ความอร่อยที่การเคลื่อนที่

ข้าวกล่องรถไฟ รสชาติใหม่ในห้วงความทรงจำ
:::

2020 / เมษายน

บทความ‧เฉินฉวินฟัง รูปภาพ‧หลินเก๋อลี่ คำแปล‧มณฑิรา ไชยวุฒิ


台鐵便當有傳統的排骨,也以台灣各地食材,推出特色美味;福井食堂的鐵道迷老闆,在故鄉賣便當、打造鐵道文物館;而里山動物列車則以生態彩繪拉近了人與自然的距離。火車乘載了回憶、鄉愁、理想,訴說關於美好的故事。


ซี่โครงหมูเป็นเมนูแบบดั้งเดิมของข้าวกล่องรถไฟไต้หวัน นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากทั่วไต้หวันมาเป็นส่วนผสม เพื่อสร้างสรรค์ข้าวกล่องที่มีความอร่อยและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เจ้าของร้านอาหารฝูจิ่ง
(Fu Jing Restaurant) ผู้ซึ่งเป็นแฟนคลับรถไฟตัวยง ได้เปิดร้านอาหารขายข้าวกล่อง และยังเนรมิตร้านอาหารให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ ขบวนรถไฟสัตว์ป่าเขาหลีซาน (Satoyama Animal Train) ถูกตกแต่งภายในด้วยภาพระบบนิเวศ เพื่อให้ผู้คนได้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น รถไฟได้บรรทุกความทรงจำ ความคิดถึงบ้านและอุดมการณ์ของผู้คนมากมาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวดีๆ ด้วย

 

เมื่อเปิดข้าวกล่อง จะได้กลิ่นหอมของซี่โครงหมูพะโล้ ไข่พะโล้ลูกกลมโตเนื้อเด้ง บวกกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวสวยร้อนๆ  รสชาติแห่งความทรงจำในอดีตเหล่านี้ได้ถูกจารึกไว้ในใจของชาวไต้หวันมาอย่างยาวนาน

 

สูตรลับความอร่อยของข้าวกล่องรถไฟไต้หวัน

ข้าวกล่องไต้หวันมีราคาไม่แพง ให้ความใส่ใจในการเลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ยกตัวอย่างข้าวกล่องซี่โครงหมูราคา 60 เหรียญไต้หวัน ของร้านอาหารรถไฟไทเป ภายในกล่องข้าวสี่เหลี่ยมมีซี่โครงหมู 1 ชิ้น ไข่พะโล้ 1 ลูก ยังมีฟองเต้าหู้ 1 แผ่น กับกะหล่ำปลี และข้าวสวยที่อัดแน่นมาเต็มกล่อง ซึ่งในยุคปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขนาดนี้ยังสามารถหาอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนแบบนี้ได้ในราคาเพียง 60 เหรียญไต้หวัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ

ความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่สดและมีคุณภาพสูงเป็นกุญแจสู่ความอร่อยของข้าวกล่องรถไฟ อย่างข้าว จะเลือกข้าวสารไต้หวันที่ได้รับมาตรฐานเกรด A โดยมีการสั่งซื้อข้าวสารใหม่ทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อรักษามาตรฐานความสดใหม่  วิธีการหุงข้าวก็จะถูกปรับไปตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวของข้าว เพื่อไม่ให้ข้าวที่หุงออกมาเละหรือแข็งเกินไป การใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่เอง จึงไม่แปลกใจเลยที่แม้ว่าข้าวกล่องรถไฟจะเย็นแล้ว แต่ข้าวสวยไม่แห้ง ไม่แข็ง ไม่ทำลายรสชาติความอร่อยของข้าวกล่อง

วิธีการทำซี่โครงหมู ซับซ้อนแต่บรรจงทำทุกขั้นตอน คุณอวี๋สวินอัน (余巡安) กล่าวว่า ซี่โครงหมูแต่ละชิ้น จะต้องทุบจากด้านในออกไปด้านนอก 5-6 ครั้ง เพื่อทำให้กระดูกซี่โครงหัก แล้วทำการหมัก นวด จากนั้นจึงนำไปทอดก่อน แล้วค่อยนำไปทำพะโล้ ปริมาณการผลิตของร้านอาหารรถไฟไทเปอยู่ที่ 12,000 ชิ้นต่อวัน ในแต่ละวันจะมีพนักงาน 2 คน รับหน้าที่ทุบซี่โครงหมูตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ปริมาณมากมายขนาดนี้จึงไม่แปลกใจที่คุณอวี๋สวินอันจะพูดติดตลกว่า จนถึงวันนี้ ไม่รู้เขียงถูกทุบเสียไปจำนวนเท่าไรแล้ว

 

รสชาติใหม่ของข้าวกล่องรถไฟไต้หวัน

ร้านอาหารของการรถไฟในแต่ละแห่งได้ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมในการปรุงอาหาร ตัวอย่างเช่น ข้าวกล่องเป็ดเชอร์รี อี๋หลาน ที่ศูนย์บริการสถานีรถชีตู่ ส่วนผสมในข้าวกล่องประกอบไปด้วย เป็ดเชอร์รีจากเมืองอี๋หลาน ส้มจี๊ด และยังมีไข่เจียวหัวไชโป๊กับต้นหอมซานซิง ซึ่งการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ นอกจากจะช่วยลดมลพิษจากการขนส่งสินค้าแล้ว ยังเป็นการคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นในแต่ละพื้นที่ไว้ด้วย เมนูพิเศษเหล่านี้ไม่ได้มีขายบนรถไฟ หากอยากจะลิ้มรสความอร่อย ต้องเดินทางไปถึงร้านขายข้าวกล่องตามที่ต่างๆ อีกทั้งแต่ละวันจะผลิตในจำนวนจำกัด ทำให้บ่อยครั้งที่นำออกวางขายได้ไม่นานก็หมดแล้ว จนมักจะถูกชาวเน็ตขนานนามว่า ข้าวกล่องฉบับซ่อนเร้น

