออกถึงถิ่นกำเนิดของตนเองอย่างมั่นใจ แต่ยังเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมอันหลากหลายที่มีบทบาทสำคัญที่สุดอีกด้วย

 

เมื่อยามเที่ยงของวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชาติไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ภายในสถานีรถไฟผิงตงคราคร่ำไปด้วยฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ มีร้านแผงลอยกว่า 10 ร้าน ตั้งเรียงรายอยู่ในห้องโถงของสถานีรถไฟ ร้านแผงลอยแต่ละร้านจัดวางสินค้ามากมาย เช่น อาหารต่างชาติ สินค้าจากต่างประเทศ และของเล่นเด็ก เป็นต้น บรรดาผู้โดยสารซึ่งมีทั้งผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือแรงงานต่างถิ่นที่อยู่ระหว่างหยุดพักผ่อนจำนวนไม่น้อยหยุดแวะยืนคุยกับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นเวลานาน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยความกระตือรือร้นและคล่องแคล่ว ถือเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแบบตัวต่อตัวและแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของ ìโครงการสร้างพลังชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และเผยแพร่วัฒนธรรมî ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

 

เล่าเรื่องของตัวเอง ด้วยตนเอง

ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้กลายมาเป็นชนกลุ่มหนึ่งในไต้หวันที่ไม่ควรถูกมองข้าม แต่คนส่วนใหญ่ยังคงมีความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้ากับพวกเขาในคราเดียวกัน คุณไช่ซุ่นโหรว
(蔡順柔) ผู้จัดการสมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิสตรีเมืองผิงตง (JADWRP) กล่าวว่า ทางสมาคมมักช่วยเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เสมอ แต่ถ้าจะให้ผู้อื่นเป็นผู้อธิบายวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์อยู่ตลอดเวลา ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำหน้าที่ไม่ถูกจุดเท่าไรนัก

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงยึดถือแนวคิดที่ว่า ìเล่าเรื่องของตัวเอง ด้วยตนเองî และพยายามสร้างโอกาสให้กับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยได้ขึ้นเวทีบรรยายปาฐกถา ทั้งบรรยายแบบสั้น 5 นาที 10 นาที ไปจนถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแนะนำบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดความคิดเห็นส่วนตัวอีกด้วย ทั้งนี้ ìโครงการสร้างพลังชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และเผยแพร่วัฒนธรรมî เป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากเทศบาลเมืองผิงตง ตั้งแต่ปีค.ศ.2016 โดยกองวัฒนธรรม และสมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิสตรีเมืองผิงตง ร่วมกันวางแผนและดำเนินการ โครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้แก่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างสมบูรณ์

ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หลายสิบคนรวมตัวกันจัดตั้งคณะทำงานวางแผนดำเนินงาน โดยอาศัยประสบการณ์ในอดีตที่เคยเข้าร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ เสมือนเป็นสื่อกลางในการสร้างเครือข่ายของพวกเขา เช่น หลักสูตรการปรับตัวในการใช้ชีวิต หลักสูตรอบรมล่ามแปลภาษา หลักสูตรบ่มเพาะวัฒนธรรมอันหลากหลาย พวกเขาเริ่มเขียนแผนโครงการและจัดสรรงบประมาณตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ก่อนที่จะยื่นเสนอโครงการต่อเทศบาลเมืองผิงตงเพื่อทำการคัดเลือกในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และในเดือนมีนาคมปีนี้ได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ซึ่งทางสมาคมได้เชิญอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างชุมชนมาเปิดหลักสูตรอบรม โดยมีคุณโจวเฟินจือ
(周芬姿) นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิสตรีเมืองผิงตง, คุณกัวหมิงซวี่ (郭明旭) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี และคุณซุนหัวอิง (孫華瑛) ศิลปินด้านศิลปะการแสดง เป็นต้น มาให้การอบรมตั้งแต่ความรู้ที่เกี่ยวข้องไปจนถึงทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายและการพูดอย่างครอบคลุมทุกด้าน ในที่สุด ทีมงานได้เข้าร่วมและจัดการบรรยายในโอกาสต่างๆ กว่า 67 ครั้ง เช่น ในโครงการฝึกอบรมครู การบรรยายเรื่องเพศ ศูนย์ห่วงใยชุมชน และในโอกาสอื่นๆ จุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่แต่ละคน นำไปสู่การค้นหาสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไต้หวันหรือบางส่วนที่มาช่วยเสริมสร้างกัน โดยเฉพาะเรื่องการแนะนำวัฒนธรรมอันหลากหลาย การประดิษฐ์งานฝีมือด้วยตนเอง (DIY) การสอนทำอาหาร เป็นต้น ทีมงานแต่ละทีมเหมือนเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กระตุ้นให้เกิดพลังในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

