คำสนทนาระหว่าง เพลงและบทกวี หลัวซือหรงที่เดินอยู่บนทางกลับบ้าน

:::

2018 / สิงหาคม

บทความ‧จางฉงฟาง รูปภาพ‧จวงคุนหรู คำแปล‧ธีระ หยาง


「田園女聲」、「最佳客語歌手」、「客家女性創作人」……等稱號,似乎都不足以定義羅思容。

這一位「半路出家」的創作人,以詩、畫、音樂為媒介,傳達她回歸生命、鄉土、自然的想望與態度。即便《攬花去》專輯讓羅思容一舉拿下第23屆流行音樂金曲獎「最佳客語歌手」與「最佳客語專輯」殊榮,但如果一定要找一個鮮明的定位,她希望撕去「客家」的標籤,選擇一條更寬廣的「詩歌」與「女人」之路。

且聽這位女性創作人,如何以如詩的歌謠,與生命激昂對話。


ฉายานามอย่าง "เสียงสตรีแห่งท้องทุ่ง" หรือ "นักร้องภาษาฮากกายอดเยี่ยม" รวมถึง "นักประพันธ์หญิงชาวฮากกา" ต่างก็ไม่สามารถอธิบายถึงความเป็นหลัวซือหรง 

(羅思容) ได้

นักประพันธ์หญิงผู้ซึ่ง "เปลี่ยนอาชีพ" ในวัยกลางคน  ได้ใช้บทกวี ภาพวาด และดนตรีมาเป็นตัวกลางในการสื่อสารถึงความต้องการที่จะกลับสู่ชีวิต บ้านเกิด และธรรมชาติ แม้ว่าอัลบั้มเพลงชุด The Flower Beckon
 (
攬花去) จะส่งให้หลัวซือหรงคว้ารางวัลอัลบั้มเพลงภาษาฮากกายอดเยี่ยมและรางวัลนักร้องภาษาฮากกายอดเยี่ยมประจำปีได้จากเวที Golden Melody Awards ครั้งที่ 23 ประจำปี 2012 แต่หากจะต้องหาคำบางคำมาอธิบายตัวตนของเธอแล้ว หลัวซือหรงอยากให้เอาคำว่า ìฮากกาî ออกไป และอยากจะหันไปสู่เส้นทางที่กว้างใหญ่ของ "เพลงกวี" และ "ผู้หญิง" มากกว่า

เรามาฟังกันดูว่านักประพันธ์หญิงผู้นี้ทำอย่างไรจึงสามารถใช้บทเพลงที่เหมือนกวีมาสนทนากับชีวิตได้อย่างเร่าร้อน

 

สตูดิโอสำหรับทำงานที่อยู่ชั้นดาดฟ้าของบ้านตัวเอง คุณหลัวซือหรงปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ที่ระเบียง พื้นที่ที่ดูไปแล้วไม่กว้างขวางนัก แต่กลับมีต้นไม้ปลูกไว้ 100 กว่าชนิด ส่วนกระถางที่วางอยู่ภายในบ้าน คือต้นเฟิร์นที่ชอบอากาศแบบชื้นๆ ในร่ม ดูราวกับว่าจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจนเติบโตงอกงามเป็นอย่างมาก

ลูกเกดที่อยู่บนโต๊ะสำหรับใช้ต้อนรับแขกเหรื่อเป็นฝีมือของคุณหลัวซือหรงที่ทำขึ้นด้วยตัวเอง โดยนำองุ่นตากแห้งไปหมักกับเหล้าฮัวเตียว (เหล้าเส้าซิงเกรดพรีเมี่ยม) และน้ำส้มจากใบสน จนกลายเป็นลูกเกดชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติที่ไม่มีสารเติมแต่งใดๆ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

เมื่อเราเดินเข้าไปในสถานที่ที่คุณหลัวซือหรงใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานก็จะรู้สึกอย่างชัดเจนถึงสัญลักษณ์แห่งชีวิตที่สมดุล มีความเป็น "หยิน" ของสตรี แต่ก็มีความเป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวา ซึ่งคุณหลัวบอกกับเราว่า ìฉันหวังว่าชีวิตจะสามารถกลับคืนสู่ความเรียบง่ายแห่งธรรมชาติ ไม่ไขว่คว้าอะไรจนเกินเลยî

Gomoteu & The Gang

ในปี 2007 หลัวซือหรงที่อายุ 47 ปี ออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในชื่อชุด Everyday ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับเธอเป็นอย่างมาก ในปี 2011 อัลบั้มเพลงชุดที่ 2 คือ The Flower Beckon ก็ได้ออกวางตลาด แถมยังกวาดรางวัลใหญ่ของวงการดนตรีอย่างมากมาย ทั้ง Golden Melody Awards for Pop Music รางวัล Golden Indie Music Awards รางวัล Chinese Music Media Awards และรางวัล Chinese Music Awards ทำให้คุณจางเถี่ยจื้อ (張鐵志) นักวิจารณ์ดนตรีคนดังถึงกับยกย่องให้ผลงานของหลัวซือหรงเป็น ìบทสนทนาอันยอดเยี่ยมระหว่างเพลงภูเขาแบบฮากกากับเพลงบลูส์ของสหรัฐฯî

เมื่อปีที่แล้ว หลัวซือหรงได้พาตัวเองให้หลุดจากกรอบความเป็นผู้หญิงฮากกา ด้วยการเลือกผลงานของ 12 กวีหญิงชื่อดังของไต้หวัน จากแต่ละยุคสมัยและต่างเผ่าพันธุ์ ได้แก่ เฉินอวี้หง ตู้พานฟางเก๋อ เหยียนอ้ายหลิน ฝงชิง อาหมาง จางฟางฉือ หลิง
อวี่ อาอง ลี่อวี้ฟาง ไช่หวั่นเสวียน และอิ่นนี่ (หมายถึงนิรนาม) โดยนำเอาบทกวีเหล่านี้มาทำเป็นบทเพลง จนกลายมาเป็นอัลบั้มเพลงชุด More Than One ซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงแบบ 3 ภาษา คือจีนกลาง ไต้หวัน และฮากกา

อัลบั้มเพลงชุดนี้ทำให้หลัวซือหรงได้รับรางวัลนักดนตรีโฟล์กยอดเยี่ยมประจำปีของ Chinese Music Media Awards ครั้งที่ 16 ประจำปี 2015 ซึ่งหม่าซื่อฟาง ดีเจคนดังได้พูดถึงผลงานชุดนี้ไว้ว่า การนำบทกวีมาทำเป็นบทเพลงไม่ใช่งานง่ายเลย ìบทกวีที่กลายมาเป็นบทเพลงซึ่งเปี่ยมไปด้วยจังหวะจะโคนในแบบบลูส์หลายเพลงนั้น ก็เหมือนกับน้ำที่ผุดขึ้นมาจากผืนดิน ถือเป็นความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นจากเบื้องลึกของจิตวิญญาณเท่านั้นî

เปลี่ยนอาชีพในช่วงวัยกลางคน ก่อนจะประสบความสำเร็จในที่สุด หลัวซือหรงได้แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณความเป็น Gomoteu (กูเหมา) ของเธอ

ìกูเหมาî เป็นคำในภาษาฮากกา (จีนแคะ) ที่สื่อความหมายถึงความสนิทชิดเชื้อในแบบประชดประชันและแฝงด้วยอารมณ์ขัน หากนำมาใช้กับคนแล้ว จะหมายถึงคนแปลกๆ ที่ขวานผ่าซาก ในขณะที่เจ้าตัวพูดถึงตัวเองว่าเป็นคนแปลกๆ ที่ชอบอิสรเสรี หลัวซือหรงมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า ìกูเหมาโถวî ซึ่งตอนหนึ่งของเนื้อเพลงเขียนไว้ว่า ìบนภูเขามีลิงนับสิบนับร้อยตัว ในใจของเธอก็มีลิงนับสิบนับร้อยตัวเช่นกัน คนแปลกๆ ที่ชอบอิสรเสรี ....î

กูเหมาโถวจึงกลายมาเป็นชื่อของวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์แปลกๆ เป็นของตัวเอง สมาชิกทั้ง 5 คนของวง นอกจากหลัวซือหรงที่รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง รวมถึงเป็นนักร้องนำแล้ว ก็ยังมีเฉินซือหมิง (陳思銘) ที่เล่นเครื่องสาย หวงอวี่ชั่น (黃宇燦) มือกีตาร์ ฟู่ปั๋วเหวิน (傅博文) ที่เล่นเมาท์ออร์แกน และเฉินจู่หุ้ย
(陳主惠) ที่เล่นเชลโล

และแม้ว่าหลัวซือหรงจะเป็นผู้แต่งเพลงเป็นส่วนใหญ่ หากแต่ผลงานที่จะกลายมาเป็นเพลงที่ทุกคนชื่นชอบ ก็ขาดไม่ได้ที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการช่วยกันปรับแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งหลัวซือหรงบอกกับเราว่า ìเสียงดนตรีของสมาชิกแต่ละคนในวงถือเป็นส่วนสำคัญทั้งนั้น ทุกคนจะแสดงความเห็นของตัวเองในระหว่างการพูดคุย แต่ก็จะรับฟังผู้อื่นî และหลังจากผ่านการพูดคุยและรับฟังแล้ว ท้ายที่สุดทำให้เกิดเป็นความเข้าใจระหว่างสมาชิกในวงได้เป็นอย่างดี

ปลดปล่อยความเป็นแม่มด

แล้วหลัวซือหรงสามารถเข้ามาอยู่บนเส้นทางสายดนตรีในช่วงอายุเกือบครึ่งร้อยได้อย่างไร?