ในงานนิทรรศการหรืองานเฉลิมฉลองเทศกาล การรถไฟไต้หวันจะมีการแนะนำเมนูข้าวกล่องรถไฟที่มีจำนวนจำกัด อย่างเช่น เทศกาลข้าวกล่องรถไฟไต้หวันครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ร้านอาหารรถไฟแต่ละพื้นที่ต่างคิดสรรค์เมนูข้าวกล่องรถไฟที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานำเสนอมากมาย ร้านอาหารรถไฟไทจงนำเสนอข้าวกล่องน่องไก่ย่างโพรวองซ์ ส่วนร้านอาหารรถไฟฮัวเหลียนนำเสนอข้าวกล่องไก่ย่างพริกไทย แต่ละเมนูที่คิดค้นออกมาได้แสดงถึงเทคนิคการทำอาหารและความคิดสร้างสรรค์ของพ่อครัว แม้ในงานเทศกาลข้าวกล่องรถไฟจะมีผู้ประกอบการข้าวกล่องรถไฟของญี่ปุ่นกว่า 20 ราย มาร่วมจัดแสดง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจของข้าวกล่องรถไฟไต้หวันลดน้อยลงแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่อยากรับประทานข้าวกล่องรถไฟไต้หวัน นอกเหนือจากการขึ้นรถไฟแล้ว ยังสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายข้าวกล่องตามสถานีรถไฟหลักๆ ในหลายพื้นที่ บางสถานียังมีการดีไซน์กล่องข้าวเป็นรูปรถไฟ เพื่อสร้างจุดขายดึงดูดผู้บริโภคด้วย

 

อุโมงค์เวลาของการรถไฟ

นั่งรถไฟมาถึงสถานีเซ่อโถว เดินออกจากสถานีตรงไปประมาณ 500 เมตร ก็จะเห็นสัญญาณไฟจราจรจุดตัดทางรถไฟปรากฏอยู่ตรงหน้า ด้านข้างมีป้ายคล้ายกับป้ายสถานีรถไฟเขียนเป็นชื่อสถานีว่า ฝูจิ่ง (福井) สถานีถัดมาที่อยู่ใกล้ๆ กันคือสถานีซิ่งฝู (幸福) กับสถานีผิงอัน (平安) ที่นี่เป็นร้านฝูจิ่งในธีมของทางรถไฟ จากภายนอกที่เป็นรูปลักษณ์ของรถไฟสีน้ำเงิน เมื่อเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไปในร้าน ก็จะสะดุดตากับเก้าอี้รถไฟที่คลุมด้วยหนังสีเขียวเข้ม บนผนังมีชั้นเหล็กสำหรับวางกระเป๋าสัมภาระ กำแพงถูกทาสีให้กลายเป็นต้นไม้สีเขียวที่มองเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟ ประกอบกับแต่ละที่นั่งยังมีการระบุหลายเลขที่นั่งและที่วางแก้ว ดังนั้นเมื่อเข้าไปนั่งในร้านอาหารแล้ว ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนรถไฟที่เป็นภาพลวงตา การสร้างบรรยากาศทั้งหมดด้วยความละเอียดประณีตเช่นนี้ เพราะคุณเฉินเฉาเฉียง (陳朝強) เจ้าของร้านอาหารฝูจิ่งเป็นแฟนคลับตัวยงของการรถไฟนั่นเอง

พรหมลิขิตของคุณเฉินเฉาเฉียงกับรถไฟเริ่มมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ภายในครอบครัวมีคุณปู่ น้องคุณปู่ 2 คน และคุณพ่อ ที่ล้วนทำงานเป็นพนักงานขับรถไฟ ตัวเขาเองก็เกิดและอาศัยอยู่ที่หอพักของการรถไฟเอ้อสุ่ย เขาจึงเติบโตมาพร้อมกับเสียงรถไฟประเภทต่างๆ เขารักรถไฟ สำหรับเขารถไฟก็เหมือนกับลมหายใจที่เป็นธรรมชาติ

ตอนแรกเพียงแค่เห็นโมเดลรถไฟก็จะซื้อกลับมาที่บ้าน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายวงกว้างไปยังส่วนอื่นของรถไฟ ทั้งเหล้าที่ระลึก กระเป๋าทำงานของพนักงานรักษารถไฟ อะไหล่รถไฟที่ปลดประจำการแล้ว เป็นต้น ทั้งหมดกลายเป็นของสะสมของคุณเฉินเฉาเฉียง

ความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อพ่อแม่ ทำให้คุณเฉินเฉาเฉียงตัดสินใจกลับไปสร้างธุรกิจที่บ้านเกิดหลังปลดประจำการจากกองทัพ ในสมัยที่เป็นนักเรียนได้สะสมประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานในร้านอาหาร ประกอบกับตัวเขามีความรักในรถไฟมากๆ จึงเปิดร้านอาหารที่มีการตกแต่งในธีมของรถไฟขึ้นมา

 

ขายข้าวกล่อง สานฝันทางรถไฟ

ร้านอาหารฝูจิ่งเน้นให้บริการประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก คุณเฉินเฉาเฉียงจำหน่ายอาหารในราคาคุ้มค่าคุณภาพ เจ้าของร้านซึ่งเป็นทั้งพ่อครัวในคนเดียวกัน ได้คัดสรรวัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำเป็นกับข้าวเมนูต่างๆ ในแต่ละวัน และยังมีเมนูหลักกว่า 10 อย่าง อาทิ ซี่โครงหมู, หมูสามชั้น, น่องไก่ และปลานวลจันทร์ เป็นต้น