 

เรื่องของเอเชียอาคเนย์ที่เราไม่เคยรู้

ใบเตย ตะไคร้ อัญชันฯลฯ ล้วนเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไปในไต้หวัน เพียงแต่วิธีการใช้แบบดั้งเดิมยังค่อนข้างอยู่ในวงจำกัด คุณหวังหรงเฟิน (王榮芬) ซึ่งมาจากเมืองไทยยกตัวอย่างของใบเตย ที่มีกลิ่นหอมของเผือก และเป็นสีย้อมธรรมชาติที่ให้สีเขียวว่า ìตอนจัดงานบรรยาย มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเล่าว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่อยู่กับครอบครัวของพวกเขามักจะปลูกวัตถุดิบในการทำอาหารเหล่านี้ แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าจะนำมาใช้อย่างไรî เธอจึงสอนบรรดาผู้สูงอายุให้นำใบเตยมาทำขนมหวานต่างๆ เช่น ขนมชั้น ลอดช่อง ขนมต้ม และขนมเค้ก เป็นต้น ìเพราะมีกลิ่นหอม และนำมาใช้ได้หลากหลายî ขณะที่คุณฝงจินเหลียน (馮金蓮) ซึ่งมาจากเวียดนามบอกว่า ìหากเอาใบเตยที่สับละเอียดแล้ว มากรองเอากากออก เติมลงไปในข้าวเหนียว หรือเติมลงในน้ำเต้าหู้แล้วต้มจนเดือด จะทำให้ได้กลิ่นหอมไปอีกแบบî วิธีการปรุงอาหารที่แตกต่างกัน ช่วยเพิ่มพูนจินตนาการของคนไต้หวันที่มีต่อวัตถุดิบในการปรุงอาหารเหล่านี้

คุณหม่าเยว่เอ๋อ (馬月娥) และคุณซูหย่งเจิน (舒詠珍) เป็นคนที่มีฝีมือในการทำอาหาร ทั้งคู่มาจากประเทศอินโดนีเซียที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนพันเกาะ บ้านของคุณหม่าเยว่เอ๋ออยู่ที่เหิงชุน ถนนทางหลวงหมายเลข ไถ 1 เป็นถนนสายหลักที่มุ่งสู่ตำบลดังกล่าว ตลอดสองข้างทางมีต้นมะพร้าวปลูกเรียงราย ราวกับว่าถนนสายนี้เป็นดั่งบ้านเกิดของเธอ เธอสอนการประดิษฐ์เครื่องจักสานในชีวิตประจำวันจากใบมะพร้าวให้กับผู้สูงอายุในชุมชนหลายชนิด มีการทำงอบ พัด ตะกร้า และสิ่งของอื่นๆ ซึ่งมีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังประยุกต์เข้ากับขนบธรรมเนียมท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของวัฒนธรรมอินโดนีเซีย ส่วนคุณซูหย่งเจินจึงได้แสดงวิธีการใช้ใบมะพร้าวห่อขนมจ้างแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซีย หรือเกอตูปัต (Ketupat) ซึ่งนิยมนำใบมะพร้าวมาสานเป็นรูปตะกร้อทรงสี่เหลี่ยมและห่อข้าวไว้ด้านใน รวมทั้งการทำของเล่นสำหรับเด็กจากใบมะพร้าว ìขนมจ้างของไต้หวันจะใส่ไส้ในข้าว ส่วนขนมจ้างของอินโดนีเซียไส้จะอยู่ด้านนอกนอกนะคะî คุณหม่าเยว่เอ๋อหัวเราะพร้อมกับเสริมว่า ในความต่างมีความเหมือน ในความเหมือนมีความต่าง ก็เหมือนกับวัฒนธรรมของไต้หวันและอินโดนีเซีย

 