"คุณรู้สึกได้อย่างไรถึงการคงอยู่ของตัวเอง" หลัวซือหรงถาม

เธอบอกกับเราว่า "การสร้างสรรค์งานทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงการคงอยู่ของตัวเอง" เธอมักรู้สึกว่าต้องการปลดปล่อยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับโลกที่อยู่รอบๆ ตัวไม่ค่อยได้ บางครั้งก็เก็บตัวอยู่คนเดียว บางครั้งสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ บางทีรู้สึกเร่าร้อน แต่บางครั้งก็รู้สึกว่างเปล่า "ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองถูกปลดปล่อยออกมาผ่านการสร้างสรรค์งาน"

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หลัวซือหรงหันมาวาดภาพ และมีบางช่วงที่เธอแต่งบทกวี แต่ในหลายปีหลังมานี้ เธอใช้เวลาไปกับการแต่งเพลง ซึ่งสำหรับเธอแล้ว การใช้ตัวกลางอะไรในการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือสามารถแสดงออกถึงความโหยหาและจินตนาการ ìในชั้นนี้ ต้องถือว่ามีผลงานด้านดนตรีและบทเพลงออกมามากที่สุดî หลัวซือหรงกล่าว

หม่าซือฟาง (馬世芳) เคยกล่าวไว้ว่า ดนตรีของหลัวซือ
หรงมีความเป็นแม่มดอยู่ในตัว มีจินตนาการที่หลุดพ้นจากความเป็นจริง และมีพลังที่ส่งให้ไปจนถึงอีกโลกหนึ่งได้

หลัวซือหรงได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ìบทกวีคือคำสวดของแม่มดในสมัยโบราณ และก็เป็นหัวใจของความศิวิไลซ์ และแม่มดมีความสามารถในการติดต่อกับฟ้าดินî โดยหลัวซือหรงเห็นว่า บางทีอาจเป็นเพราะพลังแห่งการโอนย้ายนี้เองที่ทำให้ผู้ประพันธ์รู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย และผู้ที่ได้ฟังก็รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน

ยังมีบางคนที่เห็นว่า ดนตรีของหลัวซือหรงเป็นเสมือนการผสมผสานระหว่างดนตรีแบบฮากกาเข้ากับดนตรีแบบบลูส์ ซึ่งหลัวซือหรงชี้ว่า เพลงบลูส์นำเข้าสู่สหรัฐฯ โดยชาวแอฟริกา เป็นบทเพลงที่ใช้แสดงออกในโอกาสที่จะต้องแยกจาก หรือไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร โดยมีจุดประสงค์เพื่อยืนยันถึงความมีตัวตนของตัวเอง จึงไม่ใช่เพลงที่ร้องให้ผู้อื่นฟัง ในขณะที่เพลงของชาวฮากกาจะเป็นบทเพลงที่ร้องติดปากกันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ร้องเพื่อการแสดง ìเป็นเรื่องบังเอิญที่บทเพลงทั้งสองแบบมาผสมผสานกันอยู่ในตัวของเธอได้อย่างลงตัวî

ลองความคิดถึงบ้านสักชามไหม?

แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบใจนักที่ถูกเรียกเป็นนักแต่งเพลงหญิงชาวฮากกา แต่หลัวซือหรงก็พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า เธอมาจากครอบครัวชาวฮากกาจริงๆ

"ภาษาเปรียบเสมือนรหัสทางวัฒนธรรม" หลัวซือหรงกล่าวไว้ ภาษาคือรูปแบบแนวคิดของแต่ละเผ่าพันธุ์ และถือเป็นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับ หากยกตัวอย่างจากภาษาฮากกา
แล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีการใช้ความเคลื่อนไหวของมือมาช่วยเยอะมาก แถมยังมีการใช้คำวิเศษณ์เป็นจำนวนมากเช่นกัน "เนื่องจากว่าชาวฮากกาเป็นชนชาติที่ขยันมาก ทำให้มีการแบ่งความหมายคำที่ละเอียดมาก จนต้องใช้มือมาช่วย"

บทเพลงของหลัวซือหรงก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ในตอนแรกไม่ค่อยได้รับความสำคัญ แต่สุดท้ายกลายเป็นสิ่งสำคัญมาก นั่นคือความคิดถึงบ้าน

"ลองชิมความคิดถึงบ้านสักชามไหม?" หลัวซือหรงถามไปหัวเราะไป อะไรคือรสชาติของความคิดถึงบ้าน สำหรับตัวเธอแล้ว ไข่ผัดโหระพาใส่เหล้าก็คือตัวแทนของความคิดถึงบ้านตลอดกาล

โหระพาในภาษาฮากกาเรียกว่า ชีเฉิงถ่า (七層塔) ซึ่งก็คือที่เราเรียกกันจนคุ้นปากในภาษาจีนกลางว่า จิ่วเฉิงถ่า
(九層塔) ส่วนที่ว่าทำไมโหระพาของชาวฮากกาจึงมีแค่ 7 ชั้น (ชีเฉิง) ในขณะที่ของคนอื่นมี 9 ชั้น (จิ่วเฉิง) นั้น หลัวซือหรงอธิบายเพิ่มเติมว่า มีเรื่องเล่าว่าเป็นเพราะบรรพบุรุษของชาวฮากกาอพยพมาอยู่ในไต้หวันช้ากว่าคนกลุ่มอื่น จึงต้องไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นต้นโหระพาที่ปลูกเอาไว้จึงออกดอกแค่ 7 ชั้น ไม่ได้มี 9 ชั้นเหมือนของคนอื่น ประกอบกับเลข 7 และเลข 9 ต่างก็แสดงถึงจำนวนมากๆ เหมือนกัน แต่การออกเสียง 7 ในภาษาฮากกาจะง่ายกว่า 9 และไพเราะกว่าด้วย ดังนั้น ชาวฮากกาจึงเรียกโหระพาว่า ìชีเฉิงถ่าî ด้วยประการฉะนี้แล

ในยุคสมัยที่ยังอดอยากแร้นแค้น ชนชั้นใช้แรงงานที่เป็นชาวฮากกาก็จะใช้การรับประทานโหระพามาบำรุงร่างกาย "ยามที่คุณแม่รู้สึกอ่อนล้า ก็จะเด็ดโหระพามากำหนึ่ง แล้วหยิบไข่ไก่มาสองฟอง ทำไข่ผัดโหระพาใส่เหล้า เพื่อช่วยบำรุงร่างกายและจิตใจ"

รสชาติของโหระพาจึงเป็นสิ่งที่หลัวซือหรงมิอาจลืมเลือน จนแม้กระทั่งแต่งงานและมีลูกสาว คุณแม่ก็ยังเอาโหระพาที่ปลูกเองมาเยี่ยม และทำไข่ผัดโหระพาใส่เหล้าให้เธอกินเพื่อบำรุงร่างกาย ìฉันกินไปน้ำตาไหลไป เพราะได้ลิ้มลองรสชาติของความคิดถึงบ้านอย่างเต็มที่î โดยหลัวซือหรงยังเสริมอีกว่า "ชีวิตกับรากเหง้า มันผูกพันกันง่ายๆ แบบนี้นี่เอง ไม่ต้องมีอะไรแอบแฝงเลย"

