หลังกลับจากเยี่ยมบ้านยาย... ไช่ฮุ่ยถิงกับเส้นทางพาเด็กกลับบ้าน

:::

2016 / 4月

文‧เติ้งฮุ่ยฉุน 圖‧ไช่ฮุ่ยถิง


課堂上,孩童們正齊聲朗誦課文,當天國文課的主題是回越南外婆家的經驗。蔡惠婷穿了一襲越南的國服奧黛,解說著越南的美食、習俗,她還播放水上木偶戲的影片,這都是她參加外婆橋計畫在越南的深刻感受。

她說老師的生命經驗就是最好的教材,當你滋養自己、豐富自己的時候,教材不只限於課本,服裝、經歷、豐富的生命故事隨時能跟小朋友分享。


ในชั้นเรียน เด็กๆ ประสานเสียงอ่านตำราเรียนกันอย่าง พร้อมเพรียง วันนั้นหัวข้อที่เรียนในวิชาภาษาจีน คือ ประสบการณ์กลับไปเยี่ยมบ้านยายที่เวียดนาม ไช่ฮุ่ยถิง (蔡惠婷) สวมชุดอ๋าวหย่าย ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของ เวียดนาม เล่าเรื่องอาหารอร่อย ขนบธรรมเนียมประเพณี และเปดิ คลปิ วดิ โี อการแสดงหนุ่ กระบอกนำ้ ของเวยี ดนาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เธอได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งจากการเข้าร่วม โครงการเยี่ยมบ้านยายที่เวียดนาม

เธอกล่าวว่า ประสบการณ์ชีวิตของครูเป็นสื่อการสอน ที่ดีที่สุด เมื่อคุณได้สั่งสมประสบการณ์ เติมเต็มให้กับชีวิต สื่อการสอนนั้นไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะตำราเรียน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย, ประสบการณ์, เรื่องราวมากมายในชีวิตก็ สามารถนำมาแบ่งปันให้แก่เด็กๆ ได้ทุกเมื่อ

ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนปีค.ศ. 2013 ไช่ฮุ่ยถิง คุณครู โรงเรียนประถมหยางกวงเมืองซินจู๋ (新竹陽光國小) เฉินซิงหรู (陳星儒) และหร่วนซื่อหรัน (阮氏然) หรือ อาหรัน ทั้ง 3 คนร่วมเดินทางไปเวียดนามด้วยกัน อาหรัน จะได้กลับไปเยี่ยมแม่ซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันนาน 3 ปีแล้ว ซิง หรูก็จะได้กลับไปบ้านยาย ส่วนไช่ฮุ่ยถิงจะข้ามน้ำข้าม ทะเลเพื่อไปเยี่ยมเยือนครอบครัวคุณยายของนักเรียนด้วย

ไช่ฮุ่ยถิงหรือที่ทุกคนเรียกว่า “คุณครูนกน้อย” มีประสบ- การณ์สอน 10 ปี อุปนิสัยมีความอยากรู้อยากเห็น รัก การผจญภัย เมื่อเพื่อนเห็นว่ามี “โครงการเยี่ยมบ้านยาย” เปิดรับสมัครจึงแนะนำให้เธอเป็นคนแรก เฉินซิงหรูเป็น นักเรียนใน “โครงการมือประสานมือ” ของไช่ฮุ่ยถิง โดย โครงการดังกล่าวทางกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีการ แนะแนวสำหรับเด็กนักเรียนผู้ด้อยโอกาส ตอนที่ไช่ฮุ่ยถิง รู้จักเฉินซิงหรู เธอเพิ่งกลับมาจากบ้านยายที่เวียดนาม เมื่อกลับมายังไต้หวันก็พูดจีนติดสำเนียงเวียดนามมา ด้วย ภาษาจีนกลางจึงไม่คล่อง และเนื่องจากเรียนไม่ทัน เพื่อน จึงต้องลดลงมาเรียนในชั้นที่ต่ำกว่าเดิม 2 ระดับ ทำให้เฉินซิงหรูมีอายุมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นเล็กน้อย แต่ เธอก็ยังร่าเริงดีและสามารถคบกับเพื่อนๆได้ อาหรัน เองก็ไม่เหมือนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั่วไป เธอมี ความกระตือรือร้นในการมีปฏิสัมพันธ์กับครู เอาใจใส่ต่อ การบ้านของลูก ทำให้คุณครูนกน้อยรู้สึกประทับใจอย่าง มาก