จากชายขอบสู่กำลังสำคัญ

ผิงตงเป็นเมืองเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่ยังอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น และเป็นสถานที่ริเริ่มสร้างชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นแห่งแรกในไต้หวัน ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก หลังแต่งงานและย้ายมาอยู่ในไต้หวันแล้ว จะต้องรับภาระดูแลความเป็นอยู่ในครอบครัวทันที ประกอบกับยังมีความกดดันที่จะต้องเลี้ยงดูลูกและดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ทำให้ครอบครัวสามีส่วนมากไม่สนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ติดต่อกับสังคมภายนอก นอกจากนี้ คนทั่วไปมักขาดประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ทำให้มีทัศนคติที่ดูถูกเหยียดหยามโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างกลุ่มชน คุณหลี่เจียหลิง (李佳玲) เจ้าหน้าที่แผนกเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม กองวัฒนธรรม เทศบาลเมืองผิงตง กล่าวว่า ìเราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนที่มีต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่î

การผลักดัน ìโครงการสร้างพลังชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และเผยแพร่วัฒนธรรมî ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างเวทีในการสื่อสารระหว่างสองฝ่าย ยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่อาศัยอยู่ในไต้หวันเกินกว่า 10-20 ปี เหล่านี้ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ คุณหลี่เจียหลิงกล่าวว่า ìภารกิจของการสร้างชุมชน คือ ìการสร้างคนî การมีส่วนร่วมของคนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังและพัฒนาศักยภาพของคนกลุ่มนี้ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะได้î

ส่วนคุณไช่ซุ่นโหรวซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างและก้าวเดินไปพร้อมกับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มาโดยตลอด ยังมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลกว่านั้น เธอกล่าวว่า ìรัฐบาลกำลังจะผลักดันให้นำภาษาแม่ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่บรรจุเพิ่มในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งในปีนี้มีโรงเรียนสำคัญๆ บางส่วนเริ่มนำร่องไปแล้ว คาดว่าในปี 2019 จะเริ่มผลักดันครบทุกด้าน ในอนาคต ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอนเหล่านี้จะกลายเป็นกลุ่มกำลังหลักî การก้าวพ้นจากประตูบ้าน ไม่ได้หมายความถึงการลาจาก แต่เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด หลังผ่านการต่อสู้ดิ้นรนและหยั่งรากลึกมานาน 10-20 ปี บรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่อาศัยอยู่ในไต้หวันเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมที่ขาดไม่ได้ของสังคมในปัจจุบัน  

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

越南文 印尼文

Người nhập cư mới ở Pingdong tham gia hoạt động Khu dân cư

Sách‧Lynn Su bằng tiếng‧Jimmy Lin Sách‧Bích Ngân

根據行政院移民署統計,全台目前約有54萬的新住民,其中有2萬人在屏東,從陌生到一點一滴建立起對新家園的認同,如今他們更跨出家庭,走入社區,除了展現對於自己出身的自信,還要成為多元文化的最大推手。


Theo thống kê của Sở Di dân-Viện Hành chính, hiện nay dân số Người nhập cư mới trên toàn Đài Loan ước chừng 540.000 người, trong đó có khoảng 200.000 người sinh sống ở Pingdong (Bình Đông), nhằm phục vụ nhóm cộng đồng mới này,kể từ năm 2003, chính quyền huyện Pingdong đã dẫn đầu kế hoạch thành lập Trung tâm phục vụ Người nhập cư mới tại 4 khu vực đó là thành phố Pingdong, Chaozhou (Triều Châu), Donggang (Đông Cảng) và Hengchun (Hằng Xuân) giúp đỡ Người nhập cư mới nhanh chóng hòa nhập vào cuộc sống Đài Loan. Từ cảm giác xa lạ để rồi từng bước, từng bước nhìn nhận vùng đất này chính là ngôi nhà mới của mình, hơn thế nữa ngày hôm nay các bạn ấy đã vượt qua ngưỡng cửa gia đình, gia nhập vào cộng đồng khu dân cư, ngoài việc tự tin về quê quán xuất thân của mình, mà điều đó còn trở thành động lực to lớn thúc đẩy văn hóa đa nguyên.