"ชาวฮากกาที่เป็นผู้หญิงจะลำบากมาก" หลัวซือหรงบอกกับเราว่า ผู้หญิงชาวฮากกาต้องทำเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เมื่อปี 2008 ตอนที่เธอได้เข้าร่วมกิจกรรมชุมชนในหมู่บ้านเป่ยซานของเขตกวนซี เมืองซินจู๋ ได้มีโอกาสนั่งฟังเหล่าคุณย่าคุณยายพูดถึงเรื่องราวของตัวเอง มีอาม่าคนหนึ่งที่อายุ 93 ปีแล้วเล่าให้ฟังว่า นอกจากการเป็นขโมยแล้ว ตัวเองนั้นทำได้ทุกอย่าง "เหมือนเป็นวัวเป็นม้า แต่ไม่มีหางแค่นั้นเอง"

ด้วยเหตุนี้ หลัวซือหรงจึงมีความคิดที่จะแต่งเพลงเพื่อเหล่าสตรีชาวฮากกามาโดยตลอด เพื่อปลอบประโลมพวกเขาเหล่านั้น ก่อนที่จะกลายมาเป็นเพลง "รสชาติของโหระพา"

"ความรู้สึกนิดหน่อย ความคิดถึงยาวๆ

ยังมีอะไรติดอยู่ที่มุมปาก

นั่นก็คือรสชาติของโหระพา

ความหวังเพียงน้อยๆ

ความต้องการที่มากๆ..."

จู่ๆ หลัวซือหรงก็ร้องเพลงขึ้นมา ในเสียงเพลงที่ได้ยิน รู้สึกได้ถึงความคิดถึงบ้านที่แฝงอยู่แบบตัดไม่ขาด ซึ่งก็เหมือนรสชาติอันจัด
จ้านของโหระพานั่นเอง

เดินอยู่บนทางกลับบ้าน

"เส้นทางที่จากบ้าน สายลมที่จากบ้าน
ฤดูกาลที่จากบ้าน ความฝันที่จากบ้าน 
ลูกสาวที่จากบ้าน เดินทางไปทั้งสี่ทิศ 
ลูกสาวที่จากบ้าน อยู่บนเส้นทาง
ลูกสาวที่จากบ้าน ไม่เคยจากอ้อมอก..."

เพลงจากบ้าน คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองของหลัวซือหรง

หลัวซือหรงบอกกับเราว่า "เพราะว่าจากบ้าน จึงรู้ว่ายิ่งจากไปไกลเพียงใด เส้นทางกลับบ้านก็จะยาวเท่านั้น"

มีบางคนพูดว่า การประพันธ์งานก็เหมือนเดินอยู่บนทางกลับบ้าน และสำหรับหลัวซือหรงแล้ว การแต่งเพลงก็เหมือนกับเป็นหนึ่งในเส้นทาง ìกลับบ้านî ของเธอจริงๆ

ออกจากฮากกาที่เป็นรากเหง้าแห่งชีวิตของตัวเอง แต่หลัวซือหรงไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกผูกมัดอยู่แต่เพียงกับฮากกาเท่านั้น ìชีวิตยังต้องเดินต่อไป เดินทางไปเรื่อยๆî เธอกล่าว และสิ่งที่เธอให้ความสำคัญกว่า คือชะตาชีวิตของผู้หญิงทุกคน

ภาษาฮากกาเป็นภาษาแม่ภาษาแรกที่หลัวซือหรงได้มีโอกาสสัมผัส หากแต่ทั้งภาษาจีนกลางและภาษาไต้หวันต่างก็เป็นภาษาในชีวิตประจำวันที่เธอคุ้นเคยเช่นเดียวกัน ทำให้เมื่อมาประพันธ์เพลง จึงไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ อัลบั้มเพลงชุด More Than One ที่ออกวางตลาดเมื่อปีที่แล้ว จึงมีทั้งเพลงกวีที่เป็นภาษาจีนกลาง ภาษาไต้หวัน และภาษาฮากกา รวม 3 ภาษาในชุดเดียว

อย่างแรกต้องคัดเลือกก่อน การเลือกบทกวีของหลัวซือ
หรง ช่างคล้ายคลึงกับผีเสื้อที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้จริงๆ เริ่มจากการอ่านบทกวีจำนวนมาก ก่อนจะใช้จินตนาการค้นหาว่า เสียงที่อ่านออกมานั้น มันมีความเป็นมิติทางเสียงอยู่หรือไม่ ซึ่งเธอบอกว่า ìฉันใช้ความรู้สึกที่บอกได้ทันทีว่า มันเป็นอะไรที่ใช่สำหรับฉันหรือไม่î

จากนั้น ก็ต้องอ่านผลงานของกวีอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อทำความเข้าใจต่อการใช้คำและการบอกเล่าของกวีแต่ละคนว่ามีมุมมองต่อโลกใบนี้อย่างไร มีความห่วงใยต่อปัญหาในด้านไหน เป็นต้น ìฉันหวังว่าจะเลือกผลงานของกวีที่แต่งขึ้นเอง และเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นî

 

การผสมผสานระหว่างสตรีกับบทกวี

การนำบทกวีมาใส่ในบทเพลงเป็นสิ่งที่ทำกันมายาวนานแล้ว ตั้งแต่ซือจิง ฉู่ฉือ เล่อฝู่ ถังซือ (บทกวีราชวงศ์ถัง) ซ่งฉือ (บทร้อยแก้วราชวงศ์ซ่ง) แต่การเข้าสู่ยุคของบทกวีที่นิยมใช้คำที่ชัดเจนเช่นในปัจจุบัน ก็ถือเป็นการปลดปล่อยอิสระของภาษา แม้จะไม่ใช่การทำให้เจือจาง แต่เมื่อเทียบกับการเข้าคู่และสัมผัสของบทกวีโบราณแล้ว ก็มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

ในสายตาของหลัวซือหรง เธอหวังว่าจะสามารถใช้การร้องเพลงกวีในการถ่ายทอดตัวหนังสือมาเป็นเสียงที่มีความหมาย เพื่อสะท้อนถึงความนัยที่แอบแฝงออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ ìท่วงทำนองมิใช่มีเพื่อให้รับกับเนื้อร้อง และเนื้อร้องก็มิใช่เพื่อให้รับกับเพลง หากแต่มันเป็นโลกที่อยู่รวมกันอย่างลงตัวî

"ในฐานะคนร้องเพลงกวี สิ่งสำคัญคือต้องสามารถสื่อสารให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความรู้สึกและวัฒนธรรมต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังของตัวหนังสือเหล่านี้ออกมาให้เป็นอะไรที่จับต้องได้" หลัวซือหรงบอกกับเราว่า ในการนำเอาบทกวีมาใส่ในบทเพลงอาจจะประสบกับปัญหาด้านจังหวะเพลงและเสียงสัมผัส ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะทำการแก้ไขบทกวี เพื่อให้รับกับทำนองเพลง แต่สำหรับเธอแล้ว จะเลือกเก็บทุกอย่างของบทกวีไว้ดังเดิม และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะหาหนทางให้ทั้งบทกวีและบทเพลงผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว เพื่อให้ก่อเกิดเป็นชีวิตใหม่หรือโลกใหม่ เธอจึงไม่หยุดยั้งที่จะทดลองใช้วิธีการต่างๆ กันในการแสดงออก จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

คุณค่าของบ้านเกิด

ต้องข้ามเขากี่ลูก จึงผ่านศาลเจ้าที่ แห่งนั้น

ต้องผ่านศาลเจ้าที่กี่แห่ง จึงจะเห็นลำธาร สายนั้น

ต้องปลูกต้นสนกี่ต้น จึงจะไปถึงพงพนา...