บทบาทของครู

แรกเริ่มเดิมที ไช่ฮุ่ยถิงเพียงแค่อยากจะพาอาหรันกับ ลูกสาวซึ่งไม่ได้กลับเวียดนามมานาน 3 ปีแล้วให้ได้กลับ บ้านอีกครั้ง เธอจึงได้สมัครโครงการเยี่ยมบ้านยายขึ้นมา หลังจากผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ก็ต้องพบกับ อุปสรรค เจ้านายของอาหรันและสามีไม่อนุญาตให้พวก เขากลับไปเวียดนาม

“การยอมแพ้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก” ไช่ฮุ่ยถิงกล่าวด้วย ความเสียดาย แต่คุณครูนกน้อยรู้ดีว่า อาหรันคิดถึงพ่อแม่ ที่เวียดนามมาก เธอจึงอาศัยสถานะความเป็นครูในการ หว่านล้อมให้เจ้านายของอาหรัน รู้สึกเห็นใจและอนุญาต ให้อาหรันลางานได้ ส่วนสามีของอาหรันซึ่งกังวลว่า อาหรันไปแล้วจะไม่กลับมาอีก คุณครูนกน้อยก็ได้พยายาม ทุกวิถีทาง ทั้งไปเยี่ยมที่บ้านอาหรันอยู่บ่อยครั้ง พูดจา หว่านล้อมจนกระทั่งสามีอาหรันใจอ่อนยอมให้พวกเขา เดินทางไปได้ในที่สุด

เจตนารมณ์ของโครงการเยี่ยมบ้านยาย แรกเริ่มเดิมที มงุ่ หวงั ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจในจดุ เดน่ ของวฒั นธรรม ประจำชาติของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมในการเดินทางครั้งนี้ แต่ สำหรับอาหรัน ผู้ซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กและ ไม่มีโอกาสไปไหนเลย นอกจากจังหวัดด่งท้าป (Đồng Tháp) ในเวียดนามจึงไม่คุ้นเคยทั้งเรื่องภูมิศาสตร์และ ประวัติศาสตร์ ดังนั้นการเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้ จึง กลับกลายเป็นครูนกน้อยที่ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเดินทาง ทั้งแนะนำภูมิศาสตร์และพื้นเพวัฒนธรรม ของเวียดนามตลอดการเดินทาง พาทุกคนไปสัมผัส ประสบการณ์ที่ตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดด่งท้าป ฟัง อาม่าของอาหรันเล่าเรื่องสงครามเวียดนาม

แม่ของอาหรันต้องจากบ้านเกิดมายังเวียดนามเหนือ เพื่อทำมาค้าขายหาเลี้ยงชีพ คุณครูนกน้อยได้นำทีมบุกป่า ฝ่าดงมุ่งสู่เวียดนามเหนือเป็นระยะทาง 2,000 กม. นาน 2 วัน 2 คืน จนถึงกรุงฮานอยเพื่อไปตามหาแม่ของอาหรัน คุณครูนกน้อยยังพาทุกคนไปเที่ยวที่อ่าวฮาลองหรือฮา ลองเบย์ (Halong Bay) และในกรุงฮานอยอีกด้วย การ เดินทางครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่อาหรันได้ท่องเที่ยวกับ ครอบครัว แม่ของอาหรันได้สัมผัสกับน้ำทะเลเป็นครั้ง แรก พ่อแม่ของอาหรันก็เพิ่งสัมผัสประสบการณ์เข้าร้าน อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นครั้งแรกด้วย การเดินทางกลับไป เยี่ยมบ้าu3609 นยายครั้งนี้ จึงเป็นความทรงจำที่ยากจะลืม เลือนสำหรับพวกเขา