Vào một buổi trưa trong dịp nghỉ lễ Quốc khánh Song Thập, tại khu đại sảnh của nhà ga xe lửa Pingdong- nơi luôn có dòng người qua lại rộn ràng nhộn nhịp, có khoảng 10 quầy hàng bày biện chằng chịt, không ngay hàng thẳng lối, trên đó bày bán rất nhiều thực phẩm, vật dụng và đồ chơi trẻ em của các nước, nhiều hành khách trên đường về quê hoặc các bạn lao động nước ngoài đến trước các quầy hàng này và dừng lại trò chuyện rất lâu. Các bạn người nhập cư mới rất nhiệt tình tiếp đón và giải thích rất rõ ràng lưu loát kèm theo là những câu chuyện ẩn chứa đầy tình cảm ấm áp, đây chính là cuộc giao lưu văn hóa trực tiếp với nhau, cũng thể hiện thành quả có được sau 1 năm thúc đẩy “Kế hoạch quảng bá văn hóa và bồi dưỡng năng lực xây dựng khu dân cư dành cho Người nhập cư mới”

 

Tự kể về câu chuyện của mình

Người nhập cư mới đã trở thành một phần không thể xem nhẹ trong các cộng đồng dân tộc đang sinh sống tại Đài Loan, thế nhưng vẫn còn rất nhiều người có cảm giác vừa quen thuộc vừa xa lạ với nhóm người này. Bà Tsai Shun-rou (Thái Thuận Nhu), chủ nhiệm Hiệp hội phát triển quyền lợi phụ nữ Hảo Hảo huyện Pingdong (gọi tắt là Hiệp hội Hảo Hảo) cho biết, Hiệp hội luôn cất lên tiếng nói vì Người nhập cư mới, thế nhưng lại thông qua người khác để chuyển tải văn hóa Đông Nam Á, cho nên không đạt được hiệu quả cao.

Do đó, nhằm duy trì ý tưởng “Tự kể về câu chuyện của mình”, tại các hoạt động công khai, bà Tsai Shun-rou không ngừng tạo cơ hội cho các bạn Người nhập cư mới đứng trên bục diễn giảng, từ một bài thuyết trình chỉ vỏn vẹn 5 phút, rồi 10 phút cho đến 3 tiếng đồng hồ, không chỉ giới thiệu về quê hương mà còn bày tỏ cách suy nghĩ của bản thân. Còn đối với “Kế hoạch quảng bá văn hóa và bồi dưỡng năng lực xây dựng khu dân cư dành cho Người nhập cư mới” do chính quyền huyện Pingdong đề xuất, Hiệp hội Hảo Hảo kết hợp với Phòng Văn hóa lên kế hoạch vào năm 2016, là một quá trình bồi dưỡng năng lực hoàn thiện cho Người nhập cư mới.

Kế hoạch đã động viên hơn 10 bạn người nhập cư mới, dựa theo sự quen biết của các bạn ấy trên mạng xã hội tại các lớp học như Lớp thích nghi cuộc sống tại Đài Loan, Lớp phiên dịch, Lớp hạt giống văn hóa đa nguyên, để thành lập các nhóm, từ tháng 9 năm ngoái bắt tay vào biên soạn kế hoạch, dự toán kinh phí, tháng 11 cùng năm đã trình đề án lên chính quyền huyện Pingdong sau đó tiến hành bầu chọn , tháng 3 năm nay kế hoạch bắt đầu được đưa vào thực hiện, Hiệp hội đã cho mời các giáo viên có kinh nghiệm đến giảng dạy, gồm có chủ tịch Hiệp hội Hảo Hảo Zhou Fen-zi (Chu Phần Tư) , cô Quo Ming-xu (Quách Minh Húc) làm công tác vận động nữ giới, nghệ sĩ biểu diễn nghệ thuật Xun Hua-ing (Tôn Hoa Anh), hướng dẫn đào tạo cho các bạn từ những kiến thức liên quan cho đến kỹ năng biểu diễn, nghệ thuật diễn thuyết, phải nói đây là một giáo trình đào tạo rất hoàn chỉnh.

Cuối cùng, nhóm đã tham gia các sự kiện như Nghiên cứu ngành giáo dục, Tọa đàm về giới tính, Trạm quan tâm chăm sóc khu dân cư, tổng cộng có 67 buổi diễn thuyết, từ góc độ của người nhập cư mới đi sâu vào văn hóa của Đài Loan, tìm kiếm những điểm chung hoặc những phần cần bổ sung cho nhau, chủ yếu trên các hạng mục như giới thiệu văn hóa đa nguyên, DIY hàng thủ công mỹ nghệ, dạy nấu ăn, mỗi một nhóm đóng vai trò như một luồng gió mới, một nguồn động lực khơi dậy mối giao lưu văn hóa giữa hai bên.