เมื่อมารับประทานอาหารที่ร้านฝูจิ่งต้องไม่พลาดที่จะขึ้นไปบนชั้น 2 และ ชั้น 3 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟฝูจิ่ง ที่จัดแสดงสิ่งของเกี่ยวกับรถไฟที่คุณเฉินเฉาเฉียงเก็บสะสมมาเป็นเวลา 30 ปี มีทั้งคู่มือตารางเวลารถไฟในยุค 1960 ใบลงชื่อของพนักงานขับรถไฟ, ป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่เขียนชื่อสถานีรถไฟ, ประตูไม้ที่เป็นช่องขายตั๋วรถไฟ รวมถึงแผนภาพวิศวกรรมทางรถไฟในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองไต้หวัน สิ่งเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่เป็นประจักษ์พยานของการพัฒนาการรถไฟ ที่คุณเฉินเฉาเฉียงใจกว้างเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ฟรี

ไม่เพียงเก็บรวบรวมวัตถุโบราณทางวัฒนธรรม แต่คุณเฉินเฉาเฉียงยังซื้อรถไฟตรวจทางรุ่น 135 ของบริษัท Taiwan Sugar Corporation ซึ่งคุณเฉินเฉาเฉียงใช้เวลา 762 วัน กับเงินจำนวน 500,000 เหรียญไต้หวัน ซ่อมแซมผลงานชิ้นเอก เดิมทีรถไฟตรวจทางนี้จะถูกโละทิ้งเป็นเศษเหล็ก ตัวถังรถมีสนิมเกาะเต็ม เครื่องยนต์ด้านในก็เสียหาย คุณเฉินเฉาเฉียงจึงได้พาคุณจันหย่งฟู่ (詹永富) เจ้าของโรงงานผลิตรถบัสที่มีความเชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงรถบัสมาช่วยทำการซ่อมรถไฟ ตั้งแต่การขัดสนิม, เพิ่มโครงสร้างด้านใน และค่อยประกอบแผ่นโลหะด้านนอกทีละเล็กทีละน้อย และจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งคู่ จึงสามารถชุบชีวิตใหม่ให้กับรถไฟตรวจทางขบวนนี้ ทั้งยังพารถไฟที่อายุเก่าแก่ถึง 63 ปี กลับมาที่โรงงานน้ำตาลซีหู จากคำพูดที่ส่งต่อถึงกันแบบปากต่อปาก ก็ทำให้ร้านอาหารฝูจิ่งแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่บรรดาแฟนคลับรถไฟไต้หวัน-ญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

 

อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน

รถไฟกับมนุษย์เหมือนมีพรหมลิขิตดึงดูดให้เข้ามาหากัน และยังเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับระบบนิเวศทางธรรมชาติด้วย
กรมป่าไม้ไต้หวันกับการรถไฟไต้หวันจึงร่วมกันส่งเสริมขบวนรถไฟสัตว์ป่าที่เรียกว่า Satoyama Animal Train โดยภายนอกโบกี้รถไฟขบวนนี้มีการใช้สีสันมาแต่งแต้มให้เป็นลวดลายของผืนป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำธาร ทุ่งนาและพื้นที่ชุ่มน้ำ ชนบทและหมู่บ้านชนพื้นเมือง เป็นการรวมธรรมชาติ 4 แบบกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่า วาดออกมาเป็นลวดลายแสนน่ารักบนรถไฟ เพื่อแสดงถึงการยินดีต้อนรับผู้มาเยือนสู่เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ด้านในโบกี้รถไฟมีการใช้วัสดุในประเทศมาแกะสลักเป็นหุ่นจำลองแมวดาวแอบอยู่ตรงที่นั่งผู้โดยสาร เมื่อแหงนศีรษะขึ้นไปจะเห็นไม้แกะสลักเป็นรูปนกห้าสี รถไฟ Satoyama Animal ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิดที่เด็กๆ ชื่นชอบขบวนนี้ ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องให้บริการเฉพาะเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น แต่การนำรถขบวนรถไฟออกมาใช้งานนั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปในแต่ละวันตามความเหมาะสม จึงสร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนผู้โดยสารรถไฟที่บังเอิญพบเห็นได้เสมอ

Satoyama ไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่หมายถึงภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลไม่มาก มีเนินเขา ที่ราบ มีป่าไม้ แม่น้ำลำธาร และทุ่งนาสลับแซมกันอยู่ ดังนั้นสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศแบบนี้จะถูกเรียกว่า Satoyama Animal มนุษย์เราได้บุกเบิกเป็นที่อยู่อาศัย มีการตัดถนน ทำให้พื้นที่อาศัยดั้งเดิมของสัตว์ป่าถูกทำลายและตัดแยกออกจากกัน จนกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการโยกย้ายถิ่นของสัตว์ และอาจทำให้สัตว์ต้องเสียชีวิตจากการข้ามถนน หรืออาจเข้าไปกินอาหารที่มีการใช้สารเคมีอันตรายและยาฆ่าแมลงในพื้นที่เกษตรของมนุษย์ได้ ดังนั้นจึงก่อให้เกิดโครงการ National Green Network ในไต้หวันขึ้นมา

กรมป่าไม้ร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ สร้างทางเดินให้สัตว์ป่าจากริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือทำการติดตั้งตาข่ายริมทางด่วนเพิ่มเติม หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์วิ่งข้ามถนน และยังใช้ตาข่ายเป็นตัวนำทางให้สัตว์สามารถเดินข้ามสะพานลอยหรือเดินลอดอุโมงค์ใต้ดินเพื่ออพยพย้ายถิ่นได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังสนับสนุนให้ประชาชนทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรดาสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่รอดได้ตามธรรมชาติ