ก้าวข้ามวัฒนธรรม กลายเป็นคนใน ท้องถิ่น

ที่บ้านของอาหรันในเวียดนามมีห้องอาบนำ้แบบสมัย ใหม่ห้องหนึ่ง สร้างขึ้นมาใหม่ตอนที่อาหรันแต่งงาน แต่ ห้องอาบน้ำห้องนี้โดยมากไว้ให้แขกต่างชาติมาใช้ คนใน พื้นที่ชอบอาบนำ้ในแม่นำ้ลำคลองที่หน้าบ้านมากกว่า เมอื่ มาถงึ ตอนแรกไชฮ่ ยุ่ ถงิ กใ็ ชห้ อ้ งอาบนำ้ สำหรบั นกั ทอ่ ง เที่ยว จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งท่ามกลางแสงสลัว เธอพบ ว่าน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อกน้ำเป็นน้ำสีเหลืองๆ ขุ่นๆ แถม ยังมีเศษกิ่งไม้ปนอยู่ด้วย จึงได้รู้ว่าที่แท้น้ำที่ใช้ในห้องอาบ น้ำแบบสมัยใหม่เป็นน้ำมาจากแม่น้ำหน้าบ้านนั่นเอง หลัง จากนั้นเป็นต้นมา คุณครูนกน้อยจึงคิดว่า ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว กระโดดลงแม่น้ำเลยดีกว่า ลงไป เล่นน้ำกับผู้คนอย่างสบายใจเสียเลย จากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวของอาหรันก็ไม่มองว่าครูเป็นแขกอีกต่อไป แต่ มองว่าครูเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะเธอได้ก้าว ข้ามกำแพงทางวัฒนธรรมและประสบการณ์เดิมๆ ปรับ ตัวใช้ชีวิตแบบคนในท้องถิ่นจริงๆ

ไช่ฮุ่ยถิงชอบเข้าครัวกับอาหรัน มองดูคนในครอบครัว นั่งล้อมวงกินข้าวกัน มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างญาติๆ ความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่อาหรันและซิงหรูขาดเมื่ออยู่ที่ ไต้หวัน คุณครูนกน้อยยังกล้าที่จะลองชิมไข่ตัวอ่อนเป็ด เนื้อหนู เป็นเพราะข้าวปลาอาหารที่นั่นไม่อุดมสมบูรณ์ โอกาสที่จะได้กินเนื้อนั้นมีน้อย ผู้คนต้องเสริมโปรตีนด้วย สิ่งเหล่านี้แทน บทเรียนเรื่องอาหารนก็ทำให้ไช่ฮุ่ยถิงได้ เรียนรู้ว่า “วัฒนธรรมไม่มีถูกหรือผิด ไม่มีสูงหรือต่ำ เพียง แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน”

หลังกลับจากบ้านยาย...

หลังจากเดินทางกลับไต้หวันแล้ว ไช่ฮุ่ยถิงพบว่า ที่จริง แล้วรอบๆ ตัวเรามีชาวต่างชาติที่เดินทางข้ามน้ำข้าม ทะเลมายังไต้หวันมากมายเลยทีเดียว แต่กลับถูกพวก เรามองข้ามอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาเดินทางจากบ้านเกิด มาก็เพื่อความรัก เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น จะทำอย่างไรให้พวกเขาได้รับความอบอุ่นจากไต้หวัน แก้ไขอคติทางสังคม คุณครูนกน้อยคิดว่า คงต้องใช้การ ศึกษาช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

เธอกล่าวถึงตัวอย่างหนึ่งในชั้นเรียน คุณจางเจิ้ง (張 正) ผู้ก่อตั้งร้านหนังสือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ชั่นลั่นสื อกวง” (燦爛時光) ได้จัดกิจกรรมมอบเสื้อผ้ากันหนาว ให้แก่แรงงานต่างชาติในอำเภอซูอ้าว เมืองอี๋หลาน เธอ คดิ วา่ จะทำอยา่ งไรในชนั้ เรยี นเพอื่ จดุ ประกายความสนใจ ของนักเรียนในประเด็นนี้ขึ้นมา