 

Những điều mà chúng ta không biết về Đông Nam Á

Lá dứa, cây sả, hoa đậu biếc, v.v... đều là những loài thực vật thường nhìn thấy ở Đài Loan, thế nhưng từ xưa đến nay phạm vi sử dụng thì rất hạn hẹp. Đây là những loại thực vật có mùi thơm của khoai môn, lại có thể làm vật liệu nhuộm màu xanh tự nhiên, cô Wang Rong-fen (Vương Vinh Phần), người Thái Lan nói: “Khi tổ chức buổi diễn thuyết, có rất nhiều người lớn trong gia đình cho biết, những loại thực vật này các nàng dâu người nhập cư mới trong nhà trồng rất nhiều, thế nhưng họ không biết sử dụng như thế nào.” Cô đã hướng dẫn cho các bà cụ hoặc các bà mẹ đem lá dứa sử dụng như một hương vị tạo mùi thơm hoặc là tạo màu cho các loại thực phẩm như bánh da lợn, chè bánh lọt, bánh Yeziqiu, bánh kem.v.v..”Rất thơm, và rất nhiều công dụng diệu kỳ.” Cô Feng Jin-lian (Phùng Kim Liên) người Việt Nam nói: “Đem lá dứa xay nhuyễn lọc lấy nước, sau đó cho vào trong gạo nếp, hoặc cho vào trong các loại đậu đem đi nấu sẽ tăng thêm một mùi hương rất thơm.” Sự phong phú trong phương thức chế biến đã mở rộng thêm trí tưởng tượng của người Đài Loan đối với những nguyên liệu này.

Hai cô gái Ma Yue-er (Mã Nguyệt Nga) và Shu Yong-zhen (Thư Vĩnh Trân) người Indonesia vừa khéo tay lại vừa rất có tâm. Gia đình của Ma Yue-er ở HengChun, hai bên đường liên tỉnh số 1, đường giao thông chủ yếu về hướng Hengchun là dãy dừa cao chót vót, như vẫy gọi cô tưởng nhớ về quê hương của mình. Khi đi vào khu dân cư, cô đã hướng dẫn các bà các cụ, đem lá dừa đan thành những vật dụng trong cuộc sống như nón lá, chiếc quạt hoặc cái rổ.v.v.., vừa nhẹ vừa trang nhã lại vừa bảo vệ môi trường, lại rất hợp phong tục tập quán con người địa phương, bên cạnh đó cũng thể hiện năng lượng văn hóa của Indonesia; Shu Yong-zhen cũng giới thiệu một loại bánh ú của Indonesia- bánh Ketupat được làm theo phương pháp truyền thống gói bánh bằng lá dừa, và trưng bày một số đồ chơi trẻ em được đan bằng lá dừa. Cô Ma Yue-er vừa cười vừa bổ sung: “Bánh ú của Đài Loan thì nhân là ở bên trong, còn bánh ú của Indonesia là nhân ở bên ngoài nha.”, trong sự khác biệt vẫn tìm thấy được nét tương đồng, trong nét tương đồng vẫn có sự khác biệt, cũng tương tự như văn hóa giữa Đài Loan và Indonesia.

 

Từ sự hiện diện như một người ngoài cuộc, trở thành lực lượng chính

Pingdong là một huyện có thế mạnh về nông nghiệp, nên rất bảo thủ trong phong tục tập quán, vậy mà trở thành một địa phương đi đầu trong phong trào xây dựng Khu dân cư người nhập cư mới trên toàn quốc, cho nên càng mang một ý nghĩa đặc biệt hơn. Trên thực tế, do đa số người nhập cư mới chỉ vừa lập gia đình sang Đài Loan không bao lâu, lại còn phải chung vai gánh vác kinh tế gia đình, thêm vào đó còn chịu áp lực nuôi dưỡng giáo dục con cái, chăm sóc người lớn tuổi trong nhà, nên đa số gia đình chồng không ủng hộ cho các bạn ấy ra ngoài tiếp xúc với xã hội, vả lại bình thường mọi người đều không có kinh nghiệm trong việc giao lưu với người nhập cư mới, vô hình chung đem đến cho họ một cảm giác kỳ thị, tạo một bức tường ngăn cách trong cộng đồng. Cô Li Jia-ling (Lý Giai Linh) nhân viên Phòng quảng bá văn hóa nghệ thuật chính quyền huyện Pingdong nói thêm: “Chúng tôi hy vọng thông qua kế hoạch này để sửa đổi lại thành kiến của mọi người trong khu dân cư đối với các bạn nhập cư mới.”