หากรับชมคลิปวิดีโอหรือสแกน QR code บนรถไฟขบวนนี้ จะได้รู้จักกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราบนผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ดั่งเช่นที่มีนักเขียนนามว่าหลิวเค่อเซียง (劉克襄) ได้กล่าวในคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์เทศกาลข้าวกล่องรถไฟครั้งที่ 5 ว่า เมื่อเขาโดยสารรถไฟ แน่นอนว่าจะต้องรับประทานข้าวกล่องรถไฟ กินไปชมวิวไป และลงที่สถานีเล็กๆ ซึ่งมีผู้คนไม่มาก จากนั้นเดินไปเรื่อยๆ ปีนเขาขึ้นไปจนถึงบริเวณสันเขา เพื่อชมวิวทิวทัศน์โดยรอบว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง หรือจะนั่งรถไฟขบวน Satoyama Animal เข้าสู่ธรรมชาติ สัมผัสการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเริ่มต้นการเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความงดงาม

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Bento Kereta Api:

Nostalgia dalam Aroma Baru

Artikel‧Chun-fang Gambar‧Jimmy Lin Terjemahan‧Jimmy Lin

台鐵便當有傳統的排骨,也以台灣各地食材,推出特色美味;福井食堂的鐵道迷老闆,在故鄉賣便當、打造鐵道文物館;而里山動物列車則以生態彩繪拉近了人與自然的距離。火車乘載了回憶、鄉愁、理想,訴說關於美好的故事。


Perusahaan Kereta Api Taiwan (Taiwan Railways Administration/TRA) menjual makanan tradisional berupa nasi kotak (bento), atau biandang dalam bahasa Mandarin, isi daging iga babi, yang menghadirkan hidangan dengan aroma dan bahan makanan dari setiap daerah di Taiwan; pemilik restoran Fu Jing yang merupakan seorang pecinta Kereta Api (KA) juga menjual nasi kotak di kampung halamannya, dan membangun museum benda-benda KA; sedangkan Satoyama Animal Train mendekatkan diri dengan masyarakat melalui pemandangan alam yang indah. Kereta api memuat berbagai kenangan, angan-angan, kerinduan akan kampung halaman, yang menuturkan segudang cerita indah.

 

Ketika membuka tutup nasi kotak, tercium harumnya lauk daging semerbak, dilengkapi dengan sebutir telur kecap yang menggiurkan, ditambah aroma nasi yang begitu melekat di hati. Aroma nostalgia seperti ini sudah terpatri dalam hati setiap orang Taiwan.

 

Rahasia Kelezatan Bento KA Taiwan

Harga yang sangat terjangkau, jumlah lauk yang lengkap adalah ciri khas bento KA Taiwan. Seperti sekotak bento nasi daging iga seharga NT$60, kotak segi empat berisi lauk daging iga, sebutir telur kecap, sepotong kulit tahu, dan tumis kubis serta nasi putih dalam porsi besar. Merupakan suatu berkah bisa menikmati makanan lezat yang mengenyangkan perut dan murah meriah di tengah melambungnya harga barang di era modern.

Memilih bahan makanan yang segar berkualitas adalah moto KA Taiwan dalam membuat bento yang lezat. Seperti nasinya, pihak KA memilih beras Taiwan kelas satu, pasokan bahan datang setiap hari, begitu pula pada saat tahun baru, semua ini untuk mempertahankan mutu makanan selalu terbuat dari bahan segar. Memasak nasi juga tidak sembarangan, disesuaikan dengan masa panen berasnya, agar bisa tetap mempertahankan tekstur nasi yang prima. Itulah sebabnya, mengapa bento KA Taiwan walau sudah dingin, nasinya tetap pulen dan enak untuk disantap, tanpa mengurangi aroma kelezatan nasi kotaknya.

Daging tulang iganya dimasak dengan cermat, Kepala Chef Restoran TRA Taipei Yu Hsun-an menjelaskan, setiap potong daging iga harus dipukul-pukul dari bagian tengah mengarah ke luar sampai 5-6 kali, agar serat daging iga terputus, kemudian dilanjutkan dengan merendamnya dalam marinade, dipijat-pijat agar meresap, baru digoreng dan terakhir dimasak dalam bumbu kecap. Setiap hari KA Taipei menyediakan 12 ribu porsi daging tulang iga, ada 2 petugas yang khusus memukul-mukul daging iganya, Chef Yu Hsun-an sambil bercanda mengatakan sampai sekarang mereka entah sudah memecahkan berapa banyak talenan.

 

Aroma Baru Nasi Bento Tradisional TRA

Restoran TRA di berbagai daerah juga mengetengahkan versi bento spesial sesuai dengan bahan lokal, misalnya bento dari dapur katering Qidu membuat nasi kotak daging bebek Cherry dari Yilan, lauk lainnya ada kumquat, dadar telur isi lobak asin kering dan daun bawang Sanxing yang terkenal. Tujuan utama membuat nasi kotak dengan bahan lokal adalah untuk mengurangi biaya transportasi dan menonjolkan karakter makanan lokal dari masing-masing daerah. Nasi kotak khas setiap daerah ini tidak dijual di dalam gerbong KA, melainkan harus dibeli di setiap kios penjual bento dalam stasiun kereta api di masing-masing daerah, jumlahnya terbatas, dan biasanya terjual habis dalam waktu sekejap, netizen menjulukinya sebagai “bento tersembunyi”.

Menanggapi aneka pameran dan festival, TRA juga meluncurkan bento edisi terbatas. Seperti Festival Bento KA Formosa ke-5 November tahun lalu, masing-masing daerah memperkenalkan makanan khas lokal, restoran KA Taichung menonjolkan nasi kotak paha ayam bakar rasa Provence Basil, sedangkan Hualien mengetengahkan nasi bento ayam filet bumbu Maqaw merica gunung, semuanya menonjolkan kreativitas para chef dari berbagai daerah, tidak kalah piawainya dengan 20-an penjual Bento KA Jepang yang turut bergabung dalam festival.

Jika Anda ingin mencicipi Bento TRA, selain naik KA, di setiap stasiun kereta api, tersedia kios yang menjual Bento TRA, bahkan ada kios dengan penampilan luar seperti gerbong kereta api.