เธอจึงใช้ “อาหารทะเล” ที่ทุกคนชอบทานมาเป็นตัว จุดประกาย เธอได้เล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติให้ เด็กนักเรียนชั้นประถมฟังว่า ที่ไต้หวันมีแรงงานข้ามชาติ ในภาคการประมงกลุ่มหนึ่ง พูดคุยภาษาที่พวกเราฟังไม่ ออก การทำงานแสนลำบากแต่รายได้น้อยนิด คุณครู นกน้อยเปิดคลิปวิดีโอรายการ “Singing in Taiwan” (唱四方) ให้เด็กๆ ได้เห็นสภาพการทำงานของพวกเขา จริงๆ จินตนาการถึงชีวิตบนเรือ และในตอนนั้นเอง มีเด็ก นักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วถามว่า “คุณครูครับ แล้ว พวกเราจะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง?”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไช่ฮุ่ยถิงก็ปรบมือ เนื่องจากเด็กถาม ตรงประเด็นสำคัญที่เธอต้องการแล้ว “เมื่อคุณทำให้เด็ก เริ่มรู้สึกเมตตาและเห็นอกเห็นใจขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง แล้ว ถือว่าการสอนประสบความสำเร็จ” ไช่ฮุ่ยถิงกล่าว หลังจากนั้นในชั้นเรียนก็มีการพูดคุยกันตามประสาเด็กๆ ใช้ความคิดและจินตนาการของพวกเขา จนในที่สุด ทุก คนกต็ ดั สนิ ใจวา่ จะไปขอเสอื้ กนั หนาวของคณุ พอ่ และคณุ ปู่ มาบริจาคให้พวกเขา ดังนั้นคุณครูนกน้อยจึงได้ติดต่อไปยัง ผู้ปกครองเพื่ออธิบายและขออนุญาตให้เด็กๆ ได้นำเสื้อกัน หนาวมาบริจาคด้วยตนเอง เด็กๆ จะได้รู้สึกถึงการมีส่วน ร่วมอย่างแท้จริง

หลังจากรวบรวมสิ่งของที่นำไปบริจาคทั้งชั้นเรียน และห่อพัสดุเรียบร้อยแล้ว เด็กๆ ยังเสนอให้วาดรูปบน กล่องกระดาษ โดยวาดรูปเรือประมง สายรุ้ง เขียนคำว่า “ขอบคุณ” เป็นภาษาอินโดนีเซียและภาษาฟิลิปปินส์อีก ด้วย นักเรียนทั้งชั้นอัดคลิปวิดีโอพร้อมกับกล่าวขอบคุณ เป็นภาษาอินโดนีเซีย ส่งไปยังสหภาพลูกเรือประมงข้าม ชาติเมืองอี๋หลาน (Yilan Migrant Fishermen Union) กจิ กรรมอนั อบอนุ่ เชน่ นไี้ ดร้ บั การตอบรบั ดว้ ยไมตรจี ติ จาก บรรดาแรงงานต่างชาติเช่นกัน ความอบอุ่นแผ่กระจายไป ทั่วทั้งผู้ให้และผู้รับ

ทุกเรื่องราวล้วนเป็นแสงสว่างแห่ง การเรียนรู้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาษาของเด็กๆ มักเกิดจากการเลียน แบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ความหมาย การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง อยู่ในโรงเรียนทำให้เด็กๆ อาจติดคำพูดมาโดยไม่ระวัง บางทีอาจทำร้ายความรู้สึกของเพื่อนนักเรียนที่เป็นผู้ตั้ง ถิ่นฐานใหม่ คุณครูมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? ไช่ฮุ่ยถิง ถ่ายทอดคำพูดจากครูรุ่นก่อนที่ว่า “ทุกเรื่องราวล้วนเป็น แสงสว่างแห่งการเรียนรู้” ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนมี ความหมาย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ทำให้ผู้สอนมีโอกาสในการ สำรวจรากฐานความเปน็ มาและถอื เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการ ศึกษา

ครูต้องอธิบายอย่างละเอียดให้เด็กเข้าใจถึงมูลเหตุที่อยู่ เบื้องหลังคำพูดที่พูดออกมาโดยไม่ระวังนั้น ทำให้เด็กรู้จัก จุดอ่อนของตนเอง ได้เรียนรู้และจำแนกสิ่งที่มีคุณค่า เพื่อ สร้างค่านิยมที่ถูกต้อง รวมถึงให้เด็กๆ เรียนรู้วิธีการใช้คำ พูดที่เหมาะสม ไช่ฮุ่ยถิงเห็นความสำคัญของกระบวนการ สอนในขั้นตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง

คุณครูนกน้อยยังกล่าวถึงซิงหรูว่า หลังจากที่เธอ กลับมาไต้หวันหมาดๆ ภาษาจีนยังไม่เข้าที่เข้าทาง คุณครู ของเธอจึงต้องพูดช้าๆ และใช้กิริยาท่าทางประกอบเพื่อให้ ซิงหรูเข้าใจ บรรดาเพื่อนนักเรียนเห็นวิธีการของครูแล้วก็ เรียนรู้ที่จะทำตามครูโดยธรรมชาติ “การเลือกปฏิบัติไม่ได้ เกิดข้นึ เองตามธรรมชาติแต่เกิดจากการถูกส่งั สอนในภาย หลัง ดังนั้นจึงสามารถใช้การศึกษามาแก้ไขในจุดนี้ได้”