สำหรับหลัวซือหรงแล้ว หนังสือเรื่อง Concerning the Value of Oneís Homeland ของหลิงอวี่ ก็เหมือนกับม้วนหนังสือที่ค่อยๆ คลี่ออกอยู่ตรงหน้า "ผู้เขียนค่อยๆ สอบถามไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่าบ้านเกิด ในตอนที่ฉันแต่งเพลงอยู่ ก็ไม่ได้เร่งร้อนที่จะค้นหาคำตอบอะไร แต่กลับมีความรู้สึกเหมือนกับว่า จะบอกให้ผู้อ่านจูงมือไปด้วยกัน ทำให้ชีวิตเปรียบเสมือนกับม้วนหนังสือ ที่ค่อยๆ คลี่ออกมา และค่อยๆ ม้วนกลับไป"

หลัวซือหรงมีความประทับใจในบทกวีบทนี้เป็นอย่างมาก ทำให้การแต่งเพลงเป็นไปอย่างราบรื่น "หลังจากที่ฉันอ่านบทกวีบทนี้จบ ภายในเวลา 5 นาที ก็สามารถร้องออกมาเป็นเพลงได้แล้ว"

เหล่ากวีที่ได้ยินเพลงของหลัวซือหรงต่างก็มีความรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าเธอสามารถให้ชีวิตใหม่ ให้ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับบทกวี ในระหว่างงานสัมมนาครั้งหนึ่ง เฉินอวี้หง กวีร่วมสมัยชื่อดังของไต้หวัน ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง ในทันทีที่ได้ยินเสียงเพลงที่นำบทกวีของเธอคือ ìฉันเคยบอกกับเธอî ไปใช้ในการแต่งเป็นเพลง

ฉันเคยบอกกับเธอ หน้าของฉัน ผมของฉัน ต่างก็คิดถึงเธอ
และเพราะก้อนเมฆต่างก็หวีให้กันและกันอยู่บนฟ้า คอของฉันติ่งหูของฉันคิดถึงเธอ
และเพราะสะพานแขวนกับต้นหญ้าในตรอกซอกซอยทำให้อ้างว้าง...

เนื้อเพลงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ตัดพ้อ ราวกับจะเปิดเอาความรู้สึกภายในใจที่ถูกแอบแฝงไว้ออกมา หลัวซือหรงเชี่ยวชาญทั้งภาษาจีนกลาง ภาษาไต้หวัน และภาษาฮากกา ทำให้สามารถแต่งเพลงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เพลง Super Vending Machine ที่ใช้เนื้อเพลงภาษาจีนกลาง ก็เพื่อจะร่ำร้องกับความศิวิไลซ์ในยุคปัจจุบัน เป็นอารมณ์ร็อกแบบหนึ่ง ìในช่วงที่แต่งเพลงนี้ รู้สึกราวกับว่าตัวเองมีพลังมหาศาล มาต่อสู้กับยักษ์ใหญ่แห่งเทคโนโลยีในปัจจุบันî

ในสายตาของหลัวซือหรงแล้ว บทเพลงแต่ละเพลงคือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเมล็ดหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาเป็นตัวของตัวเอง

"แต่ละเพลง แต่ละกระถาง แต่ละคน ต่างก็มีสภาพแวดล้อมของตัวเอง ฉันหวังว่าฉันจะสามารถเข้าใกล้ และสามารถทำให้มันกลับคืนสู่ดังเดิม" หลัวซือหรงที่ห้อยไม้กางเขนไว้บนตัว ไม่ได้มีความเชื่อทางศาสนาใดๆ เป็นพิเศษ สิ่งที่เธอต้องการค้นหาคือจิตใจที่มีแต่ความสมดุล การประนีประนอม และการกลับสู่ธรรมชาติ "ก็เหมือนกับโลกใบนี้ แม้ว่ามันจะเอียง แต่ก็ยังโคจรไปตามวงโคจรของมัน"

แน่นอนว่าในสายตาของเธอแล้ว ทางโลกกับทางธรรมมิอาจแบ่งออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเธอบอกกับเราว่า ìผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นอะไรที่เหนือกว่ามนุษย์ เมื่อจิตวิญญาณเข้าสู่สภาวะแห่งการสรรค์สร้างแล้วไซร้ ก็ประหนึ่งเหมือนตัวเองกลายเป็นผู้ถ่ายทอดโองการจากสวรรค์î   

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

Tiếng Việt IN

Cuộc đối thoại giữa thơ và ca La Tư Dung trên đường trở về nhà

Bài viết‧Chang Chiung-fang  Ảnh‧Chuang Kung-ju  Biên dịch‧Hải Ly

「田園女聲」、「最佳客語歌手」、「客家女性創作人」……等稱號,似乎都不足以定義羅思容。

這一位「半路出家」的創作人,以詩、畫、音樂為媒介,傳達她回歸生命、鄉土、自然的想望與態度。即便《攬花去》專輯讓羅思容一舉拿下第23屆流行音樂金曲獎「最佳客語歌手」與「最佳客語專輯」殊榮,但如果一定要找一個鮮明的定位,她希望撕去「客家」的標籤,選擇一條更寬廣的「詩歌」與「女人」之路。

且聽這位女性創作人,如何以如詩的歌謠,與生命激昂對話。


Với các danh hiệu như "Giọng ca đồng quê",  "Ca sĩ hát tiếng Khách Gia xuất sắc nhất",  "Nữ tác giả sáng tác
nhạc Khách Gia"…v..v…, dường như không đủ để nói về nữ nhạc sĩ – ca sĩ La Tư Dung (Lo Sirong). Nhà sáng tác "xuất gia giữa đường này" đã dùng thơ, họa và âm nhạc làm trung gian, truyền tải sự khát khao và thái độ muốn đền đáp cuộc đời, đền đáp mảnh đất quê hương và thiên nhiên. Mặc dù album nhạc “The Flower Beckon” đã khiến La Tư Dung vinh dự đạt danh hiệu "Ca sĩ hát tiếng Khách Gia xuất sắc nhất"  và "Album nhạc Khách Gia hay nhất" tại Giải ca khúc vàng nhạc trẻ lần thứ 23 của Đài Loan, nhưng nếu nhất định phải tìm ra một đặc trưng rõ rệt, thì chị hy vọng có thể tháo bỏ cái mác "Khách Gia", nên đã chọn lựa một con đường rộng rãi hơn với "Thơ ca" và "Phụ nữ". Hãy lắng nghe nhà nữ sáng tác này đã có cuộc đối thoại tràn đầy cảm hứng ra sao với cuộc sống bằng những ca khúc đầy chất thơ. 

 

Phòng làm việc nằm trên tầng thượng, La Tư Dung trồng cây cỏ hoa lá trên sân thượng, một không gian tuy nhỏ, nhưng có tới hàng trăm loại thực vật, cây dương xỉ rất thích môi trường ẩm ướt được đặt trong nhà, dường như được chăm sóc rất đặc biệt, nên có dáng vẻ vô cùng kiêu hãnh.

Nho khô ngâm đang đợi khách trên bàn trà, là do La Tư Dung tự tay ngâm bằng rượu Hoa Điêu và dấm lá thông, nhấn mạnh các yếu tố: có ích cho sức khỏe, thiên nhiên và không có chất phụ gia.

Bước vào không gian sáng tác này của La Tư Dung, hiển hiện trước mắt là sự biểu trưng cho cuộc sống mang âm hưởng nữ tính, tự nhiên, tràn đầy sức sống và không ngừng theo đuổi biểu tượng cuộc sống cân bằng . “Tôi hy vọng có thể tái hiện phương thức sống tự nhiên mộc mạc, mà không phải là sự theo đuổi mù quáng”, chị nói.

Ban nhạc GOMOTEU và các thành viên của ban nhạc

Năm 2007, tác phẩm đầu tay “Everyday” được phát hành khi La Tư Dung 47 tuổi, lần đầu xuất hiện trước công chúng đã gây tiếng vang không nhỏ.

Năm 2011 chị xuất bản Album thứ 2 có tên gọi: “The Flower Beckon”, cũng đã rinh về một loạt các giải thưởng lớn gồm Giải ca khúc vàng nhạc trẻ, Giải âm nhạc vàng (Golden Indie Music Awards, GIMA), Giải truyền thông nhạc Hoa ngữ (Chinese Music Media Awards), Giải ca khúc vàng nhạc Hoa….. Nhà bình luận âm nhạc Trương Thiết Chí (Chang, Tie-Chi) hết lời ca ngợi album này là “Cuộc đối thoại tuyệt vời giữa dân ca Khách Gia và nhạc Blues truyền thống của Mỹ”.

Năm ngoái, La Tư dung vượt khỏi khuôn khổ của phụ nữ Khách Gia, chị chọn 12 nữ thi sĩ tầm cỡ của Đài Loan thuộc các thế hệ, các nhóm cộng đồng khác nhau gồm: Trần Dục Hồng (Chen, Yu-Hong), Đỗ Phan Phương Cách (Fangge Dupan), Nhan Ngải Lâm (Yan Ailin), Phùng Thanh (Feng-qing), AMang, Trương Phương Từ (Chang, Fang-ci), Linh Vũ (Ling Yu), Aweng, Lợi Ngọc Phương (Li, Yu-fang), Thái Uyển Huyền (Tsai, Wan-Shuen) và nữ thi sĩ có bút danh Ẩn Nặc (Yinnuo)..., phổ thơ của họ thành nhạc, phát hành Album “More than one” gồm 3 ngôn ngữ là tiếng Phổ Thông, tiếng Đài và tiếng Khách Gia.