 

Terowongan Waktu Kereta Api

Naik KA ke Shetou di Changhua, keluar dari stasiun berjalan kaki terus ke depan sekitar 500 meter, akan terlihat lampu sinyal jalan lintas KA, di sisinya adalah sebuah papan petunjuk KA yang bertuliskan nama stasiun “Fu Jing”, dan nama stasiun yang berdekatan “Xingfu” berarti kebahagiaan dan “Ping’an” berarti sejahtera, inilah restoran Fu Jing yang bertema kereta api. Ketika Anda masuk ke restoran melalui sebuah pintu otomatis KA berwarna biru, terpampang di hadapan mata dengan kursi kulit hijau tua, dan di dinding samping ada rak tempat menaruh bagasi, dinding restoran berlukiskan jendela KA dengan pemandangan pepohonan hijau yang rindang, dan lebih unik lagi di setiap tempat duduk ada nomor dan tempat menaruh gelas. Duduk makan di restoran ini membuat kita seolah-olah berada di dalam gerbong KA. Dekorasi yang unik ini adalah kreasi pemiliknya Chen Zhao-qiang pecinta berat KA.

Chen Zhao-qiang berasal dari keluarga pekerja KA, di mana kakek, ayah dan dua pamannya, semua adalah masinis KA, ia sendiri dilahirkan di asrama KA di Ershui Changhua, dibesarkan dalam gaungan suara KA. Bagi Chen Zhao-qiang, jatuh cinta dengan kereta api adalah suatu hal yang wajar seperti bernapas.

Keadaan ini diawali dengan hobi membeli setiap model KA yang dijumpai, kemudian berkembang membeli benda-benda sampingannya seperti botol minuman arak peringatan, tas kerja kondektur, suku cadang KA yang sudah tidak terpakai, semua menjadi koleksi Chen Zhao-qiang.

Berawal dari gagasan menjaga orang tuanya, setelah selesai menunaikan tugas wajib militer, Chen memutuskan untuk berwiraswasta di kampung halamannya, ia membuka restoran bertema KA berdasarkan hobinya, dan juga berkat akumulasi pengalamannya bekerja di restoran di masa sekolah.

 

Impian akan Bento dan Museum

Restoran Fu Jing melayani warga setempat, menjual bento dengan harga ekonomis. Pemilik restoran yang merangkap sebagai Chef, memilih bahan makanan lokal, membuat lauk sampingan yang berbeda setiap hari, dengan lauk utama seperti daging iga, daging kecap, paha ayam, ikan bandeng dan lainnya sebanyak sepuluh lebih menu utama. 

Kalau bersantap di restoran Fu Jing, jangan lewatkan museum KA di lantai dua dan tiga, yang memamerkan hasil koleksi Chen Zhao-qiang selama 30 tahun, di sana ada buku catatan kecil berisi jadwal KA 1960 an, formulir piket masinis, papan kayu bertuliskan slogan KA, pintu pembatas di tempat pengguntingan karcis masuk, bahkan ada denah konstruksi KA di zaman kolonial Jepang. Benda-benda yang menjadi saksi sejarah perkembangan KA Taiwan ini dipamerkan secara gratis oleh Chen untuk setiap pengunjung.

Tidak hanya benda-benda kenangan, Chen Zhao-qiang juga membeli kereta api. Di luar restorannya terdapat mobil inspeksi rel No. 135 milik perusahaan Gula Taiwan, kreasi unik yang direnovasi selama 762 hari dengan memakan biaya sebesar setengah juta dolar Taiwan. Mobil inspeksi rel yang tadinya akan dibebas tugaskan menjadi onggokan besi tua, karena badan mobil berkarat berat, mesinnya rusak, tapi oleh Chen dicarikan pemilik bengkel bernama Zhan Yong-fu yang pandai mereparasi bus pariwisata, bersama-sama mulai merenovasinya dari menghilangkan karatan, menambahi kerangka baru, mengecat kembali dan lain-lainnya, sedikit demi sedikit dirangkai kembali. Berkat pertolongan darurat mereka berdua, akhirnya mobil patroli rel hidup kembali, mobil yang berusia 63 tahun ini masih bisa dikemudikan di pabrik gula Xihu Changhua sebagai alat transportasi para pengunjung. Berkat cerita dari mulut ke mulut, restoran Fu Jing sudah menjadi kawasan wisata yang pasti dikunjungi para wisatawan Jepang ketika datang ke Taiwan.

 

Bersatu dengan Alam

Kereta api telah berperan untuk turut membina hubungan baik antar manusia, juga mempererat jalinan antara manusia  dengan alam.

Satoyama Animal Train adalah kereta komuter hasil kerja sama antara Biro Kehutanan Taiwan dengan TRA, dinding luar gerbong KA diwarnai lukisan hutan sekunder, sungai, sawah tanah basah, pemukiman, 4 ekologi Satoyama, satwa yang hidup di sana dilukiskan dengan jenaka di dinding gerbong, bagaikan menyambut gembira kedatangan para wisatawan.  

Kalau diamati dengan cermat, maka Anda dapat melihat dalam gerbong ada ukiran kucing kuwuk dibuat dari bahan lokal Taiwan yang didudukkan di antara tempat duduk penumpang, kalau menengadah ke atas  ada ukiran burung barbet Taiwan di atas kepala. Gerbong KA yang didekorasi penuh dengan satwa di Satoyama, digunakan bukan pada gerbong KA wisata jalur khusus, melainkan sebagai gerbong komuter sehari-hari, jadi kalau kebetulan naik komuter ini, penumpang akan menemukan kejutan yang penuh kegembiraan.