เส้นทางไปเป็นเพื่อนพาเด็กกลับบ้าน

หลังกลับจากบ้านยาย ไช่ฮุ่ยถิงได้รับเชิญให้ไปบรรยาย ในงาน TED×Youth@Taipei เธอยืนบนเวทีและเล่า เรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ เธอหวังว่าจะเป็นผู้u3648 เล่าเรื่อง ราวให้ผู้คนอีกหลายๆ คนได้รับรู้ถึงประสบการณ์ของเธอ และหวังว่าจะช่วยขจัดการเลือกปฏิบัติและอคติในสังคม ได้มากขึ้น

ไช่ฮุ่ยถิงแนะนำอีกว่า ครูสามารถไปเป็นเพื่อนพาเด็กผู้ ตั้งถิ่นฐานใหม่กลับบ้านได้ จากการสนทนากันแบบหนึ่งต่อ หนึ่ง ทำให้ได้รับรู้ถึงเส้นทางที่นักเรียนต้องพานพบในการ มาเรียนหนังสือแต่ละวัน เข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของ นักเรียน ได้รับประสบการณ์มากขึ้นจากสถานการณ์ของ นักเรียน และทำให้ต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากขึ้น

เรยี นรภู้ าษาเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตเ้ พยี งประโยคเดยี ว ก็สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้แล้ว เมื่อ “เมตตา” บังเกิดขึ้นในจิตใจ มองเห็นความต้องการของพวกเขา ก็ สามารถสร้างสัมพันธ์ระหว่างคนขึ้นได้ ไช่ฮุ่ยถิงเห็นความ เมตตาเกิดขึ้นและเติบโตภายในจิตใจของเด็กๆ อย่างช้าๆ เสมือนภายในจิตใจของพวกเขาได้เพาะปลูกเมล็ดพันธ์ุ ของวัฒนธรรมอันหลากหลาย และค่อยๆ เจริญงอกงาม ขึ้น ผลผลิตคือพลังในการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้ไต้หวัน เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมที่ดียิ่งขึ้น

近期文章

越南文

Sau khi về thăm quê ngoại.... Sánh bước cùng trẻ trên con đường về nhà

Cathy Teng/photos courtesy of Cai Hui-ting cung cấp/tr. by Lệ Phương

課堂上,孩童們正齊聲朗誦課文,當天國文課的主題是回越南外婆家的經驗。蔡惠婷穿了一襲越南的國服奧黛,解說著越南的美食、習俗,她還播放水上木偶戲的影片,這都是她參加外婆橋計畫在越南的深刻感受。

她說老師的生命經驗就是最好的教材,當你滋養自己、豐富自己的時候,教材不只限於課本,服裝、經歷、豐富的生命故事隨時能跟小朋友分享。


Các em đang đọc bài trong lớp học, chủ đề của tiết học môn Văn hôm đó là kinh nghiệm về Việt Nam thăm quê ngoại. Cai Hui-Ting (Thái Huệ Đình) mặc áo dài Việt Nam, giới thiệu về phong tục và ẩm thực Việt Nam, cô còn cho mọi người xem đoạn video múa rối nước, đây đều là những cảm nhận sâu sắc của cô đối với Việt Nam khi tham gia chương trình “Nhịp cầu quê ngoại”.

Cô chia sẻ, trải nghiệm cuộc sống là tài liệu dạy học tốt nhất của một giáo viên, khi bạn bồi dưỡng bản thân mình, khi bạn làm phong phú tầm nhìn của mình thì tài liệu giảng dạy không chỉ hạn chế ở sách vở, mà những câu chuyện về trang phục, những trải nghiệm và đời sống phong phú đều có thể chia sẻ với trẻ con vào bất cứ lúc nào.