Quá trình thúc đẩy “Kế hoạch quảng bá văn hóa và bồi dưỡng năng lực xây dựng khu dân cư dành cho người nhập cư mới”, không những tạo ra một sân chơi để hai bên có thể trao đổi truyền đạt thông tin với nhau, mà cũng cổ vũ những người nhập cư mới đã sinh sống ở Đài Loan hơn 10 năm, 20 năm mạnh dạn tham gia các hoạt động xã hội cộng đồng. Cô Li Jia-ling nói: “Xây dựng khu dân cư tức là công tác “xây dựng con người”, người tham dự rất quan trọng, người nhập cư mới đã trở thành một phần của khu dân cư, đương nhiên cũng cần phải được bồi dưỡng năng lực tham gia công tác công cộng.”

Đối với chủ nhiệm Tsai Shun-rou, người luôn kề cận bên người nhập cư mới, cùng với họ để lại nhiều dấu ấn trên chặng đường đã đi qua, thì vẫn nhìn về viễn cảnh xa hơn nữa, chủ nhiệm cho biết: “Sắp đến, chính phủ sẽ thúc tiến kế hoạch đưa tiếng mẹ đẻ vào giáo trình giảng dạy, năm nay một vài trường điểm đã bắt đầu thực thi, dự tính năm 2019 sẽ triển khai trên toàn quốc, lúc đó các bạn nhập cư mới đã có kinh nghiệm giảng dạy, sẽ trở thành những người lính tiên phong trong kế hoạch này.”, Bước ra khỏi ngưỡng cửa gia đình không phải có ý đồ bỏ đi, mà là tạo nên một mối liên kết sâu hơn với vùng đất mới, trải qua 10 năm, 20 năm phấn đấu và nỗ lực xây dựng cuộc sống, Người nhập cư mới tại Đài Loan đã trở thành động lực thúc đẩy phát triển văn hóa không thể thiếu được trên đảo Ngọc Fomorsa.  

Partisipasi Sosial Imigran Baru di Pingtung

Artikel‧Lynn Su Gambar‧Jimmy Lin

根據行政院移民署統計,全台目前約有54萬的新住民,其中有2萬人在屏東,從陌生到一點一滴建立起對新家園的認同,如今他們更跨出家庭,走入社區,除了展現對於自己出身的自信,還要成為多元文化的最大推手。


Berdasarkan data statistik dari Badan Imigrasi Nasional Yuan Eksekutif, jumlah imigran baru di seluruh Taiwan saat ini tercatat sebanyak 540 ribu orang, dan 20 ribu di antaranya bermukim di daerah Pingtung. Guna memberikan pelayanan dan bantuan kepada komunitas baru agar dapat segera menyesuaikan diri dengan kehidupan di Taiwan, sejak tahun 2003 pemerintah Kabupaten Pingtung mempelopori didirikannya Pusat Pelayanan Imigran Baru yang tersebar di Kota Pingtung, Chaujou, Donggang dan Hengchun. Bermula dari rasa asing, kemudian setitik demi setitik mencoba membangun kembali rasa pengakuan diri terhadap rumah halaman baru di Taiwan. Kini mereka telah mampu melangkah keluar dari rumah dan masuk ke dalam kehidupan sosial masyarakat. Selain untuk menunjukkan rasa percaya diri akan tanah kelahirannya, juga berharap mampu menjadi pendorong utama keragaman budaya di Taiwan.

 

 

Di setiap siang pada masa libur Hari Nasional 10 Oktober, stasiun kereta Pingtung yang penuh dengan penumpang, dapat terlihat sekitar 10 stan barang dagangan yang tertata sedemikian rupa tepat di dalam aula stasiun. Stan tersebut menjajakan ragam makanan khas dari negara asing, pernak pernik dan mainan anak-anak. Tidak sedikit jumlah pemudik, turis atau buruh migran yang kebetulan tengah liburan, mendatangi stan dagangan tersebut, dimana segera disambut penuh kehangatan oleh para penjajanya yakni komunitas imigran baru, yang juga lancar menjelaskan kisah cerita yang tersimpan di di balik barang jajaan. Ini adalah sebuah bentuk interaksi pertukaran kebudayaan, yang juga merupakan pameran untuk hasil akhir dari “Program Pelatihan Pengembangan Sosial Imigran Baru dan Promosi Budaya” yang dilaksanakan tahun lalu.