Satoyama bukanlah nama sebuah tempat, yang dimaksud adalah sebuah gunung rendah, lereng bukit dan dataran, di dalamnya ada hutan sekunder, sungai kecil, persawahan, dan satwa yang hidup di lingkungan ini dinamakan satwa Satoyama. Manusia membangun daerah ini menjadi pemukiman, jalan raya, mengakibatkan habitat satwa terusik dan rusak, membuat mereka tidak bisa bermigrasi, mungkin saja ketika mereka melintasi jalan raya mati terlindas, mungkin juga mereka tewas karena memakan umpan beracun atau pestisida di sawah, oleh karena itu diluncurkanlah proyek Jaringan Penghijauan Nasional.

Dengan membangun jalur lintas koridor khusus bagi satwa berupa hutan buatan yang menghubungkan ekologi sungai di ujung barat ke timur, hasil kerja sama antara Biro kehutanan Taiwan dan instansi lainnya ini juga membangun pagar kawat di pinggir jalan tol, mencegah satwa menyeberang jalan raya, dan memberikan bimbingan pengarahan kepada mereka untuk menyeberang melalui terowongan di bawah tol khusus untuk mereka bermigrasi. Atau juga membimbing para petani untuk bercocok tanam secara organik, yang bisa menyediakan lahan bersahabat bagi satwa-satwa.

Kita bisa mengenal satwa-satwa ini yang hidup bersama kita di atas bumi, melalui film ekologi yang diputar di KA atau melalui QR Code yang tersedia. Seperti kata penulis Liu Ka-shiang dalam film promosi Festival Bento KA Formosa ke-5, jika naik KA ia pasti membawa bento KA, lalu makan sambil menikmati pemandangan alam, turun di stasiun kecil yang sepi, berjalan-jalan santai, mendaki gunung, menjelajahi alam yang sesungguhnya. Atau menaiki KA Satoyama, menyeruak ke dalam alam, memulai petualangan dalam panorama indah.

Niềm hạnh phúc trong mỗi chuyến đi

Tấm lòng và sự đổi mới trong món cơm hộp đường sắt

Bài viết‧Chen Chun-fang Ảnh‧Jimmy Lin Biên dịch‧Khiết Nhi

台鐵便當有傳統的排骨,也以台灣各地食材,推出特色美味;福井食堂的鐵道迷老闆,在故鄉賣便當、打造鐵道文物館;而里山動物列車則以生態彩繪拉近了人與自然的距離。火車乘載了回憶、鄉愁、理想,訴說關於美好的故事。


Cơm hộp đường sắt Đài Loan có món sườn cốt lết truyền thống, đồng thời sử dụng nguyên liệu từ khắp các vùng ở Đài Loan để chế biến ra những món ngon đặc sắc. Ông chủ say mê đường sắt của nhà hàng Phúc Tỉnh (Fu Jing Restaurant) bán cơm hộp, xây dựng Nhà văn hóa đường sắt tại quê nhà; còn chuyến xe lửa vẽ hình động vật Satoyama (Satoyama Animal Train) thì lại dùng hình vẽ sinh thái để rút ngắn khoảng cách giữa con người với thiên nhiên. Những chuyến xe lửa đã chở theo biết bao hồi ức, tình yêu quê hương, lý tưởng, vẽ nên những câu chuyện tuyệt mỹ của mình.

 

Vừa mở hộp cơm ra, mùi thơm đậm đà của miếng sườn cốt lết và quả trứng kho căng tròn, cùng mùi cơm trắng mộc mạc tỏa ra thơm ngát. Hương vị xưa cũ này đã được khắc ghi trong ký ức của người dân từ lâu.

 

Bí quyết thơm ngon của cơm hộp đường sắt Đài Loan

Giá cả phải chăng nhưng các món ăn trong hộp cơm lại được chuẩn bị cẩn thận. Lấy hộp cơm sườn 60 Đài tệ của nhà hàng Đường Sắt Đài Bắc làm ví dụ, trong hộp cơm hình vuông này bao gồm một miếng sườn cốt lết, một quả trứng kho, một miếng đậu hủ ki cùng rau bắp cải và một phần cơm trắng đầy ắp. Trong thời đại vật giá đắt đỏ như ngày nay, để có được hộp cơm với lượng thức ăn như vậy mà chỉ với 60 Đài tệ thì thật sự là điều khiến người ta vô cùng cảm động.

Nguyên liệu tươi ngon và chất lượng chính là mấu chốt tạo nên hương vị tuyệt vời của cơm hộp đường sắt, như gạo thì được chọn loại gạo số một của Đài Loan, được nhập hàng mỗi ngày, bất kể lễ Tết, như thế mới có thể đảm bảo được độ tươi ngon của nguyên liệu. Khi nấu cơm còn phải tùy vào thời gian canh tác của gạo mà điều chỉnh quy trình chế biến, có như vậy mới đảm bảo được từng hạt cơm có độ dẻo, độ khô vừa phải. Từng chi tiết nhỏ nhặt đều được chăm chút tỉ mỉ nên cũng không khó hiểu vì sao cơm hộp đường sắt dù có bị nguội đi thì khi ăn, thực khách vẫn có thể cảm nhận rõ độ dẻo của từng hạt cơm, hoàn toàn không ảnh hưởng đến độ ngon của hộp cơm.

Còn quy trình chế biến miếng sườn cốt lết thì càng không thể qua loa. Ông Dư Tuần An (Yu Hsun-an) cho hay, mỗi một miếng sườn đều nhất định phải đập khoảng 5 đến 6 lần từ trong ra ngoài, để cho gân của miếng thịt bị dập đứt, tiếp đến là khâu ướp thịt, bóp thịt, sau đó phải rán qua rồi mới kho. Nhà hàng Đường sắt Đài Bắc mỗi ngày chế biến khoảng 12.000 miếng sườn sốt lết, mỗi ngày đều có hai nhân viên phụ trách công việc dập thịt từ sáng đến tối, với số lượng khổng lồ như vậy, cũng chẳng lạ gì khi ông Dư Tuần An cứ cười nói là, cho đến nay không nhớ được đã từng đập nát hết bao nhiêu tấm thớt.