Kỳ nghỉ hè năm 2013, giáo viên của trường tiểu học Yang Guang, Hsinchu, cô Cai Hui-Ting cùng với hai mẹ con Nguyễn Thị Nhiên và Trần Tinh Nho tham gia chương trình về thăm quê ngoại. Nguyễn Thị Nhiên về thăm mẹ sau 3 năm không gặp, Tinh Nho thì về thăm ngoại, còn Cai Hui-Ting thì triển khai cuộc viếng thăm gia đình của học sinh ở Việt Nam. Mọi người đều gọi Cai Hui-Ting bằng tên thân mật ‘Cô chim nhỏ”, cô dạy học đã được 10 năm. Tính của cô thích mạo hiểm và ưa tò mò. Khi bạn bè nhìn thấy chương trình “Nhịp cầu quê ngoại”, người đầu tiên mà họ muốn giới thiệu đó là cô, Cai Hui-Ting.

Trần Tinh Nho là học sinh của Cai Hui-Ting trong chương trình “Nắm tay nhau”. Chương trình “Nắm tay nhau” do Bộ giáo dục đề xuất nhằm phụ đạo bài vở cho học sinh có hoàn cảnh khó khăn. Mẹ của Tinh Nho là người Việt Nam, do đó Tinh Nho đã có một tuổi thơ tươi vui ở Việt Nam. Khi Cai Hui-Ting biết đến Nho, em ấy vừa mới từ Việt Nam sang Đài Loan, tiếng phổ thông không rành, phát âm cũng không giống người Đài Loan, trong lớp học của Nho, em lớn tuổi hơn các bạn học, nhưng em cũng rất vui vẻ tiếp xúc với mọi người. Nhiên không giống như những bà mẹ tân di dân khác, cô chủ động trò chuyện với thầy cô giáo, quan tâm bài vở của con mình, vì vậy đã để lại ấn tượng sâu sắc cho “cô chim nhỏ”.

Vai trò của nhà giáo

Ban đầu, Cai Hui-Ting chỉ muốn dẫn hai mẹ con Nhiên về Việt Nam, bởi vì hai mẹ con đã 3 năm chưa về thăm gia đình, nhưng sau khi viết xong bản kế hoạch “Nhịp cầu quê ngoại” và được bình chọn, cô mới phát hiện, bây giờ mới thật sự gặp phải khó khăn, đó là ông chủ và chồng của Nhiên đều không đồng ý cho hai mẹ con về Việt Nam.

“Bỏ cuộc là một chuyện rất dễ”. Cai Hui-Ting nói với một chút tiếc nuối. Nhưng, cô chim nhỏ biết Nhiên rất nhớ ba mẹ, vì vậy cô đã dùng tư cách của một giáo viên, thuyết phục với chủ của Nhiên, để ông ấy đồng ý cho Nhiên xin nghỉ phép. Chồng của Nhiên lo sợ Nhiên về Việt Nam sẽ không trở lại, cho nên cô chim nhỏ cũng phải tốn rất nhiều thời gian, đến tận nhà nhiều lần mới thuyết phục được chồng của Nhiên.

Ý định ban đầu của chương trình “Nhịp cầu quê ngoại” là hy vọng qua chương trình này, tân di dân có thể hiểu được ưu thế của nền văn hóa nước nhà, trở thành đại sứ văn hóa trong chuyến du lịch này, nhưng Nhiên thất học từ nhỏ, chưa bao giờ có cơ hội đi ra khỏi Đồng Tháp, không biết nhiều về địa lý và lịch sử Việt Nam, vì vậy, cô chim nhỏ phải tìm hiểu rất nhiều về Việt Nam trước khi thực hiện chuyến du lịch về thăm quê ngoại, trên đường đi, cô còn giới thiệu cảnh quan địa lý và văn hóa của Việt Nam, dẫn mọi người đi trải nghiệm chợ nổi lớn nhất của Đồng Tháp, lắng nghe bà nội của Nhiên kể chuyện chiến tranh Việt Nam.

Vì sinh kế, mẹ của Nhiên phải ra Hà Nội làm ăn buôn bán. Để tìm mẹ của Nhiên,cô chim nhỏ đã dẫn đoàn người đi về phía bắc với 2000 cây số, sau hai ngày hai đêm mới đến Hà Nội. Cô chim nhỏ còn dẫn mọi người đi chơi ở Vịnh Hạ Long và đi tham quan Hà Nội. Đây là chuyến du lịch đầu tiên của gia đình Nhiên, mẹ của Nhiên lần đầu tiên được chạm với nước biển, ba mẹ Nhiên lần đầu tiên được đi ăn ở cửa hàng thức ăn nhanh, đây đều là những kỷ niệm không bao giờ phai mờ trong chuyến du lịch về thăm quê ngoại lần này.