Album này đã đoạt “Giải nhạc sĩ dân ca hay nhất” của Giải thưởng truyền thông nhạc Hoa ngữ (Chinese Music Media Awards), MC phát thanh nổi tiếng Mã Thế Phương (Ma Shi-fang) bày tỏ, đưa thơ vào nhạc là phương pháp không hề dễ dàng chút nào. “Những bài hát đó có âm hưởng thơ ca mang giai điệu của nhạc Blues, giống như nguồn suối ngầm tuôn chảy từ lòng đất, đó là sức nóng chỉ có ở nơi sâu thẳm của tâm hồn.”

Đổi nghề giữa chừng, thành danh ở độ tuổi trung niên, La Tư Dung đã chứng tỏ bản chất “Gomo” (không dễ khuất phục) của chị.

“Gomo” là cách dùng từ trong tiếng Khách Gia, là cách nói hơi có tính chất suồng sã, châm chọc hoặc đùa cợt, để ví von một người cao ngạo, đầy sự kỳ quái. “Đầy sự tinh quái, tự do tự tại” là một lời chú thích về La Tư Dung. Chị có một ca khúc có tựa đề là “Gomoteu”, trong đó lời bát hát có đoạn: “Trên núi có vài trăm mấy chục chú khỉ, trong lòng ta sẽ có vài trăm mấy chục chú khỉ, đầy sự tinh quái, tự do tự tại .….”

Thế là “Gomoteu” cũng trở thành tên gọi khá gây thu hút của ban nhạc. Trong 5 thành viên của ban nhạc, ngoài La Tư Dung là người bao trọn gói từ viết lời, sáng tác nhạc cho đến đảm nhiệm giọng hát chính, còn có các thành viên gồm nhạc công chơi nhạc cụ có dây Trần Tư Minh (Chen, Si-ming), tay guitar Hoàng Vũ Xán (Huang, Wu-Can), người thổi kèn ác-mô-ni-ca Phó Bác Văn (Fu, Bo-wen) và nhạc công đàn Cello Trần Chủ Huệ (Chen, Chu-hui).

Mặc dù ca khúc ban đầu vốn do La Tư Dung sáng tác, nhưng nếu muốn trở thành một ca khúc có thể thu hút đông đảo người nghe, thì không thể không có sự gọt rũa hoặc sự thể hiện của mọi người. “Giọng hát của mọi thành viên đều là chủ thể, mọi người cùng nhau thảo luận, thể hiện chính mình và cũng cần lắng nghe người khác.” La Tư Dung chia sẻ , sau nhiều lần cọ xát, lắng nghe, đã giúp các thành viên trong ban nhạc hiểu rõ về nhau.

Sự giải phóng đầy mê hoặc

Có một sự thắc mắc là làm thế nào mà La Tư Dung có thể đi theo con đường thơ ca, ca hát khi đã gần nửa đời người?

“Bạn cảm nhận được sự tồn tại của mình nhờ điều gì?”, La Tư Dung tự hỏi.

La Tư Dung nói: “Sáng tác giúp tôi cảm nhận được sự tồn tại của chính mình”, bản thân thường nghĩ rằng muốn giải phóng điều gì đó, nhưng lại cảm thấy rất lạc lõng với thế giới này; có lúc cảm thấy cách biệt, có lúc lại thấy rất hòa nhập; có lúc đầy nhiệt huyết, có lúc lại rất trống rỗng. “Thông qua sáng tác, biết bao mâu thuẫn được giải phóng.”

Có một thời kỳ La Tư Dung theo đuổi hội họa, có thời kỳ thì viết lách thơ ca, những năm gần đây chị sáng tác ca khúc, đối với chị mà nói, dùng yếu tố gì làm chất liệu sáng tác không quan trọng, điều quan trọng là giãi bày những niềm khát khao và sự tưởng tượng trong nội tâm. “Giai đoạn hiện tại, âm nhạc và các ca khúc vẫn là những sáng tác phong phú nhất”, chị nói.

Ông Mã Thế Phương nói, âm nhạc của La Tư Dung đầy sự mê hoặc, có một sức mạnh chuyển dịch giúp người ta thoát khỏi hiện thực, đến với một thế giới khác.

Đối với điều này, La Tư Dung giải thích: “Thơ là ngôn ngữ phù thủy cổ xưa nhất. Phù thủy, là chỉ cốt lõi của nền văn minh, người biết phép phù thủy có thể “Thông thiên đạt địa”. La Tư Dung cho biết, có lẽ sức mạnh chuyển dịch như vậy giúp người sáng tác được giải phóng, còn người nghe có được sự cộng hưởng.

Có người nói, âm nhạc của La Tư Dung là sự kết hợp giữa tiết tấu Khách Gia và tiết tấu nhạc Blues. La Tư Dung cho biết, Blues là do người châu Phi khi đến đại lục châu Mỹ, trong lúc sinh ly tử biệt, không biết tương lai sẽ ra sao, đã giãi bày tâm tình thông qua những ca khúc. Mục đích là để ghi nhận sự tồn tại của bản thân, chứ không phải là để hát cho người khác nghe; những bài hát dân ca Khách Gia cũng được bất chợt cất lên trong cuộc sống chứ không phải là để biểu diễn. “Tinh thần như vậy của các ca khúc, được hòa quyện một cách khéo léo trong con người tôi.”

Cho một chén sầu nhớ quê hương sẽ ra sao nhỉ?

Mặc dù không muốn bị mặc định là nhà nữ sáng tác Khách Gia, nhưng La Tư Dung cũng không giấu diếm đúng là chị xuất phát từ yếu tố Khách Gia.

“Ngôn ngữ là mật mã của văn hóa”, La Tư Dung cho biết, ngôn ngữ là mô hình tư duy của một cộng đồng dân tộc, cũng là sự nhận thức về giá trị, lấy Khách Gia làm ví dụ, trong ngôn ngữ Khách Gia, những động tác bằng tay đặc biệt sử dụng nhiều tính từ, “Bởi vì người Khách Gia là cộng đồng dân tộc làm lao động, có khá nhiều những từ chỉ những cử động tinh tế bằng tay.”

Còn những ca khúc tiếng Khách Gia do La Tư Dung sáng tác, bắt nguồn từ nỗi nhớ quê đã từng có lúc bị quên lãng rồi tìm lại được.

La Tư Dung vừa cười vừa hỏi: “Cho một chén sầu nhớ quê hương sẽ ra sao nhỉ?”. Dư vị của nỗi nhớ quê như thế nào? Đối với La Tư Dung mà nói, món trứng chiên rau húng quế “Bảy tầng tháp- Qi Ceng Ta” mãi mãi là nỗi nhớ quê hương của chị.

“Bảy tầng tháp- Qi Ceng Ta”, cũng chính là loại rau húng quế “Chín Tầng Tháp – Qiu Ceng Ta” theo cách gọi thông thường của người Đài Loan. Theo chị La Tư Dung nói, thứ nhất là vì người Khách Gia tới Đài Loan muộn hơn, đại đa số sinh sống ở vùng đồi núi đất đai cằn cỗi, số tầng của búp rau húng quế mọc ra ít hơn; hơn nữa hai con số 7 và 9 đều thể hiện là số nhiều, nhưng trong tiếng Khách Gia thì số 7 phát âm dễ hơn và nghe hay hơn số 9, cho nên người Khách Gia gọi rau húng quế là rau “Bảy tầng tháp” (七層塔).

Vào thời vật chất còn thiếu thốn, tầng lớp lao động người Khách Gia sẽ làm chắc xương cốt nhờ vào tác dụng bổ tinh, ích khí của húng quế “Bảy tầng tháp”. “Khi mẹ cảm thấy mệt mỏi, thì sẽ hái một nắm húng quế, nhặt vài quả trứng gà, làm một đĩa trứng chiên húng quế, để tẩm bổ và giúp mẹ làm thoải mái tinh thần.”

La Tư Dung có một thời dường như quên mất mùi vị của húng quế “Bảy tầng tháp”, tới tận khi lấy chồng, sinh con, mẹ chị mang theo húng quế tự trồng tới thăm con, làm món trứng chiên húng quế để tẩm bổ cho chị, “Tôi vừa ăn vừa chảy nước mắt, trong lòng trào dâng nỗi nhớ quê hương”, chị La Tư Dung nói: “Sự gắn kết giữa cuộc đời với gốc rễ con người nó gần gũi đến vậy, không hề giấu diếm.”