 

Ceritakan Ceritamu Sendiri

Sekalipun para imigran baru telah menjadi salah satu bagian penting dari keragaman etnik di Taiwan yang tidak bisa dipungkiri, namun pola pandang masyarakat umum terhadap para imigran baru, masih berkesan adanya rasa asing di tengah keakraban. Direktur Asosiasi Pengembangan Hak Perempuan Kabupaten Pingtung (JADWRP) Tsai Shun-jou menjelaskan bahwa JADWRP kerap bersuara bagi para imigran baru, namun jika pemahaman diri terhadap kebudayaan Asia Tenggara selalu hanya berasal dari kutipan orang, maka artinya hanya mengetahui kulit luarnya saja.

Oleh sebab itu dengan pola pemikiran “Ceritakan Ceritamu Sendiri”, dalam berbagai ajang untuk umum, Tsai Shun-jou kerap menciptakan waktu dan kesempatan bagi imigran baru untuk naik ke atas panggung dan berbicara. Dengan durasi yang berbeda mulai dari 5 menit, 10 menit bahkan hingga 3 jam, mereka tidak semata hanya memperkenalkan kampung halamannya saja, bahkan ada yang menyampaikan pemikiran pribadinya. Dengan dukungan dari Pemerintah Kabupaten Pingtung, Departemen Kebudayaan bekerjasama dengan JADWRP, mengusung “Program Pelatihan Pengembangan Sosial Imigran Baru dan Promosi Budaya” pada tahun 2016, yang merupakan satu paket pelatihan lengkap yang dikhususkan bagi imigran baru.

Keanggotaan kelompok program yang melibatkan belasan imigran baru tersebut, awalnya merujuk kembali kepada beberapa jenis kelas yang sempat mereka ikuti sebelumnya, misalnya kelas penyesuaian diri, kelas penerjemah, kelas ragam budaya dan melalui jaringan koneksi pertemanan. Setelah kelompok terbentuk, program rencana dan dana anggaran baru mulai ditulis pada bulan September tahun lalu. Rancangan Program selanjutnya diajukan kepada Pemerintah Kabupaten Pingtung pada bulan November tahun lalu. Program tersebut mulai dilaksanakan pada bulan Maret tahun ini, dengan mengundang pakar ahli yang berpengalaman dalam bidang pengembangan kehidupan sosial, antara lain Kepala Dewan Direksi JADWRP Chou Fen-tzu, Aktivis Urusan Perempuan Kuo Ming-shu, Seniman Sun Hua-ying dan lainnya. Hal ini dimaksudkan agar para peserta mampu mendapatkan materi pelatihan secara lengkap mulai dari pengetahuan, gerak bahasa tubuh, cara dan teknik berbicara.

Pada sesi terakhir, kelompok memasuki tahapan untuk mengikuti kelas pembelajaran keguruan, kelas diskusi terkait gender dan perbedaannya, ajang kepedulian sosial, yang berjumlah sebanyak 67 kelas pertemuan. Semua pemikiran program berangkat dari awal latar belakang masing-masing imigran baru, kemudian mencari persamaan atau yang bisa saling melengkapi dengan Taiwan, terutama untuk hal perkenalan keragaman budaya, kerajinan tangan, pelajaran memasak dan sebagainya, yang pada akhirnya berhasil menumbuhkan semangat baru dalam hal pertukaran dan interaksi budaya.

 

Yang Tak Diketahui tentang Asia Tenggara

Daun Pandan, Sereh, Kembang Telang dapat ditemukan dengan mudah di Taiwan, namun fungsi penggunaannya terbatas secara tradisional. Sambil mengambil contoh Daun Pandan yang beraroma seperti talas dan pewarna hijau alami, Thinnaphat Fang dari Thailand mengatakan, “Dalam setiap kelas pertemuan, tidak sedikit orang tua yang bertanya tentang fungsi penggunaan dari bahan masakan tersebut, karena sering melihat para imigran baru yang menanamnya di rumah.” Thinnaphat Fang juga menjelaskan fungsi dari Daun Pandan yang dapat dipergunakan untuk Kue Lapis, Es Cendol, Makaroni Kelapa, Kue Tart atau makanan manis lainnya. Sementara Phong Kim-lien dari Vietnam menambahkan, “Sari Daun Pandan dapat memberikan aroma berbeda jika ditambahkan ke dalam Nasi Ketan atau dimasak bersama dengan Susu Kacang.” Cara penggunaan yang beragam juga telah memperkaya pengetahuan masyarakat Taiwan tentang bahan masakan tersebut.