Bỗng chốc trở thành người dân địa phương

Ngôi nhà ở Việt Nam của Nhiên có một phòng tắm hiện đại, được xây lúc Nhiên kết hôn, nhưng phòng tắm này đa phần là dành cho khách sử dụng, người dân địa phương vẫn thích tắm rửa ở sông ngay trước nhà mình. Lúc mới đến, Cai Hui-Ting đều tắm rửa ở phòng tắm dành cho khách, cho đến một hôm, dưới ánh đèn mờ, cô nhìn thấy dưới vòi nước đang chảy ra dòng nước vàng vàng, và còn kèm theo cả cành cây nhỏ. Lúc này cô mới biết, thì ra nước của phòng tắm hiện đại này là được bắt từ con sông trước cửa nhà. Sau đó, cô chim nhỏ bắt đầu nhảy xuống sông tắm và đùa giỡn với mọi người. Kể từ hôm đó, người nhà của Nhiên không xem cô là khách nữa mà coi cô như là người trong gia đình. Cai Hui-Ting không nghĩ ngợi gì nhiều, cô thật sự hòa nhập vào cuộc sống địa phương.

Cai Hui-Ting cũng rất thích nấu ăn với Nhiên, nhìn cả gia đình Nhiên trải chiếu quây quần bên nhau ăn cơm, nhìn cả gia đình Nhiên trò chuyện, tâm sự với nhau, cô nhận thấy đây là những điều mà ở Đài Loan, Nhiên và Tinh Nho không bao giờ có. Cô chim nhỏ còn dám ăn thử món ăn yêu thích của người Việt Nam, đó là hột vịt lộn và thịt chuột. Vì thiếu thốn vật chất, rất hiếm khi được ăn thịt, cho nên người dân địa phương đã dùng những món ăn này để bổ sung protein. Cai Hui-Ting có một cảm nhận sâu sắc trong mặt ẩm thực, cô cho rằng : Văn hóa không có đúng hay sai, không có cao hay thấp mà chỉ là sự khác nhau trong bản sắc văn hóa của mỗi cộng đồng.

Sau khi về thăm quê ngoại....

Sau khi trở về Đài Loan, Cai Hui-Ting phát hiện, thật ra trong cuộc sống quanh ta có rất nhiều người bạn nước ngoài vượt trùng dương gả chồng sang Đài Loan, nhưng thường bị chúng ta lơ đãng. Họ rời khỏi gia đình là vì tình thương, là để cho gia đình có một cuộc sống tốt hơn. Vậy làm thế nào để cho họ cảm nhận được sự ấm áp của Đài Loan? Hóa giải thành kiến trong xã hội? Cô chim nhỏ muốn dùng giáo dục để dần dần xóa bỏ thành kiến của xã hội.

Cai Hui-Ting nêu một ví dụ trong lớp học, người sáng lập nhà sách “Rạng ngời sức sống” ông Zhang Zheng đã khởi động chương trình “Ấm áp mùa đông” dành cho thuyền viên nước ngoài ở Su Ao, Yi Lan. Cô suy nghĩ phải làm thế nào để khơi dậy sự quan tâm của học sinh đối với nghị đề này. Cô nhập đề bằng “Hải sản”, là món ăn mà ai cũng yêu thích.Cô kể chuyện của thuyền viên nước ngoài với các học sinh nhỏ tuổi, tại Đài Loan có một nhóm thuyền viên người nước ngoài, họ nói chuyện với nhau bằng một thứ tiếng mà chúng ta đều không hiểu, công việc vất vả nhưng lương rất thấp, cô chim nhỏ còn cho các em xem chương trình “Tiếng hát bốn phương” để các em nhìn thấy được môi trường làm việc và tưởng tượng ra cuộc sống trên thuyền của họ. Vào lúc này, một em nhỏ giơ tay lên và nói : Thưa cô, chúng con có thể làm gì cho họ?

Nói ngang đây, Cai Hui-Ting vỗ tay cái đốp, trẻ con đã hỏi tới điểm trọng yếu.“Khi bạn khơi dậy tính chủ động, thiện chí và sự đồng cảm xuất phát từ trái tim của trẻ thì sự giáo dục này đã thành công”. Cai Hui-Ting nói. Tiếp sau đó, các em bắt đầu đưa ra ý kiến của mình, sau cùng mọi người quyết định lấy áo khoát của ba và ông mình để tặng cho các thuyền viên nước ngoài, vì vậy cô chim nhỏ đã trình bày nguyên do trong cuốn sổ liên lạc và yêu cầu các bậc phụ huynh hãy để cho con mình đích thân đem áo khoát đến trường, dùng hành động thực tế này để cho các em cảm nhận được mình đang tham dự.