“Phụ nữ Khách Gia rất vất vả”, La Tư Dung chia sẻ cho biết, phụ nữ Khách Gia lăn lộn từ ngoài ruộng nương, rồi đến bếp núc, hay việc nữ công gia chánh, việc nhà lớn nhỏ…..việc gì cũng đều làm hết. Năm 2008, chị có cơ hội tham gia hoạt động của khu dân cư Bắc Sơn thuộc thị trấn Quan Tây huyện Tân Trúc, phụ trách dẫn dắt một nhóm các bà cụ người Khách Gia kể lại câu chuyện của chính mình. Một bà cụ 93 tuổi nói, ngoài việc không biết làm kẻ trộm cắp ra, còn thì việc gì cũng làm hết rồi, “làm trâu làm ngựa, chỉ có điều thiếu mỗi cái đuôi mà thôi!”

“Một chút yêu thương, biết bao lưu luyến, điều gì còn đọng lại nơi khóe miệng, đó chính là hương vị của húng quế; một chút khát khao, biết bao điều theo đuổi…”

La Tư Dung bất chợt cất tiếng hát, trong giọng ca không giấu nổi nỗi nhớ quê, giống như hương vị nồng đậm của húng quế.

Trên đường về nhà

“Ngọn gió xa nhà trên con đường xa nhà
Mùa xa nhà giấc mộng xa nhà
Người con gái xa nhà lang thang khắp chốn
Người con gái xa nhà đang trên đường/ người con gái xa nhà nhưng không quên tiếng nói quê nhà…”

“Xa nhà” là tình cảnh của La Tư Dung.

“Bởi vì đi xa, biết xa nhà bao nhiêu, thì đường về nhà dài bấy nhiêu”, chị nói.

Cũng có người nói, sáng tác chính là đang trên đường trở về nhà. Đối với La Tư Dung mà nói, sáng tác ca khúc chính là một trong những con đường “trở về nhà.”

Xuất phát từ yếu tố Khách gia, từ cội nguồn của bản thân, nhưng La Tư Dung lại không bị bó hẹp bởi yếu tố Khách Gia, “cuộc sống vẫn cần phải bước về phía trước, tiếp tục lên đường”, chị nói, điều mà chị quan tâm hơn nữa đó là vận mệnh của tất cả mọi phụ nữ.

Tiếng Khách Gia là ngôn ngữ mẹ đẻ mà La Tư Dung tiếp xúc sớm nhất, nhưng thực ra tiếng Phổ Thông và tiếng Đài cũng là ngôn ngữ quen thuộc trong cuộc sống của chị, chị cũng không hề gặp bất cứ khó khăn gì khi dùng để sáng tác Album nhạc “More than one” được phát hành vào năm ngoái, đã tập hợp các sáng tác thơ ca và thể hiện bằng 3 ngôn ngữ khác nhau gồm tiếng Phổ Thông, tiếng Đài và tiếng Khách Gia.

Bước đầu tiên là “chọn thơ”, quá trình chọn thơ của La Tư Dung tựa như bướm hút mật hoa. Trước tiên là đọc thật nhiều thơ, dựa vào việc nghe âm thanh khi đọc thành tiếng và tưởng tượng, để phán đoán xem có phải “âm thanh 3D” hay không. “Tôi dựa vào trực giác để phán đoán xem đó có phải là gu của tôi hay không”, chị nói.

Tiếp theo chị sẽ xem rất nhiều tác phẩm của các nhà nhơ, tìm hiểu, lý giải phong cách thể hiện độc đáo, cách biểu đạt, góc độ quan sát thế giới và phương diện quan tâm của mỗi một nhà thơ. “Tôi hy vọng chọn được các nguyên tác thơ, các tác phẩm độc đáo.”

Sự kết hợp giữa phụ nữ và thơ ca

“Đưa thơ vào ca” vốn là một truyền thống, từ Thi Kinh, Sở Từ, Nhạc Phủ, Đường Thi cho đến Tống Từ đều là như vậy. Nhưng bước sang thời đại văn bạch thoại, thơ hiện đại đã giải phóng sự tự do cho ngôn ngữ, mặc dù không đến nỗi đã bị pha loãng trở thành nước trắng, nhưng đối với thơ cổ có vế đối, có gieo vần thì đúng là khác xa một trời một vực.

Trong suy nghĩ của La Tư Dung, cái khó của việc đưa thơ vào ca khúc cũng giống như phải sống như thế nào. “Thái độ, sự trải nghiệm là mấu chốt quan trọng”, La Tư Dung nói, thông qua việc “hát thơ”, bản thân cũng có thể biến chữ viết thành âm thanh, ý nghĩa ngoài ngôn từ, tình cảm bất ngờ được thể hiện ra. “Giai điệu không phục vụ cho ca từ, ca từ cũng không phục vụ cho bài hát, mà là sự cộng sinh cùng hòa quyện.”

“Là một người “hát thơ”, điều quan trọng là khiến tình cảm, chất văn hóa đằng sau ngôn từ trở nên có chiều sâu, La Tư Dung nói, khi đưa thơ vào ca khúc, vì để phù hợp với giai điệu, nhịp phách, rất nhiều người đã sửa lại nội dung của tác phẩm thơ, còn chị chọn cách giữ lại nguyên vẹn lời thơ, cố gắng để thơ và ca đều quan trọng như nhau, cùng tạo ra một sức sống mới, thế giới mới, không ngừng cố gắng thử nghiệm các phương cách khác nhau, cho tới khi hài lòng thì thôi.

Những phép tính về quê hương

Phải vượt qua vài ngọn núi

Mới tới được ngôi Miếu Thổ Công

Phải đi qua vài ngôi Miếu Thổ Công

Mới xuất hiện dòng sông nhỏ ấy

Phải trồng vài cây thông cây bách

Mới đến được ngôi rừng rập rạp ấy   

...

Đọc tuyển tập thơ “Những phép tính về quê hương” của tác giả Ling Vũ (Ling Yu), La Tư Dung có cảm giác như một bức tranh cuốn, được mở dần dần ra trước mắt. “Tác giả từng bước khám phá, tìm kiếm cái gọi là “cố hương”, khi sáng tác ca khúc, tôi không vội vàng tìm đáp án, mà tạo cho mọi người cảm giác dắt tay nhau đồng hành, khiến cuộc đời giống như một bức tranh thủy mặc dạng cuốn, mở ra từ từ, rồi lại được cuộn lại từ từ.”

La Tư Dung có sự cảm nhận rất đặc biệt đối với bài thơ này, nên khi sáng tác vô cùng thuận lợi. “Tôi đọc xong bài thơ này, sau 5 phút là đã hát lên thành bài hát ngay.”

Các nhà thơ rất “kinh ngạc” khi nghe ca khúc của La Tư Dung, cảm thấy chị đã tạo ra cho bài thơ một khả năng mới, một sức sống mới, nhà thơ Trần Dục Hồng lần đầu tiên được nghe bài thơ “Em từng nói với anh” của mình được phổ thành nhạc tại một buổi tọa đàm, đã xúc động tới mức gần như không thể kìm nén được, không nói nên lời.

Em từng nói với anh rằng vầng trán em mái tóc em nhớ anh/ Bởi vì những đám mây trên cao đang chải tóc cho nhau, chiếc cổ em, đôi tai em cũng nhớ anh bởi nỗi sầu vương vấn trên chiếc cầu treo, trên con hẻm xanh ngát....)

Sự oán giận nho nhỏ trong ca khúc, dường như đã làm toát lên cảm xúc cốt lõi ẩn chứa trong tác phẩm thơ.

La Tư Dung rất nhạy bén với cả tiếng Phổ Thông, tiếng Đài và tiếng Khách Gia, do vậy các sáng tác của chị đều rất có chiều sâu. Ca khúc “Siêu máy bán hàng tự động” được phát âm bằng tiếng Phổ Thông, là sự cáo buộc đối với nền văn minh hiện đại; là một kiểu cảm xúc đầy chất Rock, “Trong quá trình sáng tác, cảm giác như bản thân tự hình thành nên sức mạnh, chống lại sự văn minh công nghệ khổng lồ”.

Đối với La Tư Dung, mỗi một bài hát đều như một hạt giống gieo mầm cho sự sống, tự mình mọc thành cây sự sống của chính mình.