Ma Yue-er dan Su Yuong-chen, keduanya berasal dari Indonesia. Rumah Ma Yue-er berada di Hengchun, sehingga saat bepergian melintasi jalan utama nomor 1 dari dan menuju Hengchun, serasa disapa oleh pohon kelapa yang tumbuh berjejer di pinggir jalan sembari mengingatkan dirinya tentang kampung halaman. Saat dia berjalan masuk ke masyarakat, ia tak lupa mengajarkan mereka cara menganyam daun kelapa menjadi topi, kipas dan keranjang. Selain mudah dipelajari juga ramah lingkungan, menyesuaikan dengan adat kebiasaan setempat, Ma juga telah menunjukkan kekuatan dari kebudayaan Indonesia. Su Yuong-chen juga menunjukkan kebolehan membuat anyaman untuk ketupat, serta mainan anak-anak. Sembari bergurau Ma Yue-er menambahkan, “Jika bacang Taiwan isi inti ada di dalam nasi, jika di Indonesia maka isi intinya ada di luar nasi.” Dari berbagai perbedaan dapat terlihat persamaan, dan dari persamaan yang ada masih terdapat perbedaan, ini bisa diibaratkan dengan ragam kebudayaan antara Taiwan dan Indonesia.

 

Dari Yang Terpinggirkan
Menjadi Tenaga Utama

Sebutan pelopor bidang pengembangan kehidupan sosial bagi imigran baru yang dicapai oleh Pingtung turut memberikan makna tersendiri, karena Pingtung yang merupakan kabupaten pertanian terbesar, masyarakat setempat dikenal masih konservatif. Dalam kenyataannya, banyak dari imigran baru yang menikah dengan warga Taiwan, turut harus memikul beban ekonomi keluarga, mengurus pendidikan anak dan merawat orang tua. Dengan beban yang sedemikian banyaknya, tidak sedikit pihak keluarga suami yang tidak mengijinkan imigran baru untuk berinteraksi dengan masyarakat di luar rumah. Sementara dari sisi masyarakat umum yang tidak berkesempatan berinteraksi dengan para imigran baru, sehingga saat kembali berhadapan dengan imigran baru, tanpa disadari telah tumbuh sikap diskriminasi, yang selanjutnya menyebabkan munculnya pembatas dalam hubungan antar etnik. Petugas Bidang Promosi Budaya dan Seni Departemen Kebudayaan Pemerintah Kabupaten Pingtung, Lee Chia-ling menjelaskan, “Kami harapkan melalui program kerja tersebut, mampu meluruskan kembali pandangan stereotip masyarakat terhadap imigran baru.”

“Program Pelatihan Pengembangan Sosial Imigran Baru dan Promosi Budaya” tidak hanya menjadi platform komunikasi antar kedua belah pihak, juga menjadi penyemangat bagi para imigran baru yang telah menetap lebih dari 10, 20 tahun di Taiwan dan turut memberikan kontribusi untuk bidang urusan publik. Lee Chia-ling mengatakan, “Pengembangan Sosial memiliki tugas untuk membentuk manusia, sehingga keikutsertaan manusia menjadi sangat penting, imigran baru yang telah menjadi salah satu bagian dari tatanan sosial masyarakat, juga perlu bimbingan untuk bisa ikut serta berperan dalam urusan masyarakat umum.”

Sementara bagi Tsai Shun-jou yang selalu menemani para imigran baru, berpendapat bahwa masih banyak pemandangan menarik di kedepannya. Tsai mengatakan, “Pemerintah akan segera mengusung bahasa ibu masuk ke dalam kurikulum pendidikan, dan pada tahun ini telah ada beberapa sekolah yang telah memulai percobaan penerapannya, dan diprediksi akan dijalankan secara menyeluruh pada tahun 2019. Pada saatnya bagi para imigran baru yang memiliki pengalaman dalam mengajar, tentu akan menjadi bagian penting di ujung tombak.” Melangkah keluar dari rumah, bukan berarti meninggalkan, malah sebalinya untuk menjalin persahabatan yang lebih mengakar dengan kehidupan setempat. Jika kehidupan berjalan selang 10, 20 tahun kemudian, maka peran imigran baru di Taiwan adalah menjadi motor penggerak kebudayaan yang tidak dapat tergantikan.  

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!