 

Hương vị mới của cơm hộp đường sắt

Các nhà hàng Đường Sắt cũng dùng nguyên liệu địa phương đưa ra các món cơm hộp đặc sắc khác nhau, như cơm hộp vịt quay anh đào (Roasted Cherry Duck) Nghi Lan của Ban Phục vụ hậu cần ga xe Thất Đổ, trong đó có vịt anh đào và kim quất là hai đặc sản của Nghi Lan và ngoài ra còn có món trứng chiên củ cải muối với hành Tam Tinh v.v..., vừa có thể giảm thiểu dấu chân Carbon của việc vận chuyển nguyên liệu, vừa thể hiện bản sắc địa phương. Tuy nhiên, những hộp cơm đặc sắc này sẽ không bày bán trên xe lửa mà thực khách phải đến cửa hàng cơm hộp của các địa phương mới có thể mua được, hơn nữa số lượng cơm hộp mỗi ngày là có hạn, thông thường vừa mới bắt đầu bày bán không lâu thì đã bán hết sạch, ai đến chậm thì dù có muốn mua cũng không còn, vì thế mà được cư dân mạng gọi là cơm hộp phiên bản ẩn.

Để phối hợp với triển lãm và các ngày lễ, công ty Đường sắt Đài Loan còn đưa ra những món ăn nhất định, như vào dịp Ngày lễ cơm hộp Đường sắt Đài Loan lần thứ 5 vừa kết thúc vào tháng 11 năm ngoái, các nhà hàng Đường sắt trên toàn Đài Loan cùng ra sức trổ tài, nhà hàng Đường sắt Đài Trung giới thiệu cơm hộp đùi gà quay Provence, nhà hàng Hoa Liên thì mang đến cơm hộp thịt gà màng tang Hồi Lan …, thể hiện tài nghệ và sức sáng tạo của các vị  đầu bếp. Mặc dù trong lễ hội còn có hơn 20 nhà hàng cơm hộp đường sắt Nhật Bản đến tham dự, nhưng cơm hộp Đài Loan cũng hoàn toàn không thua kém.

Nếu thực khách muốn ăn cơm hộp đường sắt Đài Loan thì ngoài phải đón xe lửa, các ga lớn của công ty Đường sắt Đài Loan đều có cửa hàng cơm hộp, thậm chí có ga còn bày bán mô hình các đoàn tàu.

 

Đường hầm thời gian của xe lửa

Khi đón xe lửa đến ga Xã Đầu, ra khỏi ga đi thẳng khoảng 500 mét, du khách có thể thấy biển báo đường ray ở ngay trước mắt, bên cạnh là bảng hiệu chỉ dẫn dài trông như các ga xe lửa Đài Loan, trên đó viết là Ga Phúc Tỉnh, còn trạm kế bên lần lượt là ga Hạnh Phúc và Bình An. Đây chính là nhà hàng chủ đề đường sắt Phúc Tỉnh. Sau khi đi qua cánh cửa tự động trang trí như toa xe màu xanh dương để vào nhà hàng, ấn tượng đầu tiên đập vào mắt mọi người chính là dãy ghế màu xanh lá cây đậm của khoang xe lửa, một bên tường là giá sắt dùng để đặt hành lý, trên tường còn vẽ thành những ô cửa xe, được tô điểm thêm bằng màu xanh bóng mát của cây cối; hơn nữa, mỗi chỗ ngồi đều có số thứ tự nhất định cùng với giá để ly, khiến cho thực khách đến tiệm dùng bữa đều có cảm giác như đang ngồi trên xe lửa. Vì nhà hàng Phúc Tỉnh có một ông chủ cực kỳ yêu thích xe lửa là ông Trần Triều Cường (Chen Zhaoqiang), ông chăm chút từng chi tiết nhỏ chỉ mong có thể tạo nên bầu không khí của nhà hàng như ở trên xe lửa.

Ông Trần Triều Cường có duyên với đường sắt từ khi còn nhỏ, hai ông trẻ, ông nội và cả cha ông đều là tài xế xe lửa, bản thân ông cũng sinh ra trong ký túc xá đường sắt Nhị Thủy (huyện Chương Hóa), lớn lên trong tiếng còi của những chuyến xe lửa khác nhau. Với ông, tình yêu với xe lửa cũng là điều tự nhiên như hơi thở mà thôi.

Lúc đầu chỉ cần nhìn thấy mô hình xe lửa là ông mua ngay về nhà, dần dần ông bắt đầu mở rộng đến việc mua những sản phẩm có liên quan đến xe lửa, rượu kỷ niệm, cặp xách của trưởng tàu, linh kiện của xe lửa ngưng hoạt động, v.v..., tất cả đều trở thành vật sưu tầm của ông Trần Triều Cường.

Với tấm lòng hiếu thảo muốn chăm sóc cho cha mẹ già, sau khi xuất ngũ, ông Trần Triều Cường liền quyết định về quê lập nghiệp. Thuở còn đi học, ông đã từng có kinh nghiệm làm việc trong ngành ẩm thực, thêm vào đó ông cực kỳ yêu thích xe lửa, vì thế ông đã nảy ra ý tưởng mở nhà hàng chủ đề đường sắt.

 

Bán cơm hộp xây ước mơ đường sắt

Nhà hàng Phúc Tỉnh chủ yếu phục vụ người dân địa phương là chính, ông Trần Triều Cường đã bán cơm hộp với giá rất phải chăng. Ông kiêm nhiệm chức vụ ông chủ và đầu bếp chính của nhà hàng, nguyên liệu mà ông chọn đều là nguyên liệu địa phương, mỗi ngày ông đều nấu những món ăn phụ khác nhau, kèm với hơn mười món chính là sườn cốt lết thịt kho, đùi gà, cá măng sữa, v.v... để thực khách lựa chọn.