“Mỗi một ca khúc, mỗi một chậu cảnh, mỗi một con người, đều có dáng vẻ nguyên sinh của mình, tôi hy vọng có thể lột tả được trạng thái nguyên sinh này gần gũi hơn”. Đeo cây Thánh Giá trên người, nhưng La Tư Dung lại không theo tôn giáo nào cả, chị chỉ theo đuổi sự cân bằng, hài hòa, trở về với cái tâm vốn có của tự nhiên. “Cũng giống như trái đất, mặc dù bị nghiêng, nhưng lại có quỹ đạo vận hành của riêng mình.”

Trong cách nghĩ của chị, sự tầm thường và điều thần thánh không phải dễ dàng tách biệt. “Sáng tác tác phẩm vượt ra khỏi khuôn khổ của con người, khi tâm linh bước vào một trạng thái nào đó, bạn sẽ như một vị tiên tri”, chị nói đầy cảm xúc.  

Ketika Puisi bertemu dengan Lagu dan Lo Sirong menemukan jalan untuk pulang

Artikel‧Chang Chiung-fang Gambar‧Chuang Kung-ju

「田園女聲」、「最佳客語歌手」、「客家女性創作人」……等稱號,似乎都不足以定義羅思容。

這一位「半路出家」的創作人,以詩、畫、音樂為媒介,傳達她回歸生命、鄉土、自然的想望與態度。即便《攬花去》專輯讓羅思容一舉拿下第23屆流行音樂金曲獎「最佳客語歌手」與「最佳客語專輯」殊榮,但如果一定要找一個鮮明的定位,她希望撕去「客家」的標籤,選擇一條更寬廣的「詩歌」與「女人」之路。

且聽這位女性創作人,如何以如詩的歌謠,與生命激昂對話。


“Penyanyi Pedesaan Wanita,” “Penyanyi Hakka Terbaik,” “Wanita Hakka Sang Pencipta Lagu” dan masih banyak lagi predikat, yang tampaknya belum cukup mendefinisikan sosok Lo Sirong. Ia menulis puisi, melukis, menciptakan musik, menjadi jembatan untuk memenuhi hasratnya pada hakekat kehidupan yang alami. Meskipun albumnya yang berjudul “The Flower Beckon” membuat
Lo terpilih sebagai penyanyi Hakka terbaik dan album Hakka terbaik untuk kategori musik pop dalam penghargaan Golden Melody Awards 2012, Lo pribadi lebih menyukai predikat tanpa label “Hakka” dan memilih jalan yang lebih lebar dalam dunia “puisi” dan “wanita”. Mari kita simak bagaimana seniman wanita ini membuat puisi dan lagu berdialog dalam kehidupannya.

 

Studio kerjanya berada di tingkat teratas rumah kediamannya, di situ pula ia menanam bunga-bunga, teras yang tidak besar itu penuh dengan ratusan jenis tumbuh-tumbuhan, dan dalam ruang kerja terdapat sebuah pot tanaman pakis favoritnya seolah-olah berperan sebagai penyubur suasana ruang.

Di atas meja terdapat asinan anggur kering yang direndam dalam arak Hua Diao dan cuka daun cemara, kudapan sehat, alami yang dibuat sendiri oleh Lo Sirong.

Studio tempat Lo Sirong berkreasi ini memberikan kesan beraura Yin, alami, penuh dinamika hidup yang berimbang. “Saya berharap bisa kembali pada derap kehidupan yang lebih alami tanpa hasrat yang membabi buta,” demikian ungkapnya.

Gomoteu dan Anggotanya

Album Lo Sirong “Everyday” membuat debut menakjubkan pada 2007, yaitu di usianya yang ke-47 tahun.

Albumnya yang kedua “The Flower Beckon” diluncurkan pada 2011, semakin menggebrak dengan meraup hampir semua penghargaan, seperti Golden Melody Awards untuk kategori musik pop, Golden Indie Music Awards, Chinese Music Media Awards dan Chinese Music Awards. Kritikus musik Chang Tieh-chih memuji musiknya sebagai “Dialog antara balada gunung Hakka tua dan blues tradisional Amerika.”

Tahun lalu, Lo Sirong membuat terobosan keluar dari kerangka “Wanita Hakka,” dengan menyeleksi 12 penyair wanita penting Taiwan yang berasal dari tingkatan usia dan kelompok etnik yang berbeda, dan merangkum karya seni mereka ke dalam musik, menghasilkan album berjudul “More Than One.”

Ke 12 penyair wanita tersebut adalah Chen Yu-hong, Fangge Dupan, Ai Lin Yen, Feng Ching, A-mang, Chang Fang-tsu, Ling Yu, A-Weng, Li Yufang, Tsai Wan-shuen dan Yin Nuo. Puisi mereka dijadikan lirik lagu album “More Than One” dalam tiga bahasa - Mandarin, Minnan dan Hakka.

Dengan album ini Lo Sirong meraih penghargaan Penyanyi Lagu Rakyat Terbaik dalam Chinese Music Media Awards tahun 2015. Menurut DJ Radio, Ma Shih-fang, tidaklah mudah membaurkan puisi ke dalam musik. “Syair-syair dalam lagu bernada blues itu bagaikan sumber mata air yang muncul dari muka bumi, dengan kehangatan dari jiwa yang dalam.”

Berganti karir di usia setengah baya dan menjadi ternama, suatu bukti karakter “Gomoteu” nya.

“Gomoteu” dalam bahasa Hakka adalah kata sifat untuk melukiskan sosok yang tak terkendali, penuh humor serta sarkasme, dan menjadi judul lagunya. Inilah sebagian lirik dari lagunya: “Berapa banyak jumlah kera di atas gunung, maka sama dengan berapa banyak kera di hatimu, hidup semaunya, liar dan bebas.”

Maka jadilah Gomoteu sebagai nama band yang beranggotakan lima orang. Lo Sirong menulis lirik dan musik serta menjadi penyanyi utama, bersama anggota band David Chen pemain alat musik dawai, Huang Yu-tsan pemain gitar akustik, Lo Chen pemain cello dan Conor Prunty (orang Irlandia)
pemain harmonika.

Walaupun Lo sebagai penulis lagunya, tapi sebuah lagu yang bisa memukau publik membutuhkan partisipasi semua anggota band. “Opini setiap anggota sama penting, semua terlibat dalam diskusi, saling mendengarkan ide masing-masing.” Kata Lo, proses inilah membuat sesama anggota band semakin kompak.

Pembebasan ala Shaman

Lalu, apa yang membuat Lo Sirong terjun ke dunia musik di usia menjelang 50-an?

Lo beranggapan, “Berkreasi membuatku merasa nyata.” Ia sering hendak melepaskan suatu perasaan, tetapi sebaliknya juga merasa tidak sederap dengan dunia ini; kadang terkucilkan, kadang sangat berbaur, kadang sangat antusias, kadang merasa kosong. “Kontradiksi bermacam-macam ini, bisa disalurkan melalui jalan berkreasi.”

Ada suatu masa, Lo Sirong melukis, dan suatu saat ia menulis puisi, dan belakangan ini ia menciptakan lagu. Baginya, media apa untuk berkreasi itu tidak menjadi soal, yang penting bisa mengekspresikan hasrat dan imajinasinya. “Tahap sekarang adalah saat emas untuk berkarya musik dan menyanyi.”

DJ Ma melihat adanya sifat shamanisme dalam musik Lo Sirong, yang mengandung kekuatan transformatif, melarikan diri dari realita dan beralih ke dunia lain.

Untuk ini, Lo berkomentar, “Puisi adalah kidung shaman zaman purba. Shaman yang dimaksudkan adalah inti dari peradaban. Shaman bisa menghubungkan langit dan bumi.” Lo melanjutkan, mungkin inilah daya transformatifnya, yang membuat seniman menjadi bebas dan bisa ditanggapi oleh pendengarnya.

Ada pula yang berpendapat musik Lo Sirong sebagai paduan antara Hakka dan blues. Lo menuturkan, blues dibawa orang Afrika ke benua Amerika, mengekspresikan emosi hati saat menghadapi kematian dan masa depan yang suram. Tujuannya hanya menunjukkan keberadaan dirinya saja, dan bukan untuk diperdengarkan kepada orang lain. Balada Gunung Hakka juga sama merupakan nyanyian dalam keseharian saja, dan bukan untuk pertunjukan. “Semangat kidung ini secara kebetulan berbaur dalam diri saya.”

Semangkuk Kerinduan Kampung Halaman

Meskipun tidak mau diberi label sebagai seniman wanita Hakka, Lo mengakui dirinya memulai debut dari ke-Hakka-annya.