Sau khi thu thập và đóng gói vật tư của cả lớp quyên tặng, các em đề nghị vẽ trên thùng giấy, các em vẽ tàu bắt cá, bảy sắc cầu vồng, viết chữ “Cám ơn” bằng tiếng Indonesia và Philippines. Cả lớp còn quay một đoạn clip, nói cám ơn bằng tiếng Indonesia và tặng cho Nghiệp đoàn nghề cá huyện Yi Lan. Hành động ấm áp này đã nhận được sự phản ứng nồng nhiệt từ các thuyền viên nước ngoài, tương tác với nhau, đem sự ấm áp truyền đi khắp nơi.

Mỗi sự kiện là một tia sáng giáo dục

Phóng viên hỏi, ngôn ngữ của trẻ thường học từ người lớn, nhưng không biết ý của những gì mình đang nói, tại trường học, đôi khi thường nói ra những câu rất vô tư với bạn học, nhưng có thể sẽ gây tổn thương tâm lý cho con em tân di dân, vậy các thầy cô giáo sẽ xử lý vấn đề này như thế nào? Cai Hui-Ting trả lời bằng câu nói của một bậc tiền bối trong ngành giáo dục : “Mỗi sự kiện là một tia sáng giáo dục”. Mọi thứ xảy ra đều có ý nghĩa của nó, bất kể tốt hay xấu, đều là cơ hội để những người dạy học đi tìm hiểu nguyên do, đó chính là điểm khởi đầu của giáo dục.

Các giáo viên phải làm rõ động cơ đằng sau câu nói vô tư của trẻ, chỉ dạy cho trẻ nhận thức được thành kiến của mình, từ trong việc này để học hỏi, làm rõ giá trị, qua đó thiết lập quan điểm giá trị chính xác, đồng thời học hỏi cách nói chuyện đúng lúc, đúng chỗ. Cai Hui-Ting rất chú trọng quá trình giáo dục này.

Cô chim nhỏ còn cho biết, khi Tinh Nho trở về Đài Loan, tiếng Hoa vẫn chưa rành, thầy cô giáo của em đã nói chậm lại và dùng động tác cơ thể để giúp Tinh Nho hiểu nhanh hơn, các em học sinh nhìn thấy thầy cô làm như vậy thì tự nhiên cũng sẽ bắt chước làm theo. “Kỳ thị không phải sinh ra là đã có, mà là do người ta chỉ dạy, và tất nhiên cũng có thể dùng giáo dục để sửa đổi”.

Sánh bước cùng trẻ trên con đường về nhà

Sau khi cùng con em tân di dân về thăm quê ngoại, Cai Hui-Ting được mời diễn thuyết trên diễn đàn trang web TED×Youth@Taipei, cô đứng trên sân khấu, chia sẻ câu chuyện về thăm quê ngoại, cô mong muốn mình được trở thành người kể chuyện, để cho càng nhiều người biết được trải nghiệm của cô, hy vọng có thể xóa bỏ kỳ thị và thành kiến.

Cai Hui-Ting còn kiến nghị, các thầy cô giáo có thể sánh bước cùng con em tân di dân trên đường về nhà, để có cơ hội trò chuyện, biết được con đường đến trường mỗi ngày và tìm hiểu môi trường sinh hoạt của các em, như vậy mới có thể hiểu sâu sắc hơn về tình hình của học trò, qua đó dành nhiều sự quan tâm hơn cho học sinh của mình.

Học được một câu của ngôn ngữ Đông Nam Á là có thể xây dựng mối giao lưu cởi mở với cộng đồng tân di dân, quan sát tự đáy lòng mình và nhìn thấy nhu cầu của họ là có thể xây dựng mối liên kết giữa người và người. Cai Hui-Ting nhìn thấy được gợn sóng thiện chí trong lòng của các em càng ngày càng lớn dần, trong lòng các em đã gieo rắc hạt giống văn hóa đa dạng và sẽ dần dần đâm chồi, nảy sinh ra sức mạnh của sự thay đổi, đưa Đài Loan hướng tới một xã hội tốt hơn.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!