Khi đến nhà hàng Phúc Tỉnh, thực khách tuyệt đối không thể bỏ qua việc tham quan Nhà văn hóa Đường sắt ở trên lầu 2 và 3 của nhà hàng, trong đó trưng bày những vật phẩm về đường sắt mà ông Trần Triều Cường sưu tầm trong hơn 30 năm nay, trong đó có sổ tay ghi bảng giờ tàu những năm 1960, có bảng ký tên của tài xế xe lửa, có bảng gỗ khắc biểu ngữ ga xe, cửa chắn gỗ tại nơi soát vé, thậm chí còn có bản vẽ công trình đường sắt thời kỳ Nhật Bản cai trị Đài Loan... Những văn vật lịch sử chứng kiến lịch sử phát triển của đường sắt Đài Loan này đều được ông Trần Triều Cường chia sẻ cho người dân đến tham quan miễn phí.

Không chỉ sưu tầm văn vật, ông Trần Triều Cường thậm chí còn mua cả “xe lửa”, chiếc xe lửa tuần tra 135 của công ty Đường mía Đài Loan được trưng bày trước cửa tiệm chính là kiệt tác mà ông Trần Triều Cường đã tốn 762 ngày và 500 nghìn Đài tệ để tu sửa. Xe lửa tuần tra này vốn dĩ chuẩn bị đem đi xử lý như phế liệu, thân xe đã bị hoen rỉ nghiêm trọng, động cơ thì hư hỏng, ông Trần Triều Cường phải đi tìm chủ tiệm sửa xe Chiêm Vĩnh Phú (Zhan Yongfu) – người chuyên sửa thân xe du lịch, từ việc loại bỏ phần rỉ sét, thêm khung sườn, làm vỏ mới…, hai người đã phải chăm chút sửa sang từng ly từng tí. Sau một thời gian dài cố gắng sửa chữa, chiếc xe tuần tra này đã được hồi sinh và quay trở lại hoạt động tại nhà máy đường mía Khê Hồ khi đã 63 tuổi. Tiếng lành đồn xa, nhà hàng Phúc Tỉnh đã trở thành điểm tham quan nhất định phải đến của những người mê xe lửa.

 

Cùng chung sống hòa thuận với thiên nhiên

Xe lửa đã kết nối duyên phận giữa con người với nhau và cũng đã tạo sự kết nối giữa con người với thiên nhiên.

Cục Lâm vụ và Cục Đường sắt đã cùng chung tay đưa ra những chuyến xe trang trí hình động vật Satoyama, hình ảnh rừng thứ sinh, sông suối, đầm lầy, ruộng đồng, các thôn xóm, 4 hệ sinh thái của Satoyama đã được vẽ lên bề ngoài của chiếc xe lửa. Những động vật sinh sống trong đó được vẽ thành những hình ảnh dễ thương “nhảy lên” thân toa xe, như thể đang hoan nghênh chào đón du khách cùng đến tham gia hành trình khám phá sinh thái.

Còn trong khoang xe thì dùng những vật liệu sản xuất tại Đài Loan để tạo thành tượng điêu khắc mèo báo 3D đang ẩn mình bên cạnh chỗ ngồi, mỗi khi du khách ngước mắt lên nhìn sẽ thấy tượng điêu khắc bằng gỗ của những chú cu rốc Đài Loan ngay trên đỉnh đầu. Chuyến xe động vật Satoyama dễ thương này không phải là chuyến xe du lịch có tuyến đường nhất định, mà là chuyến xe đi lại thông thường được điều chỉnh giờ xuất phát ngẫu nhiên mỗi ngày, mỗi khi vô tình gặp được chuyến xe này cũng khiến người dân cảm thấy đầy bất ngờ.

Satoyama không phải là một địa danh mà là chỉ khu vực núi, đồi hoặc đồng bằng có độ cao thấp, trong đó có rừng thứ sinh, sông suối, ruộng đồng, động vật hoang dã đang sinh sống trong môi trường này được gọi là động vật Satoyama. Con người đã đến đây để xây dựng thôn xóm, mở mang đường xá, khiến cho nơi sinh sống ban đầu của động vật hoang dã bị chia cắt, phá vỡ và gây trở ngại đến tập tính di trú của chúng. Những động vật này có thể vì băng qua đường mà bị  xe tông hay vô tình ăn phải thuốc sâu hoặc mồi nhử có độc trong ruộng mà chết, vì thế, Kế hoạch mạng lưới xanh bảo vệ sinh thái đất đai Quốc gia đã được đưa ra từ đây.

Cục Lâm vụ thông qua hợp tác với các cơ quan liên ngành, xây dựng hành lang sinh thái cho động vật trong rừng dọc theo các con sông chảy theo hướng Đông Tây hoặc cho xây thêm lưới rào cạnh đường cao tốc để tránh không cho những động vật này băng qua đường cao tốc, mà đi dọc theo lưới rào đến lối đi ở trên cao hoặc đường hầm, giúp động vật di trú an toàn. Ngoài ra còn động viên nông dân thực hiện canh tác thân thiện để động vật có môi trường sống tự nhiên.

Thông qua những video clip về sinh thái trên xe hoặc quét mã QR code, ta có thể hiểu rõ hơn về những sinh vật sinh sống trên cùng một mảnh đất với chúng ta. Nhà văn Lưu Khắc Tương đã nhắc đến trong đoạn phim tuyên truyền của Lễ hội Cơm hộp Đài Loan lần thứ 5 rằng, mỗi lần ông đi tàu lửa đều phải mang theo cơm hộp đường sắt, vừa ăn vừa ngắm cảnh, rồi xuống xe tại các ga ít người, thư thả tản bộ, leo núi, vượt đèo, ngắm nhìn những cảnh đẹp trong cuộc sống, hoặc là leo lên những chuyến xe lửa động vật Satoyama, hòa mình vào thiên nhiên, bắt đầu một chuyến hành trình sinh thái tuyệt vời.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!