“Bahasa adalah kode suatu budaya.” Lo menuturkan, bahasa adalah pola pemikiran suatu suku, dan juga pengakuan atas nilainya. Mengambil contoh bahasa Hakka, yang dominan dengan gerakan tangan, maka kata sifatnya sangat banyak, “Suku Hakka adalah suku yang rajin bekerja, sehingga dalam bahasanya penuh dengan kata gerakan tangan yang sangat detail.”

Sedangkan ciptaan lagu Hakka Lo Sirong bermula dari rasa rindu akan kampung halaman yang tadinya terabaikan.

Sambil tertawa Lo bertanya, “ Mau semangkuk rasa rindu kampung halaman?” Rasa rindu Lo ini sama dengan kuliner orak-arik telur dengan daun kemangi.

Di era yang serba kekurangan sandang pangan, suku Hakka kelas pekerja sering menggunakan daun kemangi sebagai penambah stamina tubuh. “Setiap kali ibu saya merasa lelah, pasti akan memetik daun kemangi dan membuat orak-arik telur daun kemangi dengan tambahan arak beras. Itu sungguh suatu makanan yang menenteramkan jiwa dan raga.”

Sempat terlupakan oleh Lo Sirong, sampai suatu ketika, setelah ia menikah dan melahirkan anak, ibunya datang menjenguk dengan membawa daun kemangi, dan membuat orak-arik telur daun kemangi beraroma arak beras itu, sebagai vitamin untuknya. “Saya sambil makan, sambil meneteskan air mata. Yang saya makan adalah lauk kerinduan akan kampung halaman. Jalinan kehidupan dengan asal usul manusia begitu langsung dan blak-blakan,” tutur Lo.

Menurut Lo, “Wanita Hakka hidupnya penuh kesusahan,” mereka harus serba bisa melakukan segalanya. Pada tahun 2008, ia berpartisipasi dalam lokakarya di pedesaan Hsinchu, membimbing para wanita tua Hakka untuk bercerita tentang riwayat hidupnya. Seorang nenek berusia 93 tahun bercerita, dirinya serba bisa kecuali menjadi maling, semua bisa dilakukannya, bagaikan menjadi sapi atau kuda yang tanpa ekor saja.

Setelah itu, Lo Sirong timbul niat keras untuk menulis lagu tentang wanita Hakka. Dan lahirlah lagu tentang orak-arik telur daun kemangi.

“ Sedikit perasaan, tambah sejumput cinta sejati, aromanya masih tersisa di sudut bibir, itulah rasa orak-arik telur daun kemangi; dalam kuliner sederhana ini, tercurah harapan sang ibu.”

Dari suara nyanyian Lo Sirong, bisa dirasakan kerinduan akan kampung halaman yang sangat dalam, bagaikan aroma daun kemangi yang keras semerbak.

Dalam Perjalanan Pulang

“Jalan raya dan angin, bimbing daku pulang/Waktu dan impian, bawalah daku pergi/Seorang anak perempuan pergi melanglang buana/Anak perempuan sedang dalam perjalanan pulang/Ia tidak melupakan aksen asalnya.”- Gone From Home

“Gone From Home” adalah ulasan isi hati Lo Sirong.

“Karena jauh dari rumah, maka tahu berapa panjang jalan untuk pulang kembali.”

Ada yang mengatakan, menulis adalah proses perjalanan pulang. Bagi Lo, mencipta lagu adalah salah satu jalan untuk pulang.

Memang semula berawal dari asal usul ke-Hakka-annya, tapi Lo tidak dibatasi olehnya. “Hidup ini masih harus dilakoni, maju terus.” Ia mengatakan, dirinya lebih mengutamakan nasib semua kaum wanita.

Bahasa Hakka adalah bahasa ibu Lo Sirong, selain itu bahasa Mandarin dan Minnan juga menjadi bahasa sehari-hari, dan tidak menghambat proses kreasinya. Album “More Than One” yang dirilis tahun lalu, merupakan kumpulan balada puisi tiga bahasa, yaitu Mandarin, Minnan dan Hakka.

Lo memilih puisi untuk lagunya bagaikan kupu-kupu yang beterbangan mencari madu. Dimulai dengan membaca sejumlah besar puisi dengan suara keras, agar bisa menghayati maknanya apakah mengandung suara tiga dimensi yang diinginkan. Kemudian ia membaca karya banyak penyair untuk menjajaki sudut pandang, gaya bahasa dan makna yang dihaturkan para seniman ini. “Saya ingin memilih karya yang benar-benar orisinal dan unik.”

Paduan Kaum Wanita dan Puisi

“Puisi dilagukan” memang sudah bukan sesuatu yang baru lagi. Sudah jadi tradisi sejak zaman dahulu pengutaraan syair melalui nyanyian. Tapi di era modern dengan gaya bahasa dan linguistik yang semakin bebas terbuka, walau tidak sesederhana air putih, karya puisi zaman baru sudah berbeda jauh dengan sajak kuno yang berirama.

Letak kesulitan syair dilagukan bagi Lo Sirong, sama dengan ibarat menemukan cara untuk hidup. “Kuncinya terletak pada sikap dan penghayatannya.” Lo menuturkan, ia sendiri berharap bisa mengekspresikan dalam lagu makna terselubung yang dikandung kata demi kata dalam puisi.

“Seorang penyanyi kidung yang baik harus bisa menjiwai perasaan dan konsep budaya dalam kata-kata syairnya.” Lo mengatakan menyanyikan syair, sering dirombak agar sesuai dengan ritme lagunya, tapi ia memilih untuk mempertahankan keaslian syairnya, mengusahakan lagu dan syair menjadi dua primadona, yang bersama-sama menyuguhkan sesuatu yang baru.

Serba Serbi Kampung Halaman

Berapa gunung harus kudaki

Baru bisa lewat di depan kuil Dewa Bumi

Berapa kuil Dewa Bumi harus kulewati

Baru tampak sungai kecil itu

Berapa pohon cemara harus kutanam

Agar kucapai hutan yang lebat it

Melantunkan puisi Ling Yu “Serba Serbi Kampung Halaman,” perasaan Lo Sirong seperti sedang melihat sebuah gulungan lukisan yang terpapar secara perlahan-lahan. “Penulisnya setapak demi setapak menelusuri pencarian atas kampung halamannya, ketika saya mengaransemen musiknya, tidak tergesa mencari jawaban, memberikan kesan jalan bersama-sama mencarinya. Agar hidup ini seperti lukisan kaligrafi yang digulung, pelan-pelan dipaparkan, dan perlahan-lahan digulung kembali.”

Puisi ini sangat dijiwai Lo, sehingga proses penciptaan lagunya sangat lancar. “Begitu selesai kulantunkan syairnya, dalam waktu lima menit sudah bisa kunyanyikan!”

Penyairnya merasa kagum sekali akan karya cipta Lo Sirong ini, seraya puisinya telah dimaknai nilai hidup yang baru.

Penyair Chen Yu-hong tidak bisa membendung emosinya, saat pertama kali dalam seminar mendengarkan puisi “I Told You Before” (Telah Kuberitahu Sebelumnya) dijadikan nyanyian, juga tidak bisa membendung air matanya dan tidak bisa berkata-kata.

Telah kuberitahu dahiku rambutku rindu padamu/Karena awan di langit saling menyisirnya maka leher dan daun telingaku rindu padamu/Karena kekalutan jembatan gantung dan lorong rerumpatan……

Alunan nyanyian sendu seolah-olah menguak perasaan yang jauh terpendam di relung hati penyairnya.

Lo Sirong yang menguasai bahasa Mandarin, Minnan dan Hakka membuat karya ciptanya sangat berkesan. Puisi “Vending Machine” (Mesin Jual Otomatis) yang dinyanyikan dalam Mandarin, berisi suara tuntutan kepada budaya modern, dengan gaya rock ‘n’ roll meneriakkan protes terhadap kemajuan teknologi.”

Dalam perasaan Lo Sirong, setiap nyanyian seperti sebutir bibit, masing-masing tumbuh sesuai bentuknya.

Berkalung tanda salib tapi tidak berkepercayaan tertentu, Lo Sirong menganut konsep keseimbangan, keharmonisan dan alami. “Setiap lagu, setiap tanaman, setiap orang, bersikap hidup tersendiri. Saya ingin mempertahankan keasliannya, seperti bumi ini, meskipun miring, tetap berputar di orbitnya.”

Perbedaan duniawi dan batin baginya tidak kontras. “Karya cipta memang sulit dimaknai, hanya bisa diselami saat batin mencapai suatu keadaan tertentu,” tuturnya penuh melankolis.  

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!